น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืช แสดงบทความทั้งหมด

ว่านมหากาฬ แก้เริมงูสวัด | PG&P

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

         โรคเริม เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีคนเป็นกันเยอะ เป็นแล้วปวดแสบปวดร้อน บางคนเป็นในที่ลับต้องไปพบแพทย์ให้ช่วยรักษา
       ในทางสมุนไพร ตำรายาแผนไทยระบุว่า ให้เอา ใบสด ของ “ว่านมหากาฬ” หรือ รวมกับรากสด กะจำนวนพอประมาณ หรือตามแต่จะหาได้ตำพอละเอียดพอกบริเวณที่เป็นเริม หรือเป็นงูสวัด จะช่วยถอนพิษปวดแสบปวดร้อนและทำให้เริมหรืองูสวัดแห้งและหายได้ รากเดี่ยว ๆ ชนิดสดของ “ว่านมหากาฬ” ยังนำไปต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ได้อีกด้วย นิยมใช้กันมาแต่โบราณแล้ว
       ว่านมหากาฬ หรือ GYNURA PSEUDO CHINA DC.VAR.HISPIDA THY. อยู่ในวงศ์ COMPOSITAE เป็นไม้ล้มลุกมีรากใหญ่สามารถเลื้อยยาวไปตามพื้นดิน ลำต้นอวบน้ำชูยอดตั้งขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับเวียนรอบลำต้น ใบเป็นรูปใบหอก ขอบใบหยักห่างๆ หลังใบเป็นสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบเป็นสีเขียวแกมสีเทา ยอดอ่อนมีขนละเอียดหนาแน่น เวลามีใบดกสีสันของใบจะสวยงามน่าชมมาก
       ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ลักษณะดอกคล้ายดอกดาวเรืองมีกลีบดอกเป็นสีเหลืองทอง เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามมาก “ผล” เป็นผลแห้งไม่แตกอ้ามีเมล็ดเยอะดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปัจจุบัน “ว่านมหากาฬ” มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ
       ปลูกได้ในดินทั่วไป เป็นไม้ชอบแดดไม่ชอบน้ำท่วมขัง นอกจากจะปลูกเป็นพืชสมุนไพรแล้ว ยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับอีกด้วย เนื่องจากใบและดอกมีสีสันงดงามนั่นเอง ชาวจีนเรียกอังตังปึง หรือ อังตั้งปี๊ บางพื้นที่เรียก ผักกาดนกเขา ผักกาดกบ และ คำโคก   


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

กินครบมื้อการันตีหุ่นดี

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ซอนย่า โกเมซ มาติเนซ นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยีและโภชนาการ ประเทศสเปน รวบรวมข้อมูลของเด็กๆ ระหว่างอายุ 8-18 ปี จำนวน 1,978 คน พบว่า เด็กที่กินอาหารวันละ 4 มื้อ ส่วนใหญ่มีร่างกายผอมเพรียว และน้ำหนักน้อยกว่ากลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เอาแต่อดอาหารเพราะ กลัวอ้วน ยิ่งอดนาน ก็ยิ่งหิว ในที่สุดก็ทนไม่ไหว กลายเป็นเขมือบได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า และจบลงด้วยโรคอ้วน โรคกระเพาะ รวมถึงเสี่ยงต่อโรคบูลิเมีย และอนอเร็กเซียในภายหลัง
นักวิจัยเลยแนะนำวัยรุ่นวัยเรียนให้กินอาหารครบ 5 หมู่ ไม่อดมื้อกินมื้อ และควรกินอาหารเช้าเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายในวัยกำลังโตได้รับสารอาหารเต็มที่ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงหนุ่มสาว โดยพื้นฐานอาหารในแต่ละวัน เด็กๆ ควรดื่มนม 3-4 แก้ว ผักผลไม้ 5 ส่วน เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 2 ส่วน และแป้ง 6 ส่วน


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด 




PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

งาดำ พืชเมล็ดเล็ก ๆ แต่มีคุณประโยชน์มหาศาล

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

PG&P THAI พีจีแอนด์พี เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์: 


งาดำ พืชเมล็ดเล็ก ๆ แต่มีคุณประโยชน์มหาศาล จนได้รับการขนานนามว่าเป็น"ราชินีแห่งพืชน้ำมัน ราชันแห่งธัญพืช" โดยสารสำคัญในงาดำมีชื่อว่า "เซซามิน" ส่วนจะมีสรรพคุณอะไรบ้างไปฟังคำตอบกัน

งาดำ

รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา และอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดงาดำ "เซซามิน" กล่าวว่า เรามีองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากงามากว่า 4,000 ปีแล้ว การทำวิจัยเรื่องนี้ก็เพราะอยากใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์มาพิสูจน์องค์ความรู้ตั้งแต่โบราณ เช่น สรรพคุณในการผสานหรือต่อกระดูก ดูแลเกี่ยวกับความดันโลหิต ดูแลภูมิต้านทาน เมื่อทำวิจัยก็พบว่าสิ่งที่คนโบราณมีความเชื่อนั้นเป็นเรื่องจริง

"เซซามิน" ในงาดำมีคุณประโยชน์ 8 ประการ คือ

1. ช่วยในการเผาผลาญ สลายไขมัน ลดความอ้วนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

2. ลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล

3. ทำให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนพอดี

4. ช่วยในการทำงานของวิตามินอี

5. ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท

6. ลดปฏิกิริยาความเครียด

7. ต้านอนุมูลอิสระ

8. ต้านการอักเสบ

สำหรับสรรพคุณในเรื่องการลดการอักเสบนั้นได้มีการค้นคว้าวิจัยสรรพคุณด้านนี้เป็นพิเศษในเชิงลึก เพราะการอักเสบเป็นตัวการทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่คนไทยเป็นมาก และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีหนึ่งมหาศาล ในระยะแรกได้ทดลองกับกระดูกอ่อนของหมู พบว่า สารเซซามินที่สกัดจากงาดำสามารถยับยั้งการเสื่อมสลายของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่ห่อหุ้มข้อต่าง ๆ ของร่างกายได้ จึงเชื่อว่าจะมีสรรพคุณเช่นเดียวกันเมื่อนำมาใช้กับคน ทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างการเริ่มทดลองขั้นสูงในระดับคลินิกต่อไป

ปัจจุบันงาดำที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดอาจอยู่ในรูปของสารสกัดที่เป็นแคปซูล ดังนั้นประชาชนทั่วไปอาจทำกินเองได้ ด้วยการคั่วแล้วบดวันละไม่เกิน 4ช้อนชา สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมคุณภาพให้ได้ แต่ ปัญหาคือ การคั่วนาน ๆ อาจทำให้เกิดสารพิษที่ทำให้ก่อมะเร็งได้ ของบางอย่างเมื่อถูกความร้อน ของดีกลายเป็นของไม่ดี กลายเป็นสารพิษได้ และการเก็บไว้นาน ๆ อาจเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทำให้มีกลิ่นเหม็นหืน

มีข้อห้ามหรือไม่ว่าใครไม่ควรรับประทานงาดำ? รศ.ดร.ปรัชญา กล่าวว่า ยังไม่เคยเจอ แต่มีแพทย์บางท่านบอกว่ามีบางคนที่รับประทานเข้าไปอาจเกิดการแพ้ได้







ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย นวพรรษ บุญชาญ

กินพืช กินผัก

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิชาสุขศึกษาได้สอนเราไว้ว่า ให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่มีข้อสงสัยมากมายว่ากินอาหารครบทุกหมู่แล้วสุขภาพดีจริงหรือความคิด ฝังหัวที่ถูกสอนมาว่าผักเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือพูดง่ายๆ ว่า เมนูผัก เป็นเมนูสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

กินพืช กินผัก

ผักส่วนใหญ่ที่เรากินก็คือใบของพืช หรือบางครั้งก็มีต้น กิ่ง หัว รวมๆ กันเรียกว่าผัก ผักเป็นแหล่งของธาตุอาหารพวกวิตามิน แร่ธาตุบางอย่าง แต่น่าเสียดายที่ส่วนมากถูกทำลายด้วยความร้อนขณะหุงต้ม ทำให้เราได้แต่กากเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกากนั้นเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ หรือ เซลลูโลสนั่นเอง

เซลลูโลสในผัก เป็นกากใยที่เราไม่สามารถย่อยได้ เราจำเป็นต้องเคี้ยวด้วยฟันกรามซึ่งมีลักษณะเป็นฟันบด เพื่อย่อยให้ผักมีขนาดเล็กพอที่เราจะกลืนลงไปได้ พวกวัว ควาย ช้าง มีฟันบดนี้มากกว่าเรา ทำให้กินหญ้าได้ แต่คนก็ยังด้อยความสามารถที่จะกินหญ้า เหมือนวัวควาย เซลลูโลสที่อยู่ในพืช จะถูกกลืนลงไปและเคลื่อนผ่านไปโดยลำไส้เราไม่สามารถย่อยได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นใบผักบุ้งปนออกมากับอุจจาระหลังจากที่กินผักบุ้งไฟแดง เข้าไป

หากผักมีโปรตีน หรือ คาร์โบไฮเดรต ก็จะถูกย่อยดูดซึมไป เหลือแต่กากเซลลูโลสออกมา แต่เซลลูโลสก็ไม่ได้เป็นไฟเบอร์ที่อุ้มน้ำ จึงไม่ได้ส่งผลต่อมวลของอุจจาระ ดังนั้น หากหวังว่ากินผักแล้วจะถ่ายคล่อง ก็ต้องกินผักปริมาณมากๆ เพื่อให้เหลือกากมากพอที่จะขับถ่ายออกมา อย่าหวังว่าผักบุ้งไฟแดงจานหนึ่งจะสร้างความมหัศจรรย์ กำจัดปัญหาการขับถ่ายให้เราได้

ในอดีต เรากินผักกันตามอำเภอใจ แปลว่า ฤดูไหน มีผักอะไรงอกออกมา ก็เด็ดกินกันตามใจ ไม่ว่ากระถิน ผักหวาน สะเดา ฯลฯ ซึ่งมีความหลากหลายมากมายไม่เฉพาะชนิดเท่านั้น แต่ตามฤดูกาลด้วย แต่ด้วยความสามารถในการเคี้ยวที่ไม่ดีนัก เรากินทั้งต้นไม่ได้ ก็เลยกินเฉพาะยอดอ่อนๆ ที่เคี้ยวได้กรุบกรอบเท่านั้น

เมื่อเราเข้าสู่ทุนนิยม ก็เลยมีคนคิดแทนเราว่า ควรกินผักอะไร แล้วเอามาวางให้ในซูเปอร์มาร์เก็ต และสร้างค่านิยมที่ดูเหมือนว่าจะมีผักหลากหลาย แต่ที่จริงแล้ว มีไม่กี่ชนิด ขายวนไปตลอดทั้งปี และเนื่องจากการเคี้ยวของเราไม่ดี ผักทั้งหลายที่วางอยู่ก็เลยมักเป็นผักอวบน้ำ ที่ทำให้คนชื่นชอบ แต่ทราบหรือไม่ว่ากว่าจะได้มาต้องเสียอะไรไปบ้าง

การปลูกผักอวบน้ำต้องใช้น้ำแน่นอน ในการที่ทำให้ผักเติบโต อีกทั้งไม่เพียงแต่คนที่ชอบของอวบๆ แมลงก็ชอบ อีกทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลายที่คัดสรรสิ่งดีๆราคาถูกทุกวันให้คุณ ก็ไม่ยอมรับผักแหว่งๆ ที่ถูกแมลงกิน เกษตรกร ก็เลยจำเป็นที่จะต้องใช้ยาฆ่าแมลงให้แมลงที่นิยมของอวบ เช่นเรา ตายไป

ผักอวบน้ำหลายอย่างเป็นผักที่เป็นกาบ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ก็เลยมีความจำเป็นต้องฉีดเป็นระยะ หรือทุกกาบ เพื่อไม่ให้มีแมลงมารบกวน อีกอย่างก็คือความนิยมกินผักเมืองหนาว อันนี้ก็แปลก อยู่เมืองไทย แต่อยากกินผักเมืองหนาว กินแล้วจะหนาวไหม แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ปลูกยาก โรคของผักเยอะ ราคาแพง ความนิยมแบบไม่ค่อยคิด ทำให้ผักแปลกๆ ต่างชาติพวกนี้เบียดผักไทยริมรั้วจนหายไปหมดสิ้น

เราจึงไม่เคยกินผักเพราะความหลากหลาย หรือ กินผักตามฤดูกาล แต่กินผักตามที่เขามาจัดวางและขายให้เรา หากกินไปนานๆ แมลงวันอาจจะไม่มาตอมตัวเราก็เป็นได้ เพราะเราสะสมยาฆ่าแมลงไว้มากมาย

มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินพืช เป็นอาหารหลัก และเราต้องการความหลากหลายของพืช มากกว่าพืชที่นำเสนอในซูเปอร์เท่านั้น หากเราปลูกพืชริมรั้วไว้บ้าง ก็จะลดค่าใช้จ่าย ลดสารพิษ และชีวิตเป็นสุข ที่ได้กินสิ่งที่เราปลูกเอง







ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ by ipensook

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks