น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้ | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้

เตรียมพร้อมก่อนท้อง ปูทางสู่ความเป็น "แม่" ป้องลูกน้อยพิการ แพทย์แนะกิน "โฟเลต" วิตามินวิเศษก่อนตั้งครรภ์และฝากครรภ์ทันทีที่รู้ ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด พบ 3-5% ของเด็กเกิดใหม่มีโอกาสพิการตั้งแต่ในท้องหากขาดโฟเลต ระบุผักใบเขียว ผลไม้สดแหล่งโฟเลตชั้นดี และควรกินทุกวัน ห่วงหญิงชนบทและผู้ใช้แรงงานไม่รู้ เสี่ยงมีลูกพิการวอนทุกฝ่ายช่วยให้ความรู้

พญ.พรสวรรค์ วสันต์ พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการปฏิบัติการระดับชาติเพื่อวางแผนป้องกันและดูแลรักษาความพิการแต่กำเนิดในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าทารกเกิดใหม่ 100 คน พบทารกพิการแต่กำเนิดประมาณ 3-5 คน โดยความพิการแต่กำเนิดพบได้บ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ หลอดประสาทไม่ปิด ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ความพิการของแขนขา และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยความพิการแต่กำเนิดนั้นอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม

การเป็นแม่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงทุกคน และผู้เป็นแม่ต่างไม่อยากให้ลูกเกิดมามีภาวะผิดปกติ ดังที่ว่าแม่ดูแลลูกตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก เพราะคุณแม่หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตรสามารถป้องกันการพิการแต่กำเนิดได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีโฟเลต ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่วิเศษและในทางการแพทย์มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า ทารกที่เกิดจากแม่ที่ขาดสารโฟเลตในขณะตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้พิการทางสมองและประสาทสูง เพราะโฟเลตมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณโฟเลตที่ร่างกายควรได้รับแต่ละวันอยู่ที่ 400 ไมโครกรัม

หญิงมีครรภ์สามารถรับประทานโฟเลตในรูปของยาเม็ดเสริมได้ซึ่งมีราคาไม่แพง และควรฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าท้อง เพื่อแพทย์ได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ควรได้รับโฟเลตอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตั้งครรภ์เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิด ซึ่งในระยะดังกล่าวคุณแม่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะไม่มีการวางแผนมีบุตรล่วงหน้า การให้ความรู้เรื่องการวางแผนมีบุตร การฝากครรภ์ และความสำคัญของโฟเลตจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ เพราะการเกิดของเด็กพิการเพียง 1 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด จะมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมหาศาล โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อยู่ในชนบท หรือในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งขาดข้อมูลเรื่องดังกล่าว

นอกจากหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องได้รับโฟเลตแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรรับประทานอาหารที่มีสารโฟเลตอย่างเพียงพอ เพราะโฟเลตยังไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งปากแหว่งเพดานโหว่  ซึ่งจากการศึกษาปริมาณโฟเลตในอาหารไทย ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าอาหารที่มีโฟเลตสูงสุด คือ  กลุ่มผัก ผลไม้ เช่น คะน้า ผักโขม ดอกกุยช่าย ผักกาด เป็นต้น

"โฟเลตไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด "




ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

คู่มือเตรียมความพร้อมก่อน “งดเหล้าเข้าพรรษา” | www.pgpthai.com

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทาง โทรศัพท์ จึงได้จัดทำคู่มือเตรียมความพร้อมก่อน “งดเหล้าเข้าพรรษา” เพื่อให้ผู้ดื่มสามารถประเมินระดับปัญหาการดื่มของตนเองได้ว่าอยู่ในระดับใด และสามารถเลือกแนวทางการหยุดดื่มที่เหมาะสมกับระดับของปัญหา

 

คู่มืองดเหล้าเข้าพรรษา

 

เทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือน เป็นช่วงที่นักดื่มเหล้าหน้าเก่าและหน้าใหม่จำนวนมากมีความตั้งใจที่จะหยุด ดื่มเหล้า เพราะเชื่อว่าจะได้บุญใหญ่ และยังถือเป็นการพักฟื้นร่างกายอีกด้วย ผู้ดื่มเหล้าส่วนใหญ่มักเลือกใช้วิธีการหยุดดื่มโดยการหักดิบในช่วงงดเหล้า เข้าพรรษาตลอด 7 ปีของการให้บริการปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์ พบว่าผู้มีความประสงค์ตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษานั้นไม่สามารถหยุดดื่มเหล้าได้ ทันทีและหักดิบด้วยตนเองได้ เนื่องจากเกิดภาวะถอนพิษเหล้า บางรายมีอาการหนักถึงขั้นขาดเหล้าอย่างรุนแรง ซึ่งมีอาการชักประสาทหลอน เพ้อคลั่ง ตัวสั่น สมองสับสนร่วมด้วย นับได้ว่าการขาดความรู้เกี่ยวกับการหยุดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษามีส่วน สำคัญต่อปัญหาด้านสุขภาพอย่างมาก ดังนั้นศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์ จึงได้จัดทำคู่มือเตรียมความพร้อมก่อน “งดเหล้าเข้าพรรษา” เพื่อให้ผู้ดื่มสามารถประเมินระดับปัญหาการดื่มของตนเองได้ว่าอยู่ในระดับใด และสามารถเลือกแนวทางการหยุดดื่มที่เหมาะสมกับระดับของปัญหา
การดื่มของ ตนเอง รวมถึงการปรับอุปนิสัยที่นำไปสู่การเลิกเหล้าให้ประสบความสำเร็จ แนะนำสถานบำบัดรักษาสำหรับผู้มีภาวะติดเหล้า และสมุดบันทึกการเลิกเหล้าเพื่อให้สามารถจัดการกับสภาวะที่เกิดขึ้นต่อ ร่างกายและจิตใจ หากมีข้อสงสัย หรือมีปัญหา โทร. 1413 สายด่วนเลิกเหล้า

 

ดาวน์โหลดคู่มือเตรียมความพร้อมก่อน “งดเหล้าเข้าพรรษา” คลิก

 

 

 

 

 

 

ที่มา : ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศหญิงแนะตรวจหาเชื้อ HPV มีความเสี่ยง ช่วยลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ระบุมะเร็งร้ายนี้คร่าหญิงเกือบ 500,000 คนต่อปี หญิงไทย 14 คนต่อวัน

ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศหญิงทั่วโลกร่วมประชุมในงาน Asia Oceania Research Organization on Genital Infections and Neoplasia (AOGIN) ที่ฮ่องกง มีความเห็นร่วมกันให้ทบทวนนโยบาย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในทวีปเอเชีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้นี้ ซึ่งในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายนี้ และครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตลง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ส่วนในไทยข้อมูลสำรวจประชากรไทย พ.ศ. 2553 พบว่ามีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อวัน และไทยติดอันดับ 4 ของกลุ่มประเทศตะวัน ออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิต จากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของมะเร็งชนิดนี้คือ เชื้อไวรัส Human Pa-pillomavirus (HPV) ที่ทำให้เกิดโรคกว่าร้อยละ 99 โดยเชื้อ HPV มี 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรค และสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มสตรีทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสำคัญมากในการที่ จะลดอัตราโรคมะเร็งปากมดลูกในภูมิภาค เนื่องจากการตรวจคัดกรองโดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) เป็นการหาความผิดปรกติของเซลล์ในปากมดลูกมากกว่าการตรวจหาเชื้อ และยังมีเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่เชี่ยวชาญสูงในการแปลผล ซึ่งเวลานี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยตรวจวินิจฉัยเชื้อ HPV ในร่างกายแล้ว

ตัวอย่างเทคโนโลยีนี้รวมถึงโซลูชั่นการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างครบวงจร ของบริษัทโรช ไดแอกโนสติกส์ ที่ตรวจเชื้อ HPV สาย พันธุ์เสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16และ 18และอีก 12สายพันธุ์ได้ในการตรวจเพียงครั้งเดียว ซึ่งการศึกษาในสหรัฐพบว่าสตรีที่มีเชื้อ HPV สาย พันธุ์ 16และ 18มีความเสี่ยงสูงกว่า สตรีทั่วไปถึง 35เท่าในการพัฒนารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก







ที่มา:หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สธ.ตั้งเป้า "มือเท้าปาก" ตายเป็นศูนย์ ป่วยไม่เกิน 1.8 หมื่นราย

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สธ.มั่นใจคุมมือเท้าปากได้ดีกว่า หวัด 2009 พร้อมตั้งเป้าการตายต้องเป็นศูนย์ และผู้ป่วยต้องไม่เกิน 18,000 คน ส่วนข่าวลือเด็กตายต้องรอผลพิสูจน์อีกครั้ง เชื่อหลัง ส.ค.สถานการณ์จะดีขึ้น เตือนผู้ใหญ่สามารถป่วยมือเท้าปากได้ แต่เปอร์เซ็นต์การเกิดน้อย ต้องรักษาความสะอาดเช่นกัน

สธ.ตั้งเป้า "มือเท้าปาก" ตายเป็นศูนย์ ป่วยไม่เกิน 1.8 หมื่นราย

วันนี้ (19 ก.ค.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าว ว่า สธ.ได้มีการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับกุมารแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลแต่ละจังหวัดทั่วประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับ สถานการณ์โรคมือเท้าปาก โดยได้ทำการหารือกันใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.สถานการณ์โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่พบตามฤดูกาลซึ่งเมื่อสิ้นสุดเดือนสิงหาคม สถานการณ์ก็จะดีขึ้น ดังนั้นช่วงนี้เราจึงควรเตรียมความพร้อมและให้ความรู้กับผู้ปกครองเป็นหลัก 2.รีบหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ และหากพบเด็กป่วยมีอาการต้องสงสัยก็ให้ส่งเด็กกลับบ้านและทำความสะอาด โรงเรียน และ 3.หามาตรการลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยคือทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตน้อยที่สุด โดยเมื่อปี 2554 พบผู้ป่วย 18,000 คน และเสียชีวิต 6 คน แต่ปีนี้ 2555 พบผู้ป่วยประมาณ 13,000 คน แต่จะพยายามให้การตายเป็นศูนย์ และตั้งเป้ายอดผู้ป่วยไม่เกิน 18,000 คน

นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า โรคมือเท้าปากอาจเกิดในผู้ใหญ่ได้ แต่ก็เป็นเปอร์เซ็นต์น้อยเนื่องจากโรคนี้ 90% เกิดขึ้นในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาพบว่า สถานการณ์โรคนั้นเป็นการแพร่กระจายตามฤดูกาลซึ่งมันมาสอดคล้องกับผู้ป่วย 2 เรื่อง คือ เรื่องของเชื้อและระบบการดูแลรักษา ซึ่งโรคมือเท้าปากก็มีมากว่า 10 ปีแล้ว แต่เชื้อไม่รุนแรงและประชาชนก็เข้าถึงการบริการได้ดีระบบในการดูแลผู้ป่วย ของโรงพยาบาลก็ดี ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายในการควบคุมโรคนี้คือในระดับอนุบาล และศูนย์เลี้ยงเด็กเล็กที่ต้องดูแลเรื่องความสะอาด ซึ่งตอนนี้ภาคอีสานและภาคกลางพบการระบาดมากสุด โดยทาง สธ.มั่นใจว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้ไม่เหมือนตอนที่ไข้หวัด 2009 ระบาดใหม่ๆ ที่เราไม่รู้อะไรเลย แต่โรคมือเท้าปากเรารู้หมดว่าเชื้อจะเข้าทางปากออกทางอุจจาระ ดังนั้นถ้าเรารักษาความสะอาดกินร้อนช้อนกลางก็จะช่วยลดการระบาดได้

นพ.ไพจิตร์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีการเสียชีวิตของเด็กที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีนั้น สาเหตุการตายเบื้องต้นแพทย์ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากโรคมือเท้าปาก แต่ก็ต้องรอผลพิสูจน์อีกครั้ง ซึ่งต้องรออีก 5 วันถึงจะรู้ผลอย่างละเอียด โดยเชื้อไวรัสโรคมือเท้าปากในปีนี้ คือค็อกซากี จะเป็นเชื้อที่มีผลในการทำลายระบบกล้ามเนื้อหัวใจ แต่สำหรับเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 จะมีผลต่อการทำลายระบบประสาท ซึ่งเชื้อที่พบในไทยทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามคนที่เคยป่วยแล้วก็ไม่ควรประมาทเนื่องจากสามารถกลับมาเป็นได้ อีก หากไม่รักษาความสะอาด ทั้งนี้แม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ควรรักษาความสะอาดเพราะมีโอกาสเป็นได้ เหมือนกันถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยก็ตามแต่ก็ไม่ควรประมาท







ที่มา :หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครายงานผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย พบผักขึ้นห้างต่ำกว่ามาตรฐาน วอนรัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครายงานผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย พบผักขึ้นห้างต่ำกว่ามาตรฐาน วอนรัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค

 มูลนิธิผู้บริโภคเผยผักห้างต่ำมาตรฐาน

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รายงาน ผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย 7 ชนิด ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และ พริกจินดา จากห้างดังหลายห้าง ทั้งชนิดที่เป็นยี่ห้อท้องถิ่น และตรารับรอง คิว (Q) เจอสารเคมีอันตรายหลายชนิด เฉพาะอย่างยิ่ง คาร์โบฟูราน และเมโทมิล ซึ่งเป็นสารเคมีเกษตรตัวที่เครือข่ายเกษตรทางเลือกเสนอให้ระงับการขึ้น ทะเบียน แม้ไม่เกินค่ามาตรฐานประเทศไทย แต่เกินค่ามาตรฐานยุโรป ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักชี คะน้า ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการคุ้มครองสุขภาพคนไทยที่ต่ำกว่ายุโรป นอกจากนี้ทั้งเมโทมิล และคาร์โบฟูราน ก็เป็นสารเคมีเกษตรที่ตรวจพบตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักที่ส่งไปยุโรปบ่อย ครั้งที่สุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงเสนอว่าประเทศไทยควรปรับมาตรฐานการตกค้างของสารเคมีเกษตรให้เป็นมาตรฐาน เดียวกับยุโรป เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีสารตัวอื่นทดแทนคาร์โบฟูราน และเมโทมิลได้ทั้งเคมี และอินทรีย์ ทั้งนี้ สารเคมี 2ชนิดนี้ หลายประเทศก็มีการห้ามใช้ และไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน

"จึงให้ทั้งกรมวิชาการเกษตร และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคเหนือผลประโยชน์ของบริษัทนำ เข้าสารเคมี และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศในระดับที่ทัดเทียมกับประเท ศอื่นๆ ขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีประกาศห้ามใช้ และไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน เมโทมิล คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น โดยทันที เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกรผู้บริโภค และรักษาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย" นายวิฑูรย์กล่าว





ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชน

เผยปีนี้คนไทยป่วย "โรคมือ เท้า ปาก" เพิ่มขึ้น

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คร.พบคนไทยป่วยโรคมือเท้าปากมาก กว่าปีที่แล้ว แต่ไร้ตาย ยันสถานการณ์ไม่น่าห่วง เหตุเชื้อไม่รุนแรง ไม่มีการระบาดกลุ่มใหญ่ แนะโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หากระบาดเกิน 3 คนให้ปิดห้อง เกิน 3 ห้องให้ปิดโรงเรียน พร้อมจี้สอนเด็กล้างมือให้สะอาดและถูกต้องป้องกันโรคได้
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเกิดการระบาดโรคมือ เท้าปาก ที่ศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่งใน จ.ตราด จนต้องปิดศูนย์เด็กเล็กดังกล่าว ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เกิดในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นเชื้อชนิดที่ไม่รุนแรง ตั้งแต่ต้นปี 2555 - ปัจจุบัน มีผู้ป่วย 6,800-6,900 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต แม้ว่าแนวโน้มการระบาดจะมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เป็นการป่วยแบบกระจายตัวไม่มีการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่ จะพบการติดเชื้อครั้งละ 20-50 คนเท่านั้น ซึ่งจังหวัดที่มีการป่วยมาก เช่น เชียงราย พะเยา บุรีรัมย์ ตราด และสุพรรณบุรี
นพ.พรเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุด ที่พบการระบาดที่ จ.ตราด จากการรายงาน เป็นการระบาดในศูนย์เด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) 2 แห่ง แห่งละประมาณ 10 คน ซึ่งการสั่งปิดศูนย์เด็กเล็กชั่วคราวเป็นอำนาจของอบต. อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคมีข้อแนะนำว่า หากมีนักเรียนป่วยในห้องเรียนเดียวกันเกิน 5 คน ให้ปิดห้องเรียนนั้น หากติดเกิน 3 ห้อง ให้ปิดศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดกลุ่มใหญ่ ทั้งนี้ การจะสั่งปิดโรงเรียนหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องแจ้งกรมควบคุมโรค แต่ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดในโรงเรียนระดับอนุบาล หรือ ประถม แต่อย่างใด
"โรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทยมีความรุนแรงของโรคน้อย มีคนป่วยหลายพัน แต่ไม่มีคนเสียชีวิตเลย โดยโรคนี้ติดจากมือของเด็กที่เข้าห้องส้วม แต่ล้างมือไม่สะอาดและไปสัมผัสอาหารหรือของเล่น ทำให้เชื้อติดต่อสู่เด็กคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นต้องสอนให้เด็กล้างมืออย่างถูกวิธี ทั้งหน้ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว ข้อมือ เล็บมือ หากล้างมือได้ดีก็จะไม่เกิดการติดต่อของโรคนี้" นพ.พรเทพ กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

เตือนคนอ้วนเสี่ยงโรคสะเก็ดเงิน

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เตือนคนอ้วนเสี่ยงโรคสะเก็ดเงิน


แพทย์ผิวหนังเตือน คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินสูงกว่าคนปกติ ชี้แม้ไม่รุนแรง แต่อาจทำให้ข้อบิดเบี้ยว เสียรูปได้
พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน กรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ยืนยันตรงกันว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อ้วนลงพุง และเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้โรคดังกล่าวจะไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่อาจส่งผลกระทบต่ออาการทางข้อจนทำให้ข้อบิดเบี้ยว เสียรูป จึงต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อควบคู่กันไป
พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าว ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินประมาณ 3-5 แสนราย หรือ 0.5-1% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้ 20% มีอาการรุนแรง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่โรคติดต่อแต่โรคสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ จึงอยากให้สังคมทำความเข้าใจและเลิกรังเกียจผู้ป่วย
“ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีอาการหนักล้วนแต่มีคุณภาพชีวิตไม่ดี ถูกรังเกียจ ตกงาน เพื่อนไม่ยอมรับ ส่งผลต่อความเครียด และมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด” พล.ต.นพ.กฤษฎา กล่าว
ทั้งนี้ อาการของโรคสะเก็ดเงินจะเป็นผื่นแดงนูนหนา มีขุยสะเก็ดเป็นแผ่นๆ มักเกิดบริเวณที่มีการเสียดสี อาทิ ศอก เข่า หลัง บนหนังศีรษะ หรือแนวไรผม หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องผื่นอาจลามไปทั้งตัว โดยผู้ที่มีอายุมากขึ้น จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค เช่น การเกา การดื่มแอลกอฮอลล์ การสูบบุหรี่ รักษาสุขภาพกายและใจให้สมดุล ระวังน้ำหนักไม่ให้อ้วน
สำหรับการรักษา เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามความรุนแรงของโรค ปัจจุบันมีการนำยาที่มีประสิทธิภาพดีมาใช้มากขึ้น


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชี้ 'อีคิว' เด็กไทยต่ำกว่าเกณฑ์ แย่เรื่องความมุ่งมั่นพยายาม

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินโครงการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)เด็ก และเยาวชน ตั้งแต่ปี 2548-2554 โดยมีการสำรวจความฉลาดทางอารมณ์ ในปี 2550 เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็กไทย และปี 2554 เป็นการสำรวจติดตามสถารการณ์ระดับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กนักเรียนไทย อายุ 6-11 ปี ระดับประเทศเป็นครั้งที่ 2
การสำรวจครั้งนี้ ใช้ขนาดตัวอย่างกลุ่มเด็กอายุ 6-11 ปีจำนวน 5,325 คนซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่ใช้สำรวจ iQ ปี 2554 จากตัวแทนกรุงเทพมหานคร และ 4 ภาค รวม 10 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ระยอง สมุทรสาคร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด กระบี่ ปัตตานี ใช้แบบทดสอบวัคความฉลาดทางอารมณ์ฉบับกรมสุขภาพจิต ประกอบด้วย ฉบับเด็ดอายุ 6-11 ปีที่ครูเป็นผู้ประเมินวิเคราะห์ผลเป็นค่าเฉลี่ยและร้อยละ โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่1.การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ในการสำรวจปี 2554 และ 2.การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลความฉลาดทางอารมณ์ในการสำรวจปี 2545 และปี 2550
"เมื่อเปรียบเทียบระยะ 3 ปีที่ทำการสำรวจผลรวมของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) กลุ่มอายุ 6-11ปี โดยใช้แบบทดสอบที่มีโครงสร้างเดียวกันแต่ผู้ประเมินต่างกัน คือ ปี 2545 และปี 2550 พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ประเมิน ส่วนปี 2554 ครูเป็นผู้ประเมิน แต่ได้ปรับให้คะแนนอยู่ในมาตรการเดียวกัน พบว่าคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ปี 2554 มีค่าต่ำสุดอยู่ที่ 169.72 จาก 179.58 ในปี 2550 และ186.42 ในปี 2545" นพ.ณรงค์กล่าว
ทั้งนี้ ผลสำรวจความฉลาดทางอารมณ์เด็กนักเรียนไทยอายุ 6-11 ปี ปี 2554 มีคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เฉลี่ยระดับประเทศอยู่ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ มีค่าคะแนนอยู่ที่ 45.12 จากค่าคะแนนปกติ 50-100 ซึ่งมีจุดอ่อนทั้ง 3 องค์ประกอบใหญ่คือดี เก่ง สุข และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยในแต่ละด้าน จะพบว่า การปรับตัวต่อปัญหามีค่าคะแนนอยู่ที่ 46.65 การควบคุมอารมณ์ 46.50 การยอมรับถูกผิด 45.65 ความพอใจในตนเอง 45.65 ความใส่ใจและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น 45.42 การรู้จักปรับใจ 45.23 และที่เป็นจุดอ่อนมากได้แก่ ความมุ่งมั่นพยายาม ซึ่งมีค่าคะแนนอยู่ที่ 42.98 รองลงมา คือความกล้าแสดงออก 43.48 และความรื่นเริงเบิกบาน


ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สาธารณสุขเตือน 3 จว.อีสานใต้ พบผู้ป่วยไข้เลือดออกมาก

สาธารณสุขเตือน 3 จว.อีสานใต้ พบผู้ป่วยไข้เลือดออกมาก

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด อุบลราชธานีเตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออก เพราะพบการระบาดสูงสุดที่จังหวัดศรีสะเกษ รองลงมาเป็นมุกดาหาร นครพนม และอุบลราชธานี แนะทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย รวมทั้งทำตัวให้อบอุ่นรับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ส่วนเกษตรกรปลูกข้าวระวังโรคเลปโตสไปโรซีสระหว่างดำนา 
นายแพทย์สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทยว่า จากสถิติข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเมษายนที่ผ่านมา พบมีการระบาดของโรคเร็วผิดปกติของจังหวัดที่อยู่ในเขตภาคใต้ชายฝั่งทะเล อันดามัน และจังหวัดในเขตชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ประกอบกับประเทศกัมพูชาพบมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกเร็วผิดปกติเช่นกัน (Promed mail)  
สำหรับจากสถานการณ์ระดับประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม - 9 มิถุนายน พบว่ามีผู้ป่วยแล้ว 14,045 ราย อัตราป่วย 21.99 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 9 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.06 โดยพบผู้ป่วยสูงสุดเดือนพฤษภาคม 4,270 ราย รองลงมาคือเดือนเมษายน 3,025 ราย และมีนาคม 2,299 ราย  ซึ่งจำนวนผู้ป่วยลดลงจากปีที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 25.53 (สถิติในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ป่วย 18,861 ราย เสียชีวิต 16 ราย) เมื่อจำแนกรายภาค พบว่าภาคใต้มีผู้ป่วย 3,516 ราย อัตราป่วยสูงสุด 37.26 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาภาคกลางผู้ป่วย 6,221 ราย อัตราป่วย 29.51 ต่อประชากรแสนคน ภาคเหนือผู้ป่วย 1,662 ราย อัตราป่วย 14.10 ต่อประชากรแสนคน และภาคอีสานผู้ป่วย 2,646 ราย อัตราป่วย 12.27 ต่อประชากรแสนคน  
ส่วนพื้นที่ที่พบการระบาดสูงสุดคือ จ.ศรีสะเกษ อัตราป่วยสูงสุด 20.18 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา จ.มุกดาหาร อัตราป่วย 9.98 ต่อประชากรแสนคน และ จ.นครพนม อัตราป่วย 6.95 ต่อประชากรแสนคน โดยจังหวัดนครพนม และมุกดาหารมีอัตราป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงในสัปดาห์เดียวกันนี้ จังหวัดศรีสะเกษพบผู้ป่วยสูงสุดถึง 70 ราย  รองลงมาคือ อุบลราชธานี 14 ราย และมุกดาหาร 13 ราย กลุ่มอายุผู้ป่วยสูงสุดคือ อายุ 10-14 ปี อัตราป่วย 34.33 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาอายุ 5-9 ปี อัตราป่วย 26.51 ต่อประชากรแสนคน และอายุ 15-24 ปี อัตราป่วย 15.86 ต่อประชากรแสนคน
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเป็นนักเรียนสูงถึง 391 ราย รองลงมาเป็นเกษตรกร 84 ราย นายแพทย์สุรพร ลอยหา กล่าวถึงวิธีดูแลป้องกัน ต้องสวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อป้องกันยุงกัดและเป็นการรักษาร่างกายให้อบอุ่นให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน โรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษเนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น ทำให้ร่างกายมีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่นๆ
       

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

กทม.เผยพื้นที่มลภาวะเป็นพิษ เข้มสนง.เขตตรวจควัน

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555


กทม.เผยพื้นที่ผจญฝุ่น-มลภาวะเป็นพิษ เข้ม สนง.เขตตรวจควันดำ-ห่วงเด็ก-สูงวัยกลุ่มเสี่ยง

 กทม.เผยพื้นที่ผจญฝุ่น-มลภาวะเป็นพิษ เข้มสนง.เขตตรวจควันดำ-ห่วงเด็ก-สูงวัยกลุ่มเสี่ยง

นายเกรียงพล พัฒนรัฐ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.เปิดเผยว่า กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง (กจอ.) สำนักสิ่งแวดล้อมได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในเขต กทม. ระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา สถานีตรวจรับคุณภาพอากาศและเสียงแบบถาวร จำนวน 21สถานี พบว่า บริเวณพื้นที่ริมถนนมีฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5ไมครอน, 10ไมครอน และก๊าซโอโซน เกินมาตรฐาน ในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยที่ประกอบด้วยสารมลพิษอื่นๆ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์

มีพื้นที่ดังนี้ บริเวณการเคหะชุมชนดินแดง ตรวจวัดได้ 12.6 - 86.3ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 50ไมโครกรัม 16ครั้ง จากการตรวจวัด 61ครั้ง, ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10ไมครอน ตรวจวัดได้ 9.9 - 285.5ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ซึ่งมาตรฐานห้ามเกิน 120ไมโครกรัม พบเกินมาตรฐาน 28ครั้ง จากการตรวจวัด 449ครั้ง บริเวณสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ เขตราชเทวี สวนป่าวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง เขตพระโขนง และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เขตปทุมวัน

สำหรับก๊าซโอโซน ค่าเฉลี่ย 1ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 0.0 - 158.1ส่วนในพันล้านส่วน ซึ่งมาตรฐานไม่เกิน 100ส่วนในพันล้านส่วน เกินมาตรฐาน 9ครั้ง จากการตรวจวัด 4,989ครั้ง พบสำนักงานเขตราชเทวี เขตราชเทวี และกรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร มีปัญหามากที่สุด

สำนักสิ่งแวดล้อม จึงเร่งรัดให้สำนักงานเขตดังกล่าวเข้มงวดการตรวจจับรถควันดำ เพิ่มความถี่ในการล้างถนน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบได้ง่าย ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานานและงดการออกกำลังกายนอกอาคาร 

เตือนบริโภค'หน่อไม้ดิบ' เสี่ยงรับไซยาไนด์อันตรายถึงชีวิต


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนบริโภค “หน่อไม้ดิบ” ปริมาณมาก เสี่ยงรับไซยาไนด์ซึ่งมีอยู่ในหน่อไม้ตามธรรมชาติ อันตรายถึงชีวิต 

เตือนบริโภค'หน่อไม้ดิบ' เสี่ยงรับไซยาไนด์อันตรายถึงชีวิต

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เฝ้าระวังการบริโภคอาหารของประชาชนทั่วประเทศ พบว่า หน่อไม้เป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคมาก

ล่าสุดมีการโฆษณาชวนเชื่ออ้างว่าหน่อไม้บงหวานสามารถทานดิบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงเตือนประชาชนที่นิยมบริโภคหน่อไม้ดิบหรือหน่อไม่ ที่ยังปรุงไม่สุก อาจได้รับพิษจากสารไซยาไนด์ ซึ่งมีอยู่ในหน่อไม้ตามธรรมชาติ และทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อย สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ แต่ถ้าได้รับในปริมาณมาก สารไซยาไนด์จะจับตัวกับสารในเม็ดเลือดแดง (hemoglobin) แทนที่ออกซิเจนทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน หมดสติและอาจทำให้เสียชีวิตได้

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้กำหนดให้ค่า ADI (Acceptable Daily Intake) หรือปริมาณสารที่ร่างกายรับได้ สำหรับสารไซยาไนด์เฉลี่ยที่ร่างกายรับได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งจากการสำรวจครั้งนี้ พบว่าปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ยที่คนไทยได้รับใกล้เคียงค่า ADI แต่ในกลุ่มที่ผู้บริโภคบริโภคหน่อไม้ในปริมาณมากเกินไปจะทำให้มีปริมาณสูงกว่าค่าADI กำหนดถึง 1.8 เท่า

นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กล่าวว่า การบริโภคหน่อไม้ที่ต้มสุกจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากการได้รับสารไซยาไนด์ แต่หากอุณหภูมิและระยะเวลาในการต้มไม่เหมาะสมก็ไม่สามารถลดปริมาณสารชนิดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคก่อนที่จะนำหน่อไม้ไปบริโภคควรปรุงให้สุก ด้วยการต้มหน่อไม้ในน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที ซึ่งสามารถลดปริมาณสารไซยาไนด์ลงได้ถึงร้อยละ 90.5


อย. ยัน ไทยไม่มีการนำเข้านมปนเปื้อนปรอทจากจีน

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อย. ตรวจสอบแล้ว ระบุไม่มีการนำเข้านมที่ผลิตโดย หยี่ลี่ อินดัสทรี่ กรุ๊ป เข้ามาในประเทศไทย หลังพบนมที่ผลิตจากบริษัทดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารปรอทในระดับที่เป็น อันตราย อย.พร้อมสั่งการด่านอาหารและยาทั่วประเทศเข้มงวดการนำเข้านมจากประเทศจีน

อย. ยัน ไทยไม่มีการนำเข้านมปนเปื้อนปรอทจากจีน

ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยกรณีคณะกรรมการควบคุมคุณภาพสินค้า ตรวจสอบและกักกันของรัฐบาลจีน(เอคิวเอสไอคิว) ตรวจพบสารปรอทในระดับที่ไม่ปกติในนมผงสำหรับเด็กสูตรชวนหยูของ หยี่ลี่ อินดัสทรี่ กรุ๊ป (YILI INDUSTRY GROUP) ซึ่งสารปรอทในระดับที่พบสามารถเป็นอันตรายต่อสมอง หัวใจ ไต ปอด และระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวได้เรียกเก็บนมผงสูตรดังกล่าวที่ผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 ถึงพฤษภาคม 2555 กลับคืนทั้งหมด หลังจากทราบข่าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการนำเข้านมที่ผลิตจาก หยี่ลี่ อินดัสทรี่ กรุ๊ป พบว่า ประเทศไทยไม่มีการนำเข้านมที่ผลิตโดย หยี่ลี่ อินดัสทรี่ กรุ๊ป แต่อย่างใด ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สั่งการให้ด่านอาหารและยาทั่วประเทศเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจาก ประเทศจีนอย่างเข้มงวด โดยดำเนินการสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจากประเทศจีนเพื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงขอให้ผู้บริโภควางใจ

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวด้วยว่า ขอให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองระมัดระวังในการเลือกซื้อนม โดยควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ได้รับเครื่องหมาย อย. มีวัน เดือน ปีที่หมดอายุ และมีการจัดเก็บอย่างเหมาะสม อย่าซื้อผลิตภัณฑ์นมผงที่แบ่งบรรจุใส่ถุงโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ทราบแหล่งที่มาของนมแล้ว ยังอาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคในนมอีกด้วย ทั้งนี้ ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพใด ๆ ขอให้ผู้บริโภคพิจารณาข้อมูลส่วนอื่น ๆ บนฉลากผลิตภัณฑ์สุขภาพก่อนตัดสินใจซื้อ อาทิ การแสดงฉลากภาษาไทย ชื่อที่อยู่ผู้ผลิต/นำเข้า แสดงวันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ตัวผลิตภัณฑ์ ผู้จำหน่าย เป็นต้น และหากสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยหรือไม่ สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 หรืออีเมล : 1556@fda.moph.go.th






ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ



อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

คนไทยกว่า 17 ล้าน น้ำหนักตัวเกิน-อ้วน

คนไทยกว่า 17 ล้านคน น้ำหนักตัวเกิน-อ้วน สธ.เร่งสลายพุง-ลดตายปีละ 2 หมื่นราย

 คนไทยกว่า 17 ล้านคน น้ำหนักตัวเกิน-อ้วน สธ.เร่งสลายพุง-ลดตายปีละ 2 หมื่นราย

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเสวนาเรื่อง "รวมใจสลายพุง ปี 2555" ว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างสุขภาพและควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง ซึ่งพบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 2 คน ตายชั่วโมงละคน นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องเร่งดำเนินการป้องกันและรักษา เพราะผู้ป่วยโรคหัวใจประมาณ ร้อยละ 70 มักจะมีปัญหาโรคอ้วนหรือมีไขมันในเลือดสูงมาก่อน ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจสภาวะสุขภาพคนไทยคาดประมาณได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินจนถึงระดับอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน และพบอีกว่าในแต่ละปีคนไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากประชากรทั้งหมด เสียชีวิตจากโรคอ้วนถึงปีละประมาณ 20,000 คน ส่งผลให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคอ้วนและโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเร่งลดปัญหาและป้องกันไม่ให้คนไทยป่วยเป็นโรคอ้วน 2 ประการ คือ 1.นโยบายเร่งรัดมาตรการสร้างสุขภาพ โดยให้มีการรณรงค์สร้างความตระหนักถึงอันตราย และปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนลงพุงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การให้ความรู้ในวงกว้าง การรณรงค์เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภค และการเคลื่อนไหวออกแรงออกกำลังกาย เพื่อลดผลกระทบจากโรคดังกล่าวข้างต้น และนโยบายที่ 2 คือการป้องกันเพื่อลดจำนวนผู้ป่วย โดยลดอ้วนอย่างถูกวิธี ลดอาหารประเภทหวาน มัน เค็ม เพิ่มกินผัก ผลไม้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

อันตรายยาชื่อพ้อง มองคล้าย สภาเภสัชกรรมเผยผลสำรวจเบื้องต้น

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สภาเภสัชกรรมเผยผลสำรวจเบื้องต้น เกี่ยวกับการรับรู้เรื่องยาในต่างจังหวัด พบว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 75 ใช้ยาโดยไม่รู้จักชื่อยา ในขณะที่คนกรุงเทพฯ ผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจก็ไม่แตกต่างกัน เผชิญอันตรายกว่าที่คิด เพราะยามีหลายชนิดที่ "ชื่อพ้อง มองคล้าย" เสี่ยงใช้ยาผิดชนิด ผิดขนาด หรือผิดประเภท และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การใช้ยา

ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรมเปิดเผยว่า สภาเภสัชกรรมได้ทำการสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องยาของผู้ป่วย โรคเรื้อรัง โดยทำในกลุ่มตัวอย่างที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลใหญ่ 3 แห่งในภาคใต้ และภาคกลาง จำนวนกว่า 1,000 คน เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ และโรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น โดยร้อยละ 20 ของกลุ่มตัวอย่างมีรายการยาที่ต้องใช้เป็นประจำ 6-10 รายการ แต่จากการสำรวจ พบว่า มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่รู้จักทั้งชื่อยาและสรรพคุณยาที่ตนเองใช้อยู่ ในขณะที่ผู้ป่วยอีกร้อยละ 75 ไม่รู้จักชื่อยา รู้แต่สรรพคุณและวิธีใช้ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 25 ไม่เคยอ่านฉลากยาก่อนใช้ยา ร้อยละ 86 หยิบยาใช้เอง

จากผลสำรวจเบื้องต้น พบว่าปัจจุบันคนไทยยังให้ความสำคัญกับชื่อยาน้อยมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษจำยากไม่คุ้นหู หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องช่วยกันรณรงค์ เพราะการที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด เนื่องจากยาที่ใช้รักษาอาการหรือโรคเดียวกันมีหลายชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตมีเป็นสิบๆ ชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ซึ่งยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกราย หรืออาจมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยอีกรายทั้งนี้ขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วย แต่ละคนด้วย

การที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ชื่อยาที่ใช้อยู่ทำให้น่าเป็นห่วง เพราะคนไทยชอบแนะนำยาให้คนใกล้ชิดหรือเพื่อนๆ กันลองใช้ดูเพราะเห็นว่าตนเองใช้ได้ผลดี การบอกเพียงรูปลักษณ์ของยามีโอกาสเสี่ยงที่จะแนะนำยาผิด


ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชน


อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

'ตำรวจจราจร-พนักงานขับรถ'เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

'ตำรวจจราจร-พนักงานขับรถ'เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

กรมควบคุมโรค ระบุ "ตำรวจจราจร-พนักงานขับรถ" เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด จากพิษควันท่อไอเสียเครื่องยนต์บนท้องถนน แนะนำหลีกเลี่ยง
สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมกรมควบคุมโรค แนะนำผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นอันตรายะจากควันท่อไอเสีย เครื่องยนต์ดีเซลอาจเป็นสารก่อมะเร็งปอดให้หลีกเลี่ยงการสูดดมสารพิษ โดยระบุกลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงในการได้รับผลกระทบจากสารดังกล่าวคือ 1.พนักงานขับรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและพนักงานขับเรือ 2.ตำรวจจราจร
3.พนักงานบริษัทหรือประชาชนที่สัญจรไปมาในเขตเมืองโดยกลุ่มคนดังกล่าวจะ ได้รับผลกระทบจากการเผาไหม้ของดีเซล ซึ่งหากได้รับหรือสูดดมในปริมาณมากจะเกิดผลกระทบเบื้องต้น เริ่มจากการแสบจมูก ไอ ระคายเคือง และหากได้รับในปริมาณมากจะทำให้เกิดทางเดินหายใจอักเสบ และการได้รับความรุนแรงจากการเผาของ ดีเซลยังขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของ ร่างกายด้วย ซึ่งเด็กและผู้สูงอายุรวม ถึงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจมีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่าคนปรกติสำหรับคำ แนะนำในการป้องกันตนเอง ประชาชนทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการสัญจรในเมืองที่มีความ แออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน เพราะจะได้รับอันตรายจากการสูดดมการเผาไหม้ของเครื่องยนต์และน้ำมันเชื้อ เพลิงโดยตรง ควรป้องกันเบื้องต้นด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในที่ที่มีควันหรือการเผาไหม้ สูง เปลี่ยน เส้นทางการสัญจรไปใช้ระบบขนส่ง ทั้งรถไฟฟ้าบนดินหรือใต้ดินแทน หรือหากจำเป็นควรเลือกรถโดย สารปรับอากาศส่วนผู้ใช้รถควรตรวจเช็กสภาพรถยนต์ เพราะหากรถยนต์มีการชำรุดหรือเสื่อมอาจทำให้มีสารดีเซลเข้าไปภายในรถยนต์ได้ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องควรหมั่นตรวจ สุขภาพร่างกาย


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

สธ.ห่วงขี้ยาป่วยทางจิตเพิ่มฟุ้ง 8 เดือนบำบัดผู้เสพได้กว่า 3 แสนราย

สธ.ห่วงขี้ยาป่วยทางจิตเพิ่มฟุ้ง8เดือนบำบัดผู้เสพได้กว่า3แสนราย
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมค่ายพลังแผ่นดินบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ที่ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ว่า ในปี 2555 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งเป้าหมายบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จำนวน 400,000 รายทั่วประเทศ โดยมาจากระบบสมัครใจไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เป็นระบบ บังคับบำบัด และระบบต้องโทษตามกฎหมาย ผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน คืบหน้า ไปแล้วเกือบร้อยละ 80 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554-12 มิถุนายน 2555 มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ฟื้นฟู 1 อำเภอ 1 ศูนย์ รวมกว่า 2,000 แห่ง จำนวน 305,904 ราย โดยเป็นผู้สมัครใจ 193,275 ราย คิดเป็น ร้อยละ 63 ที่เหลืออีก 112,629 ราย เป็นระบบบังคับบำบัดและต้องโทษ ผู้เข้ารับการบำบัดร้อยละ 80 เสพยาบ้า รองลงมา คือ ยาไอซ์ กัญชา กระท่อม และสารระเหย ตามลำดับ มั่นใจว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้
นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาที่น่าห่วง และเกิดตามมาจากการใช้สารเสพติดเป็นเวลานานพบว่าทำให้เกิดโรคทางจิตเวชมาก ขึ้น เนื่องจากระบบสมองถูกทำลาย จากการรวบรวมสถิติผู้ป่วยที่มีอาการ ทางจิต เช่น ประสาทหลอน หวาดระแวง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช 13 แห่ง ทั่วประเทศ ในปี 2554 พบเกิดจากการใช้สารเสพติดจำนวน 3,564 ราย และ ในรอบ 6 เดือนของปีนี้ พบ 1,738 ราย จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งตัดไฟแต่ต้นลมโดยบำบัดฟื้นฟูผู้ที่ใช้สารเสพติด ทั้งหมดทั้งที่ติดและยังไม่ติดให้เลิกเสพอย่าง เด็ดขาดไม่หันไปเสพยาซ้ำอีก


ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า


อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

มหาวิทยาลัยแพทย์เยอรมันค้นพบว่า ผู้ที่อ้วนมากควรจะบริจาคเลือด นอกจากเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น ยังจะได้บุญทำให้สุขภาพดีขึ้น ทันตาเห็นด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มหาวิทยาลัยแพทย์เยอรมันค้นพบว่า ผู้ที่อ้วนมากควรจะบริจาคเลือด นอกจากเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น ยังจะได้บุญทำให้สุขภาพดีขึ้น ทันตาเห็นด้วย

นักวิจัยชี้บริจาคเลือดเป็นวิธีรักษาโรคอ้วน ได้บุญแล้วยังมีสุขภาพดี

นักวิจัยเมืองเบียร์ได้พบว่า คนอ้วนมากเนื่องด้วยโรคไฟธาตุพิการ ที่เคยบริจาคเลือด จะมีความดันโลหิตลดลง และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ซึ่งพลอยทำให้ความเสี่ยงกับโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย

โรคอันเนื่องแต่ไฟธาตุ เป็นอาการรวมเกี่ยวเนื่องกับโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคหัวใจ ความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือดสูง แต่ระดับไขมันดีในเลือดต่ำ อาการเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวานแบบที่ 2 ซึ่งวิธีการรักษาที่สำคัญมีสถานเดียวเท่านั้น คือการลดน้ำหนัก

คณะนักวิจัยมีความเห็นว่า หมอควรจะใช้การบริจาคเลือด เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่งด้วย โดยเฉพาะกับคนไข้รายที่มีปริมาณเหล็กในเลือดสูงเกินว่าระดับปกติ แต่ควรจะมีการศึกษาขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการยืนยันผลให้แน่นอนกันก่อน



ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เตือน! ไอเสียน้ำมันดีเซลเป็นสารก่อมะเร็ง

องค์การอนามัยโลกประกาศเตือนปชช. หลังพบกลิ่นไอเสียจากน้ำมันดีเซลก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้
13 มิ.ย.55 สำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติขององค์การอนามัยโลกหรือดับเบิลยูเอชโอ แถลงเมื่อวานว่า ไอเสียจากน้ำมันดีเซลก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แม้ความเสี่ยงมีสัดส่วนน้อย แต่ก็เทียบได้กับการได้รับควันบุหรี่จากคนอื่นที่สูบบุหรี่ เพราะส่วนใหญ่เรามีโอกาสสูดดมไอเสียได้หลายทาง และการปรับสถานะของไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็น "สารก่อมะเร็ง" จาก "สารที่น่าจะก่อมะเร็ง" ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ และทำให้ไอเสียน้ำมันดีเซล อยู่ในกลุ่มเดียวกับแร่ไยหิน แอลกออลล์ และรังสีอุลตร้าไวโอเลท
การประกาศครั้งนี้อาศัยข้อมูลจากรายงานการศึกษาวิจัยครั้งใหม่และการ ประชุมหารือกันของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาตินานกว่าหนึ่งสัปดาห์ที่เมือง ลียงของฝรั่งเศส รายงานระบุว่าไอเสียจากน้ำมันดีเซลทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดและมะเร็ง กระเพาะปัสสาวะได้
เจ้าหน้าที่บอกว่า มีหลายกรณีที่ผู้คนสามารถสูดดมไอเสียจากน้ำมันดีเซล เช่น คนเดินเท้าบนท้องถนน ผู้โดยสารเรือและลูกเรือ คนขับรถไฟ คนขับรถบรรทุก คนงานเหมือง เป็นต้น และความเสี่ยงของแต่ละคนที่จะเป็นมะเร็ง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ระยะเวลาในการสัมผัสกับไอเสีย แต่อนุภาคของสารเคมีที่เป็นอันตรายในควันไอเสียสามารถทำให้เกิดการอักเสบใน ปอดจนนำไปสู่การเป็นมะเร็งได้ด้วยเช่นกัน
หนึ่งในการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีการตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐ ระบุว่า ผลจากการวิจัยกับคนงานเหมือง 12,300 คนนานหลายสิบปี ตั้งแต่ปี 2490 พบว่า ผู้ที่สูดกลิ่นไอเสียน้ำมันดีเซลปริมาณสูงมาก มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนอื่น
แต่นักธุรกิจในอุตสาหกรรมน้ำมันดีเซล โต้แย้งว่า การศึกษาไม่น่าเชื่อถือเพราะนักวิจัยไม่ได้มีข้อมูลที่ชัดเจน ที่มีการวัดว่าคนงานเหมืองสูดดมไอเสียมากแค่ไหน


ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

สธ.เร่งจัดมาตรฐานตลาดสด ร้านอาหาร แผงลอยกว่า 1.3 แสนแห่งทั่ว ปท.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุข เผยผลการดำเนินการด้านอาหารปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุขก้าวหน้า ยกมาตรฐานตลาดสด ร้านอาหาร แผงลอยผ่านเกณฑ์ไปแล้วร้อยละ 85 รวมกว่า 1.3 แสนแห่ง ส่วนที่เหลือจะเร่งดำเนินการให้ผ่านเกณฑ์ 100 เปอร์เซ็นต์อย่างช้าภายในปี 2556

สธ.เร่งจัดมาตรฐานตลาดสด ร้านอาหาร แผงลอยกว่า 1.3 แสนแห่งทั่ว ปท.

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมตลาดสดเทศบาลอุดรธานี ซึ่งผ่านมาตรฐานเป็นตลาดสดน่าซื้อตามมาตรฐานของกรมอนามัย เมื่อเช้าวันนี้ (14 มิถุนายน 2555) ว่า รัฐบาลโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายพัฒนาคุณภาพและสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มวัย เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วย การเสียชีวิต โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยดำรงชีวิตหลัก ต้องกินทุกวัน พร้อมที่จะเป็นตัวสร้างและทำลายสุขภาพตลอดเวลา จึงได้รณรงค์และเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารมาอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการ อาหารสะอาด รสชาติอร่อยตั้งแต่ปี 2542 และเร่งพัฒนาแหล่งจำหน่ายทั้งตลาดสด ร้านอาหาร และแผงลอยทั่วประเทศ ให้สะอาดและปลอดภัย โดยร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งควบคุมมาตรฐานที่แหล่งผลิต เรียกว่าควบคุมตั้งแต่ฟาร์ม จนถึงโต๊ะอาหาร (From Farm to Table) มุ่งสู่การเป็นครัวโลก ให้ประชาชนได้บริโภคอาหารสะอาดปลอดภัย ปราศจากสารพิษตกค้าง และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคปนเปื้อน

นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าวว่า ผลการสำรวจกรมอนามัยล่าสุด ทั่วประเทศมีตลาดสดทั้งหมด 1,533 แห่ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานตลาดสด น่าซื้อ แล้ว 1,302 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 85 แบ่งเป็นระดับดี จำนวน 1,074 แห่ง และระดับดีมากจำนวน 228 แห่ง ตลาดที่ผ่านเกณฑ์ จะติดป้ายสัญลักษณ์ว่าเป็นตลาดสดน่าซื้อ ส่วนร้านอาหารและแผงลอยทั่วประเทศมีทั้งหมด 139,144 แห่ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้านอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) จำนวน 119,955 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 86 ยังเหลืออีกประมาณร้อยละ 15 ที่ต้องเร่งพัฒนา คาดว่าจะได้ 100 เปอร์เซ็นต์อย่างช้าภายในปี 2556

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังได้สุ่มตรวจสารปนเปื้อน 7 ชนิด ได้แก่ สารเร่งเนื้อแดง บอแรกซ์ สารฟอกขาว ฟอร์มาลิน สารกันรา ยาฆ่าแมลง น้ำมันทอดซ้ำและตรวจคุณภาพน้ำบริโภค น้ำแข็ง ตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และสารปนเปื้อนอื่นๆ เช่น อะฟลาท็อกซิน กรดน้ำส้ม สีสังเคราะห์ สารกันเสียในปี 2554 รวม 435,740 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 96 อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย พบปนเปื้อนเพียง 15,241 ตัวอย่าง โดยตรวจพบจุลินทรีย์ในอาหารปรุงเสร็จพร้อมบริโภค น้ำดื่ม น้ำแข็ง ไอศกรีม มากที่สุด จะเร่งรัดให้ทุกจังหวัดกวดขันให้ปลอดภัยทั้งหมด

นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวต่ออีกว่า ในการดำเนินงานให้อาหารปลอดภัย จะประสบความสำเร็จได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้บริโภค ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักด้านสุขลักษณะ ความสะอาด เช่น ใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารแทนมือ แต่งกายสะอาด อาหารมีการปกปิด ส่วนผู้บริโภคขอให้เลือกซื้ออาหาร จากตลาด หรือร้านอาหารที่ผ่านการรับรองได้รับป้ายตลาดสด น่าซื้อ หรือร้านอาหารสะอาด รสชาติอร่อย รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ หรืออุ่นให้เดือดก่อนนำมารับประทาน ล้างมือให้สะอาดรับประทานอาหาร และใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันเชื้อโรค

สำหรับจังหวัดอุดรธานี พบว่าดำเนินงานอาหารปลอดภัยได้เข้มแข็งมาก มีตลาดสด 45 แห่ง ผ่านเกณฑ์ได้รับรองเป็นตลาดสด น่าซื้อ 41 แห่ง เหลืออีก 4 แห่งอยู่ระหว่างปรับปรุง ส่วนร้านอาหาร ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอาหารสะอาด รสชาติอร่อย ร้อยละ 90 จากทั้งหมด 1,227 แห่ง แผงลอยจำหน่ายอาหารผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 จากทั้งหมด 4,041 แห่ง
อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks