น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พันธุกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พันธุกรรม แสดงบทความทั้งหมด

สร้างเด็กอัจฉริยะยุคดิจิตอล เน้นเสริมพัฒนาการตามระดับวัย | PG&P

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กุมารเวช จุฬาฯ เผยงานวิจัยชี้ว่า การส่งเสริมพัฒนาการโดยการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนรู้ตามวัยของ เด็กตั้งแต่เล็กๆ สามารถเพิ่มระดับไอคิวลูกได้ถึง 20-30 คะแนน ในทางตรงข้าม ถึงแม้พ่อแม่ฉลาด แต่ลูกถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลให้สมองไม่พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพและมีผลต่อระดับไอคิวได้   

     สร้างเด็กอัจฉริยะยุคดิจิตอลเน้นเสริมพัฒนาการตามระดับวัย

พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการพัฒนาไอคิวของเด็กในยุคปัจจุบันว่า เด็กจะมีไอคิวสูงหรือต่ำ ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือพันธุกรรม และสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู ถ้าพ่อแม่ฉลาดลูกก็จะฉลาด ถ้าพ่อแม่ไม่ฉลาด ลูกก็มีแนวโน้ม จะไม่ฉลาดตามไปด้วย แต่การจัดสภาพแวดล้อมและส่งเสริมพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ลูก พัฒนาและมีความสามารถดีกว่าพ่อแม่ได้ มีผลงานวิจัยออกมาแล้วว่า การส่งเสริมพัฒนาการโดยการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของ เด็กตั้งแต่เล็กๆ สามารถเพิ่มระดับไอคิวลูกได้ถึง 20-30 คะแนน ในทางตรงข้าม ถึงแม้พ่อแม่ฉลาด แต่ลูกถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลให้สมองไม่พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพและมีผลต่อระดับไอคิวได้        

ดังนั้น พ่อแม่ยุคดิจิตอลจึงต้องรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย สิ่งสำคัญคือ 1.การเลือกใช้สื่อที่ช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์จริง จะช่วยให้เรียนรู้ในหลายมิติมากกว่า เช่น การให้ลูกรู้จักผลไม้โดยดูจากรูปหรือบัตรคำ จะสู้การหยิบผลไม้มาให้ดู ถือ ดม กัด ชิม ลิ้มรสไม่ได้ เพราะลูกได้เรียนรู้โดยตรงผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5        

2.กำหนดเวลาในการรับสื่อหรือการใช้เทคโนโลยีของเด็ก ซึ่งหากเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบก็ยังไม่ควรให้ดูโทรทัศน์ รวมถึงการใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ต่างๆ ด้วย เพราะการที่เด็กติดการใช้เทคโนโลยีจะทำให้ขาดการสื่อสารสองทาง ไม่ได้ฝึกทักษะการใช้ภาษา ซึ่งมีผลกับระดับสติปัญญา ส่วนในเด็กโตต้องกำหนดเวลาให้เหมาะสมคือ ไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง       

ดร.พัฒนา ชัชพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กเล็ก กล่าว่า การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน โดยอนุญาตให้เด็กได้มีโอกาสทดลองใช้ตั้งแต่ยังเล็ก สำหรับประเทศไทยเอง ก็ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์รูปแบบใหม่ เพราะหากจัดสรรการใช้เทคโนโลยีให้ดี ก็จะถือเป็นสิ่งที่มีคุณอนันต์ อยากให้มองว่าเทคโนโลยีใหม่ดๆ เป็นของเล่นชิ้นหนึ่งที่ต้องเลือกว่าจะเล่นอย่างไรให้เกิดประโยชน์ อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นผู้กระทำฝ่ายเดียว บุคคลในวงการศึกษาอย่างคุณครูเอง











ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

13 เคล็ดลับอายุยืนหมื่นปี

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

13 เคล็ดลับอายุยืนหมื่นปี


ทุกคนคงอยากมีอายุยืนยาว แค่ถึง 90 ปีขึ้นไปก็แทบจะดีใจแย่แล้ว พันธุกรรมอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรามีอายุยืนยาวได้ แต่สาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้เรามีอายุยืนยาว แท้จริงแล้วคือ การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม การมีชีวิตยืนยาว เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา วันนี้ผู้เขียนมีคำแนะนำดี ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการมีชีวิตยืนยาวดังนี้
1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงในมื้อเช้า การทานอาหารที่มีกากอาหารสูง เช่น ธัญพืช ในมื้อเช้าจะทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะที่สมดุลตลอดทั้งวัน ลดความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดอาหารจำพวกแป้งสีขาว และดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว
2. นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงต่อวัน หากอยากมีอายุยืนยาวถึง 100ปี ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ร่างกายต้องการและช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นหาทางงีบนอนกลางวันพักผ่อนบ้างหากเป็นได้
3. อย่าหยุดทำงาน จากการศึกษาพบว่าในสังคมที่คนหยุดทำงาน หรือเกษียณอายุมักมีโรคเรื้อรังตามมา ดังนั้นหากเราถึงวัยที่ต้องเกษียณอายุ ให้เราฟิตร่างกายให้กระฉับกระเฉงเหมือนวัยทำงาน ทำงานเป็นจิตอาสา เป็นอาสาสมัครทำงานในที่ต่าง ๆ อย่าปล่อยตัวเองให้ว่างเปล่าไปวัน ๆ โดยไม่มีคุณค่าและไม่มีความหวัง
4. ออกกำลังกาย อย่าอยู่เฉย ๆ ศาสตราจารย์ เจย์ โอแซงสกีจาก มหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ ชิคาโก สหรัฐอเมริกากล่าวว่าการออกกำลังกายมีผลต่ออารมณ์และสมอง ทำให้ความคิดเฉียบแหลม อีกทั้งทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกมีความแข็งแรง ทำงานได้อย่างสมดุล การเดินถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด
5. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าไม่ใช่อาหารเสริม งานวิจัย แนะนำว่าคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรรับประทานอาหารที่มีเบต้า แคโรตีน ซึ่งเกี่ยวกับวิตามินเอ ซิลีเนียม คือพวกเกลือแร่ต่างๆ รวมทั้งวิตามินซีและอี ซึ่งจะช่วยลดอัตราของโรคความจำเสื่อมได้ แต่ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าการรับประทานยาที่มีสารอาหารเหล่านั้นจะส่งผล ให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่ใช่แป้งสีขาว แต่เป็นอาหารพวกธัญพืช ข้าวสาลี ข้าวซ้อมมือ ผักผลไม้ที่มีสีสันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้
6. เข้าสังคม สมาคมกับเพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือคนรักจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควร การมีเพื่อนสนิทหรือครอบครัวที่ใกล้ชิดจะได้เปรียบกว่าคนที่อยู่โดดเดียว ลำพัง เพราะคนเหล่านั้นจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันให้เราได้เมื่อคราวจำเป็น จะดีแค่ไหนที่มีคนคอยเฝ้าระวังหลังให้เรา เช่น คนใกล้ชิดจะช่วยบอกเราได้ว่าเราเริ่มมีความจำไม่ค่อยดีแล้วและควรไปหาหมอ เพื่อตรวจสุขภาพ ก่อนที่จะสายเกินไป
7. ตรวจสุขภาพฟันและปากเป็นประจำ แปรงฟันให้สะอาด ทุกซอกทุกมุม ใช้ไหมขัดฟัน อมเกลือ ถึงตรงนี้ผู้อ่านคงอาจนึกขำ แต่ความจริงแล้วจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก พบว่าการใช้ไหมขัดฟันทุกวันจะช่วยลดแบคทีเรียในปากและฟันเป็นอย่างดี ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้เป็นอันตรายเพราะสามารถเข้าสู่กระแสโลหิตและทำให้เกิด อาการอักเสบส่งผลต่อเส้นเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญต่อโรคหัวใจได้
8. ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งแจ่มใส หากต้องการที่จะมีอายุยืนยาว ต้องมีจิตใจที่แจ่มใส เบิกบาน หาทางกำจัดความเครียด เช่น ไปเที่ยวชายทะเล ว่ายน้ำ เล่นโยคะ นั่งสมาธิ รำมวยจีน หายใจเข้าออกลึก ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดี การนั่งแช่อยู่บนเก้าอี้ เคี้ยวขนมขบเคี้ยวหน้าทีวี หรือการเมาหัวราน้ำ เป็นการบั่นทอนต่อสุขภาพทั้งสิ้น
9. ปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี ทำกิจวัตรประจำวันสม่ำเสมอ เช่นทานอาหารที่มีคุณค่า ทำอย่างเป็นระบบตลอดเนื่องตลอดชีวิต พยายามนอนและตื่นในเวลาเดิมทุกวัน การทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีความสมดุล หากร่างกายขาดความสมดุล ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะลดน้อยลงไปด้วย เป็นเหตุถูกโจมตีโดยเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ง่าย
10. มีสติและรอบคอบ บุคลิกภาพที่ดีที่สุดคือการมีสติและรอบคอบ เพราะผู้มีสติสามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามคำสั่งของหมอได้ ทานยาได้ครบตามวันและเวลาที่กำหนด รับผิดชอบเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันที่แพทย์นัดหมายได้
11. ใช้ชีวิตที่มีคุณค่า หาที่ยึดเหนี่ยวทางศาสนา มีคุณธรรม ละจากบุหรี่ สุรา รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่มีรสหวานเกินไป ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ทานมังสวิรัติบ้าง และมีจุดสนใจที่ครอบครัวและชุมชน
12. สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเอง เมื่อเรามีอารมณ์ขันและมีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endophins) ซึ่งเป็นสารที่เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีต่อสุขภาพจิต ส่งผลต่อที่ดีต่อร่างกายและจิตใจ
13. รักษ์โลก รักษาธรรมชาติ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ การแสดงความรักต่อสัตว์เลี้ยงและการรักษาสภาพแวดล้อมส่งผลให้เรามีความสุข จากภายในได้
การมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีถือเป็นพรที่ประเสริฐ การมีวินัยกับชีวิต มีสติรอบคอบจะทำให้ชีวิตมีความสุข เป็นที่พึ่งทางใจของลูกหลาน ได้เห็นลูกหลานประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับครอบครัวและชุมชน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

คนไทยป่วยโรคหัวใจพุ่งกว่าปีละ 1.7 หมื่นราย

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555


แพทย์ชี้คนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจกว่าปีละ 1.7 หมื่นราย ครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เหตุพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยน กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ขาดออกกำลัง พักผ่อนน้อย

คนไทยป่วยโรคหัวใจพุ่งกว่าปีละ 1.7 หมื่นราย

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ กล่าวกรณีนายธราวุธ นพจินดา ผู้สื่อข่าวสายกีฬาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ว่า โรคหัวใจถือเป็นโรคทางพันธุกรรม แม้จะไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย จากการตรวจสอบประวัติพบว่าพี่ชายของนายธราวุธก็เสียชีวิตด้วยโรคเดียวกัน แต่นายธราวุธ มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และเคยเป็นอัมพฤกษ์ร่วมด้วย โอกาสที่จะเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันจึงมีมากขึ้น 

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า คนไทยเป็นโรคหัวใจเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือหลังวัยหมดประจำเดือน โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 17,000 ราย ประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ทั้งนี้เป็นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป  นิยมรับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบ 5 หมู่ น้ำหนักตัวเกิน ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ อีกทั้งยังละเลยการตรวจสุขภาพ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากกว่าปกติ 3-4 เท่า ดังนั้นจึงอยากให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง โรคกระเพราะ ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ต้องกลัวการเป็นโรค และต้องรู้จักอาการของตัวเอง อย่าปล่อยให้อาการรุนแรง

“ที่น่าเป็นห่วงคืออาการลวงทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น เช่น จุกเสียด  ปวดกราม ปวดไหล่ข้างซ้าย อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเพราะหัวใจมีเส้นเลือดและเส้นประสาทกระจายไปทั่ว และที่น่ากลัวกว่าคือไม่แสดงอาการเลย โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวาน ดังนั้นหากมีอาการแน่นหน้าอก จุกเหมือนมีอะไรมากดทับจนทำอะไรไม่ได้นานประมาณ 5 นาที ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที” นพ.สุขุม กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks