น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยาวชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยาวชน แสดงบทความทั้งหมด

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้ | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้

เตรียมพร้อมก่อนท้อง ปูทางสู่ความเป็น "แม่" ป้องลูกน้อยพิการ แพทย์แนะกิน "โฟเลต" วิตามินวิเศษก่อนตั้งครรภ์และฝากครรภ์ทันทีที่รู้ ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด พบ 3-5% ของเด็กเกิดใหม่มีโอกาสพิการตั้งแต่ในท้องหากขาดโฟเลต ระบุผักใบเขียว ผลไม้สดแหล่งโฟเลตชั้นดี และควรกินทุกวัน ห่วงหญิงชนบทและผู้ใช้แรงงานไม่รู้ เสี่ยงมีลูกพิการวอนทุกฝ่ายช่วยให้ความรู้

พญ.พรสวรรค์ วสันต์ พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการปฏิบัติการระดับชาติเพื่อวางแผนป้องกันและดูแลรักษาความพิการแต่กำเนิดในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าทารกเกิดใหม่ 100 คน พบทารกพิการแต่กำเนิดประมาณ 3-5 คน โดยความพิการแต่กำเนิดพบได้บ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ หลอดประสาทไม่ปิด ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ความพิการของแขนขา และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยความพิการแต่กำเนิดนั้นอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม

การเป็นแม่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงทุกคน และผู้เป็นแม่ต่างไม่อยากให้ลูกเกิดมามีภาวะผิดปกติ ดังที่ว่าแม่ดูแลลูกตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก เพราะคุณแม่หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตรสามารถป้องกันการพิการแต่กำเนิดได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีโฟเลต ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่วิเศษและในทางการแพทย์มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า ทารกที่เกิดจากแม่ที่ขาดสารโฟเลตในขณะตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้พิการทางสมองและประสาทสูง เพราะโฟเลตมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณโฟเลตที่ร่างกายควรได้รับแต่ละวันอยู่ที่ 400 ไมโครกรัม

หญิงมีครรภ์สามารถรับประทานโฟเลตในรูปของยาเม็ดเสริมได้ซึ่งมีราคาไม่แพง และควรฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าท้อง เพื่อแพทย์ได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ควรได้รับโฟเลตอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตั้งครรภ์เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิด ซึ่งในระยะดังกล่าวคุณแม่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะไม่มีการวางแผนมีบุตรล่วงหน้า การให้ความรู้เรื่องการวางแผนมีบุตร การฝากครรภ์ และความสำคัญของโฟเลตจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ เพราะการเกิดของเด็กพิการเพียง 1 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด จะมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมหาศาล โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อยู่ในชนบท หรือในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งขาดข้อมูลเรื่องดังกล่าว

นอกจากหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องได้รับโฟเลตแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรรับประทานอาหารที่มีสารโฟเลตอย่างเพียงพอ เพราะโฟเลตยังไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งปากแหว่งเพดานโหว่  ซึ่งจากการศึกษาปริมาณโฟเลตในอาหารไทย ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าอาหารที่มีโฟเลตสูงสุด คือ  กลุ่มผัก ผลไม้ เช่น คะน้า ผักโขม ดอกกุยช่าย ผักกาด เป็นต้น

"โฟเลตไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด "




ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ชู 7 ยุทธศาสตร์สกัดความรุนแรงต่อเด็ก | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและ พิทักษ์เด็กฯ ชู 7 ยุทธศาสตร์สกัดความรุนแรงต่อเด็ก เน้นป้องกัน-ดูแล-ร่วมมือ ชี้ นร.ถูกตีหน้าเสาธงฝังรอยแค้นหนีพ้น ร.ร.
นายปิ่นชาย ปิ่นแก้ว ผอ.สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนาเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนว่า คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก และเยาวชน โดยมี ดร.สายสุรี จุติกุล เป็นประธานในการศึกษาวิจัยถึงปัญหาและจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแผน แม่บทให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งหวังที่จะลดหรือให้ปัญหาหายไปในที่สุด
ด้าน ดร.สายสุรีกล่าวว่า จากการที่คณะอนุกรรมการฯ ได้ศึกษาปัญหาเด็กและเยาวชนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบการกระทำความรุนแรงทางวาจามากที่สุด รองลงมาคือทางกายและทางเพศตามลำดับ และมีสถิติที่ดุเดือดมากขึ้น ทั้งพบว่าเมื่อเด็กเกิดบาดแผลทั้งทางกายและจิตใจ เด็กจะจำและไปกระทำต่อผู้อื่นกลายเป็นลูกโซ่ อย่างกรณีที่เราศึกษาเด็กที่ถูกครูตีหน้าเสาธง พบว่าร้อยทั้งร้อยเด็กจะไม่สนใจเรียนต่อ เพราะโกรธแค้นครูและหายออกไปจากระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้จัดทำร่างนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความ รุนแรงต่อเด็กและเยาวชนแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างปรับแก้ให้สมบูรณ์ คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือน ต.ค.นี้เพื่อเห็นชอบและนำแผนสู่การปฏิบัติ โดยกุญแจสำคัญของร่างคือการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วก็ต้องมีระบบคุ้มครอง ดูแล เยียวยาและต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
ศ.เกียรติคุณ พญ.เพ็ญศรี พิชัยสนิธ คณะทำงานยกร่างฯ กล่าวว่า ในร่างกำหนด 7 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย 1.การป้องกันการกระทำความรุนแรง 2.การคุ้มครอง ช่วยเหลือและเยียวยา ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาความรุนแรงและเป็นผู้กระทำความรุนแรงเพื่อ กลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ 3.ด้านกฎหมาย 4.กลไกระดับชาติ ระดับพื้นที่และการบริหารจัดการ 5.การประสานงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วม 6.การพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัย และ 7.ความร่วมมือกับต่างประเทศ
ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การวิจัยพบว่า 75% ของครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงกับเด็กเพียงเพราะมีความคาดหวังในตัวเด็ก ซึ่งการเลี้ยงดูเด็กด้วยความรุนแรงเป็นการบั่นทอนความสามารถและสติปัญญาให้ ลดลง


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เผยปีนี้คนไทยป่วย "โรคมือ เท้า ปาก" เพิ่มขึ้น

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คร.พบคนไทยป่วยโรคมือเท้าปากมาก กว่าปีที่แล้ว แต่ไร้ตาย ยันสถานการณ์ไม่น่าห่วง เหตุเชื้อไม่รุนแรง ไม่มีการระบาดกลุ่มใหญ่ แนะโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หากระบาดเกิน 3 คนให้ปิดห้อง เกิน 3 ห้องให้ปิดโรงเรียน พร้อมจี้สอนเด็กล้างมือให้สะอาดและถูกต้องป้องกันโรคได้
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเกิดการระบาดโรคมือ เท้าปาก ที่ศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่งใน จ.ตราด จนต้องปิดศูนย์เด็กเล็กดังกล่าว ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เกิดในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นเชื้อชนิดที่ไม่รุนแรง ตั้งแต่ต้นปี 2555 - ปัจจุบัน มีผู้ป่วย 6,800-6,900 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต แม้ว่าแนวโน้มการระบาดจะมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เป็นการป่วยแบบกระจายตัวไม่มีการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่ จะพบการติดเชื้อครั้งละ 20-50 คนเท่านั้น ซึ่งจังหวัดที่มีการป่วยมาก เช่น เชียงราย พะเยา บุรีรัมย์ ตราด และสุพรรณบุรี
นพ.พรเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุด ที่พบการระบาดที่ จ.ตราด จากการรายงาน เป็นการระบาดในศูนย์เด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) 2 แห่ง แห่งละประมาณ 10 คน ซึ่งการสั่งปิดศูนย์เด็กเล็กชั่วคราวเป็นอำนาจของอบต. อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคมีข้อแนะนำว่า หากมีนักเรียนป่วยในห้องเรียนเดียวกันเกิน 5 คน ให้ปิดห้องเรียนนั้น หากติดเกิน 3 ห้อง ให้ปิดศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดกลุ่มใหญ่ ทั้งนี้ การจะสั่งปิดโรงเรียนหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องแจ้งกรมควบคุมโรค แต่ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดในโรงเรียนระดับอนุบาล หรือ ประถม แต่อย่างใด
"โรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทยมีความรุนแรงของโรคน้อย มีคนป่วยหลายพัน แต่ไม่มีคนเสียชีวิตเลย โดยโรคนี้ติดจากมือของเด็กที่เข้าห้องส้วม แต่ล้างมือไม่สะอาดและไปสัมผัสอาหารหรือของเล่น ทำให้เชื้อติดต่อสู่เด็กคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นต้องสอนให้เด็กล้างมืออย่างถูกวิธี ทั้งหน้ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว ข้อมือ เล็บมือ หากล้างมือได้ดีก็จะไม่เกิดการติดต่อของโรคนี้" นพ.พรเทพ กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

ชี้ 'อีคิว' เด็กไทยต่ำกว่าเกณฑ์ แย่เรื่องความมุ่งมั่นพยายาม

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินโครงการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)เด็ก และเยาวชน ตั้งแต่ปี 2548-2554 โดยมีการสำรวจความฉลาดทางอารมณ์ ในปี 2550 เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็กไทย และปี 2554 เป็นการสำรวจติดตามสถารการณ์ระดับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กนักเรียนไทย อายุ 6-11 ปี ระดับประเทศเป็นครั้งที่ 2
การสำรวจครั้งนี้ ใช้ขนาดตัวอย่างกลุ่มเด็กอายุ 6-11 ปีจำนวน 5,325 คนซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่ใช้สำรวจ iQ ปี 2554 จากตัวแทนกรุงเทพมหานคร และ 4 ภาค รวม 10 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ระยอง สมุทรสาคร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด กระบี่ ปัตตานี ใช้แบบทดสอบวัคความฉลาดทางอารมณ์ฉบับกรมสุขภาพจิต ประกอบด้วย ฉบับเด็ดอายุ 6-11 ปีที่ครูเป็นผู้ประเมินวิเคราะห์ผลเป็นค่าเฉลี่ยและร้อยละ โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่1.การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ในการสำรวจปี 2554 และ 2.การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลความฉลาดทางอารมณ์ในการสำรวจปี 2545 และปี 2550
"เมื่อเปรียบเทียบระยะ 3 ปีที่ทำการสำรวจผลรวมของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) กลุ่มอายุ 6-11ปี โดยใช้แบบทดสอบที่มีโครงสร้างเดียวกันแต่ผู้ประเมินต่างกัน คือ ปี 2545 และปี 2550 พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ประเมิน ส่วนปี 2554 ครูเป็นผู้ประเมิน แต่ได้ปรับให้คะแนนอยู่ในมาตรการเดียวกัน พบว่าคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ปี 2554 มีค่าต่ำสุดอยู่ที่ 169.72 จาก 179.58 ในปี 2550 และ186.42 ในปี 2545" นพ.ณรงค์กล่าว
ทั้งนี้ ผลสำรวจความฉลาดทางอารมณ์เด็กนักเรียนไทยอายุ 6-11 ปี ปี 2554 มีคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เฉลี่ยระดับประเทศอยู่ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ มีค่าคะแนนอยู่ที่ 45.12 จากค่าคะแนนปกติ 50-100 ซึ่งมีจุดอ่อนทั้ง 3 องค์ประกอบใหญ่คือดี เก่ง สุข และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยในแต่ละด้าน จะพบว่า การปรับตัวต่อปัญหามีค่าคะแนนอยู่ที่ 46.65 การควบคุมอารมณ์ 46.50 การยอมรับถูกผิด 45.65 ความพอใจในตนเอง 45.65 ความใส่ใจและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น 45.42 การรู้จักปรับใจ 45.23 และที่เป็นจุดอ่อนมากได้แก่ ความมุ่งมั่นพยายาม ซึ่งมีค่าคะแนนอยู่ที่ 42.98 รองลงมา คือความกล้าแสดงออก 43.48 และความรื่นเริงเบิกบาน


ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks