น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาวะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาวะ แสดงบทความทั้งหมด

ป่วยหอบหืด..ออกกำลังกายแบบไหนโรคไม่กำเริบ | PG&P

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หอบหืดกำเริบเมื่อออกกำลังกาย ป้องกันได้เพียงเลือกชนิดกีฬาให้เหมาะ และรู้ข้อควรปฏิบัติก่อนเอ็กเซอร์ไซส์ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหอบหืด ส่วนใหญ่จะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เนื่องจากบางรายเคยมีประสบการณ์ว่าโรคดังกล่าวนี้กำเริบภายหลังออกกำลังกาย เสร็จไปแล้วราว 5-20 นาที โดยมีอาการแน่นหน้าอก หอบหายใจเร็ว ซึ่งบางรายพักเพียงชั่วครู่ก็หาย แต่บางรายกลับทรุดหนักจนต้องส่งโรงพยาบาล...เหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ ทำให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่กล้าเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย

ป่วยหอบหืด..ออกกำลังกายแบบไหนโรคไม่กำเริบ

สาเหตุที่ทำให้อาการหอบหืดกำเริบขณะออกกำลังกายนั้น วารสารชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิด เผยไว้ว่า เป็นเพราะหลอดลมหดเกร็ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอุณหภูมิและความชื้นในอากาศที่สูด เข้าไปอย่างรวดเร็วและลึกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่ออากาศนั้นมีความเย็นและแห้งมาก

อีกทั้ง โดยปกติแล้วอากาศที่หายใจเข้าทางจมูกจะมีความชื้นและอุ่นกว่าอากาศภายนอก อันเป็นผลมาจากโพรงจมูกช่วยเพิ่มความชื้นและปรับอุณหภูมิก่อนจะเข้าไปสู่ปอด แต่ขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายต้องการอากาศมากขึ้น เราจึงมักอ้าปากหายใจ ทำให้ปอดได้รับอากาศเย็นและแห้งกว่าปกติ อาการหอบหืดจึงกำเริบขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกำเริบของหอบหืดมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ป่วยออกกำลังกายหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวติดต่อกันนานๆ ไม่มีจังหวะพัก เช่น ฟุตบอล สควอช  บาสเก็ตบอล

ขณะที่กีฬาซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมากที่สุดคือ การว่ายน้ำ ที่ สภาพแวดล้อมบริเวณสระน้ำมีอุณหภูมิและความชื้นค่อนข้างคงที่ ประกอบกับลักษณะของการสูดหายใจขณะว่ายน้ำจะมีจังหวะที่ต้องกลั้นหายใจ จึงช่วยให้สูญเสียความร้อนและความชื้นทางลมหายใจน้อย แถมยังเป็นการออกกำลังกายในแนวราบ กล้ามเนื้อปอดได้เคลื่อนไหวจากส่วนท้ายขึ้นมาส่วนบน จึงช่วยไล่อากาศหรือขับสิ่งขัดขวางการหายใจออกได้ง่ายกว่าการออกกำลังท่ายืน และการได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนบน ยังถือเป็นการพัฒนาระบบหายใจให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

สำหรับข้อควรรู้ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยหอบหืด คือ ควรอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นกีฬา ไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหม ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงที่อากาศเย็นจัดและแห้ง แต่หากมีความจำเป็นหรือต้องแข่งขันกีฬา ควรสูดยาขยายหลอดลมก่อนออกกำลังกาย 10-15 นาที ที่สำคัญ ถ้าอาการกำเริบต้องหยุดเล่นกีฬา และสูดยาขยายหลอดลมเข้าช่วย




ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

กลุ่มชายรักชาย ยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อเอดส์สูง | PG&P

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สถานการณ์เอดส์พบกลุ่มเสี่ยงยัง เป็นชายรักชายพุ่งสูง ติดเชื้อสูง ตรวจหาเชื้อต่ำ ห่วงผู้ป่วยเอดส์เข้ารับการรักษาช้า พร้อมวางยุทธศาสตร์ตั้งเป้าลดการติดเชื้อใหม่
พญ.เพชรศรี ศิรินิรันดร์ ผู้อำนวยการบริหารจัดการปัญหาเอดส์แห่งชาติ กรมควบคุมโรค กล่าว ถึงผลการศึกษาเรื่อง ภาวะโรคเอดส์ กลุ่มเสี่ยงที่(ไม่)เปลี่ยนแปลง ว่า อัตราการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มเสี่ยงในการสำรวจภาระโรคปี 2553พบว่า กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มชายรักชาย ร้อยละ 20 กลุ่มผู้ใช้ยาร้อยละ 21.9 เพศชาย ร้อยละ 17.7 และ เพศหญิง ร้อยละ2.2 โดยในกลุ่มนี้พบว่าอัตราการใช้ถุงยาง พบว่า กลุ่มพนักงานหญิงบริการมีการใช้ถุงยางร้อยละ 95.7 พนักงานบริการชาย ร้อยละ 87.3 ชายรักชาย ร้อยละ 84.5 และกลุ่มผู้ใช้ยา ร้อยละ 41.6 เมื่อสำรวจเรื่องอัตราการตรวจการติดเชื้อในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มพนักงานหญิงบริการตรวจร้อยละ 50.4 พนักงานบริการชาย ร้อยละ 50.4 ชายรักชาย ร้อยละ 29.2 และกลุ่มผู้ใช้ยา ร้อยละ 40.8
สำหรับสถานการณ์ดำเนินป้องกัน พบว่าความครอบคลุมในการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 53 ที่ร้อยละ 72 เป็นปี 54 ที่ร้อยละ 77 แต่ที่ยังน่าเป็นห่วงและต้องดำเนินมาตรการเพิ่มคือ การรับยาต้านไวรัสและเข้าระบบการรักษา พบว่าร้อยละ 57 เริ่มรับยาต้านเมื่อระดับภูมิคุ้มกันต่ำ (CD4 ) กว่า 100 มากถึง ร้อยละ 57 ซึ่งระดับภูมิคุ้มที่เป็นไปตามข้อแนะนำอยู่ที่ 350 ซึ่งการเข้าถึงบริการต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
พญ.เพชรศรี กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์เอดส์ชาติระหว่างปี 2552-2559 ตั้งเป้าว่า ทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง 2 ใน 3 และลดอัตราติดเชื้อแรกเกิดลง โดยการคาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ คาดว่าว่า ร้อยละ 62 จะเกิดจากการติดเชื้อจากกลุ่มชายรักชาย การขายบริการ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ร้อยละ 32 จะเกิดจากคู่ของตนเอง และ ร้อยละ 6 จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์จากผู้ที่ไม่ใช่คู่ครองและกลุ่มเยาวชน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่ 31 จังหวัดที่มีความชุกสูงประมาณ ร้อยละ 65 และเฉพาะพื้นที่กทม.คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ร้อยละ 27 ซึ่งเป้าหมายจะทำให้เกิดการเข้าถึงการรับบริการในทุกกลุ่มร้อยละ 80 เช่น การป้องกันการติดเชื้อแรกเกิด การป้องกันในกลุ่มเยาวชน การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยแบบบูรณาการ การบริการโลหิตปลอดภัย การดูแลรักษาให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ การดูแลเด็กที่รับผลกระทบจากเอดส์และเด็กที่มีภาวะเปราะบาง การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ และ การสื่อสารสาธารณะ
 “ปัจจุบันการใช้งบประมาณจากรัฐบาลเพื่อใช้ในงานเอดส์ ใช้งบประมาณจากประเทศร้อยละ 93 เป็นงบเพื่อใช้ในการป้องกันร้อยละ 14 ซึ่งงบประมาณทั้งหมดมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากกองทุนโลก โดยยุทธศาสตร์ในระยะยาวคือลดการติดเชื้อรายใหม่ให้ได้ จากที่ช่วง 3 ปีจะพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละหมื่นราย ให้ลดลงเหลือ 1 ใน 3 ทั้งนี้ ในเรื่องการเข้าถึงบริการพบว่า กลุ่มคนต่างชาติที่เป็นแรงงานในประเทศไทย ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการด้วยยาต้านไวรัส นอกจากนี้ นโยบายการดำเนินงานด้านยาเสพติดยังเป็นส่วนที่ทำให้ข้อจำกัดในการดำเนินงาน เรื่องลดอัตราจากการใช้ยา ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องเอดส์ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้านเพื่อลดผู้ติดเชื้อ ลง”พญ.เพชรศรี กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สสส.ชูกลุ่มชาวบ้านสทิงพระ ต้นแบบความมั่นคงทางอาหารในท้องถิ่น | PG&P

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555


สสส.ชูกลุ่มชาวบ้านสทิงพระ สร้างร้านครัวใบโหนด ต้นแบบความมั่นคงทางอาหารในท้องถิ่น สำรวจพบเยาวชนไม่รู้จักผักพื้นบ้าน ชาวบ้านละทิ้งการเกษตร ปัญหาสารเคมีเพียบ ก่อนเร่งรณรงค์โภชนาการอาหารปลอดภัย ลดสารเคมีสร้างเกษตรอินทรีย์ อนุรักษ์ผักพื้นบ้านกว่า 100ชนิดสำเร็จ เตรียมขยายพื้นที่นำร่องอาหารปลอดภัยในเขตเมืองให้ได้ 10แห่งทั่วประเทศ

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนงานความมั่นคงทางอาหาร โดยการสนับสนุนของสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โครงการฟื้นฟูคาบสมุทรสทิงพระ และร้านอาหารท้องถิ่น “ครัวใบโหนด” ในอ.สิงหนคร จ.สงขลา ถือเป็นชุมชนต้นแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งการสร้างต้นแบบการจัดการระบบอาหารสุขภาวะมีความสำคัญอย่างยิ่งแผนงาน ความมั่นคงทางอาหาร จึงได้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้สำรวจสภาพปัญหาในพื้นที่พบว่าเกษตรกรบาง ส่วนละทิ้งภาคการเกษตร ในขณะที่ผู้ที่ยังทำการเกษตรอยู่ก็มีการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ พืชผักพื้นบ้านเริ่มสูญหายไปจากพื้นที่จึงมีการรณรงค์ให้เกษตรกรในพื้นที่ หันมาฟื้นฟูการผลิตอาหารเพื่อคนในคาบสมุทร ให้ความสำคัญการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นทำให้ปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาทำเกษตร อินทรีย์กว่า 20 ราย ฟื้นฟูสูตรอาหารท้องถิ่น และได้รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ผักพื้นบ้าน พันธุ์ข้าวในพื้นที่ได้กว่า 100ชนิด  ซึ่งพืชผักปลอดสารพิษเหล่านี้ได้จัดส่งให้ร้านครัวใบโหนดซึ่งเป็นร้านอาหาร ที่คนในชุมชนร่วมกันก่อตั้งขึ้น


“ครัวใบโหนด มีหลักการคือ ครัวชุมชนเพื่อคนทั้งมวล จัดสร้างขึ้นจากกองทุนของชาวบ้านเองซึ่งมีสมาชิก 200คน  ถือเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนอย่างหนึ่ง เป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคทำให้ประชาชนในพื้นที่หัน มาให้ความสำคัญการรักษาและสร้างความมั่นคงทางอาหารในท้องถิ่นโดยผ่านการทำ กิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์การให้ความรู้ตั้งแต่ต้นทางการผลิตคือเกษตรกร มาถึงอาหารบนโต๊ะที่นำภูมิปัญญาพื้นบ้านของปราชญ์ชาวบ้านมารวมไว้ เช่น การทำเมนูพื้นบ้านด้วยผักพื้นบ้านประเภทต่างๆ ซึ่งถือเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้านไปด้วยในตัว” นายวิฑูรย์กล่าว


ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารโดยสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้า ถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการ และปลอดภัยโดยมียุทธศาสตร์การดำเนินงานที่สำคัญคือ ต้องคำนึงถึงระบบห่วงโซ่อาหารตั้งแต่กระบวนการผลิต การกระจายอาหารโดยมีตลาดอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย  พร้อมทั้งการสร้างค่านิยมและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพซึ่ง ดำเนินการครอบคลุมทั้งชุมชน เขตเทศบาล เขตเมือง โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็กสถานประกอบการ ตลาด และร้านอาหาร โดยตั้งเป้าภายใน 1ปีสามารถสร้างพื้นที่นำร่องด้านอาหารปลอดภัยในเขตเมืองให้ได้ 10 แห่งทั่วประเทศและมีชุมชนที่จัดการความมั่นคงทางอาหารโดยการผลิตเมล็ดพันธุ์ พืช ทำประมงเกษตรปลอดภัย อย่างน้อยอีก 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคซึ่งถือเป็นหนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วนหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ที่เป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของคนไทย





ที่มา : สำนักข่าว สสส.

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ดื่มชาเย็นมากอาจเป็นนิ่วในไต เพราะมีกรดออกซาลิกปริมาณสูง | PG&P

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยลาโยลาของสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า ผู้ที่ชอบดื่มชาเย็นมากๆ อาจจะเสี่ยงกับการเป็นนิ่วในไตอันเจ็บปวดขึ้น
นักวิจัยอธิบายให้ฟังว่า การดื่มเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมกันในฤดูร้อนนี้ มีกรดออกซาลิก อันเป็นสารเคมีก่อผลึกเล็กๆ ของแร่ธาตุและเกลือ ปนอยู่ในปัสสาวะ ซึ่งอาจจะโตขึ้น จนไปเกาะติดอยู่กับท่อปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะได้
ดร.จอห์น มิลเนอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แผนกโรคทางเดินปัสสาวะชี้ ว่า “ยิ่งผู้ที่โน้มเอียงชอบเป็นนิ่วในไตเกือบทุกแบบอยู่แล้ว ชาเย็นนับเป็นเครื่องดื่มที่แสลงมากที่สุด” และเสริมว่า “ผมเองก็ชอบดื่มเหมือนกัน แต่อย่าไปดื่มมาก เช่นเดียวกับของอย่างอื่น การยึดทางสายกลางไว้เป็นดีที่สุด”
“ผู้คนมักจะบอกแนะกันว่า ให้ดื่มน้ำมากๆ เมื่ออากาศร้อน และคนหลายคนก็เลือกดื่มชาเย็น เพราะแคลอรีน้อยและรสชาติดีกว่าน้ำ แต่เมื่อนึกถึงนิ่วในไต ก็ควรจะต้องระวังโทษไว้”
ปกติแล้ว ผู้ชายจะเป็นนิ่วในไตง่ายกว่าสตรีถึง 4 เท่า โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 40 ปีไปแล้ว แต่สตรีวัยทอง ซึ่งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และยิ่งเคยตัดรังไข่มาแล้ว ก็ควรจะต้องระวังด้วย


ภาพประกอบ : อินเทอร์เน็ต
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

วิจัยชี้เสพยา "คลับ ดรักส์" เชื่อช่วยผอมบาง-ผิวพรรณขาว

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผลวิจัยพบกลุ่มเสพยา"คลับ ดรักส์" เหตุเพราะเข้าใจผิดมหันต์ว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพน้อยทำให้ผอมบาง-ผิวพรรณ ขาว-ปรับสถานภาพทางสังคให้สูงขึ้น ชี้ผลเสียอื้อ ความจำลดน้อยลง ซึมเศร้า เสียการเสียงาน ครอบครัวพัง

วิจัยชี้เสพยา "คลับ ดรักส์" เชื่อช่วยผอมบาง-ผิวพรรณขาว

นางสำเนา นิลบรรพ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หนึ่ง ในคณะผู้วิจัย กล่าวว่าสถาบันธัญญารักษ์และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการวิจัยเรื่อง "กระบวนการเสพและผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและครอบครัวของผู้เสพยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันธัญญารักษ์ และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่"เพื่อศึกษากระบวนการเสพ ผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและครอบครัวจากการเสพยาเสพติดของผู้เสพยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs(คลับดรักส์) เช่น ยาไอซ์ ยาอี เป็นต้น

โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เสพยาเสพติดกลุ่มคลับดรักส์ ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันธัญญารักษ์ และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่ จำนวน 123 คน ด้วยการตอบแบบสอบถามและสัมภาษณ์ จำนวน 47 คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้ยาคลับดรักส์โดยตรง และกลุ่มที่มีประสบการณ์การเสพใช้ยาเสพติดชนิดอื่นมาก่อน

ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยราว 25.4 ปี สถานภาพโสด จบการศึกษาระดับมัธยมต้น ไม่ได้ประกอบอาชีพ ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพจะมีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ยาเสพติดกลุ่มคลับดรักส์ที่เสพส่วนใหญ่คือ ยาไอซ์ ร้อยละ 99 ปริมาณที่เสพต่อวัน เฉลี่ย 0.99 กรัม เสพทุกวัน ระยะเวลาที่เสพจนถึงปัจจุบันเฉลี่ย 2.9 ปี มักจะเสพที่ห้องพักหรือเช่าโรงแรมเสพ ในกลุ่มที่ใช้ยาคลับดรักส์โดยตรง ให้เหตุผลในการเสพว่า อยากลอง เพื่อความสนุก เพื่อนชวนต้องการให้มีรูปร่างผอมสวยและผิวขาว และความจำเป็นต้องเสพเพื่อประกอบอาชีพ

ส่วนกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการเสพยาเสพติดชนิดอื่นมาก่อนให้เหตุผลว่า อยากลองเพื่อนชวน และมีคนแนะนำให้ใช้ ทดแทนยาบ้ามีผลกระทบต่อสุขภาพน้อย และคุ้มค่าราคาถูกกว่ายาบ้า ส่วนสาเหตุของการเสพยากลุ่มคลับดรักส์อย่างต่อเนื่อง เกิดจากรู้สึกติดใจในรสชาติ เชื่อว่ายาเสพติดช่วยเพิ่มความขยันอดทน มีความมุ่งมั่นในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทำให้รูปร่างผอมบางและผิวพรรณขาว ปรับสถานภาพทางสังคมให้สูงขึ้น และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
นางสำเนา กล่าวด้วยว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเสพติดกลุ่มคลับดรักส์ ด้านร่างกาย ส่วนใหญ่ผอมหรือน้ำหนักลดลง ทรุดโทรม และความจำลดน้อยลง ด้านอารมณ์ และพฤติกรรม หงุดหงิด โมโหง่าย ใจร้อนขึ้น และตื่นเต้น ตกใจง่าย ด้านการเรียนหรือการทำงาน ขาดความรับผิดชอบต่อการงานหยุดเรียนหรือขาดงานบ่อยครั้ง และไปทำงานหรือไปเรียนสาย อาการทางจิตประสาทที่พบมากที่สุดคือ อาการซึมเศร้า โดยจะเกิดเป็นบางครั้งรองลงมาคือ อาการหูแว่ว และหวาดระแวง จะเกิดเฉพาะเวลาที่เสพยา






ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ชุมเห็ดไทย ช่วยให้นอนหลับสงบ ขับระบาย แก้กลากเกลื้อนได้ดี | PG&P

ชุมเห็ดไทย หรือ Foetid Cassia ไม้พุ่มต้นเล็กๆ ที่มักขึ้นแทรกตามดงหญ้าข้างทาง จึงมักถูกดายทิ้งไปพร้อมหญ้า  น้อยคนนักที่จะรู้ว่าชุมเห็ดไทยเป็นยาช่วยให้นอนหลับและช่วยสงบประสาทได้ เป็นอย่างดี
ชุมเห็ดไทยเป็นพืชในวงศ์ Leguminosae (Caecalpinoideae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าSenna tora (L.) Roxb. ตามท้องถิ่นต่างๆ มักเรียกชื่อแตกต่างกันไป อาทิ ชุมเห็ดควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก (ภาคกลาง) พรมดาน (สุโขทัย) ลับมือน้อย (ภาคเหนือ) หญ้าลึกลืน (ปราจีนบุรี) กิเกีย หน่อปะหน่าเหน่อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)  เป็นไม้ทรงพุ่มตั้งตรง ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาลแดง ไม่มีขน ใบเรียงตัวแบบขนนกปลายคู่ ใบย่อยรูปไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมแบบติ่งหนาม ไม่มีขน ผิวใบสีเขียวเข้ม นุ่ม หน้าใบไม่มีขน หลังใบมีขนละเอียดปกคลุมหนาแน่น ขอบใบมีรอยหยักแบบขนครุย ใบมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย
ดอกชุมเห็ดไทย ออกที่ซอกใบ เป็นกระจุก ดอกเดี่ยวมีก้านช่อดอกออกจากจุดเดียวกัน ผลออกเป็นฝักและเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย และจะแบนทั้งสองด้าน จะปกคลุมไปด้วยขนอ่อนนุ่มสั้นๆ ภายในฝักนั้นจะมีเมล็ดประมาณ 20-30 เมล็ด เมล็ดจะเป็นรูปทรงกระบอกแบนเล็กน้อย ผิวนอกจะเรียบเป็นมันสีเขียวออกน้ำตาล ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นพืชที่ปลูกง่าย ขึ้นได้ทั่วไปในดินทุกชนิด ปลูกได้ตลอดทั้งปี ไม่ชอบที่ร่ม ปลูกโดยการเพาะกล้าก่อน
ในตำรายาไทยได้บันทึกถึงสรรพคุณการใช้ประโยชน์ของส่วนต่างๆ ไว้ คือ ใบ รสเมา เป็นยาระบาย เมล็ด รสขมเมา รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย ขับปัสสาวะ แก้ตาแดง ตามัว ขับอุจจาระ แก้ตับอักเสบ ตับแข็ง บำรุงกำลัง รู้ถ่ายรู้ปิดเอง ลดความดันเลือดชั่วคราว คั่วชงน้ำกินบำรุงประสาท แก้นอนไม่หลับ  บดผสมน้ำมันพืชทาแก้หิด กลากเกลื้อน ทั้งต้น รสเมา แก้ไข้ ขับพยาธิในท้อง แก้ไข้หวัด กล่อมตับ ทำให้ตาสว่าง
ข้อมูลการวิจัยพบว่า ในเมล็ดและใบมีสารพวก anthraquinone หลายชนิด มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดการขับถ่าย และในเมล็ดมีกรดครัยโซเฟนิค (chrysophanic acid 9 inthrone) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง โดยมีการทดลองทางคลินิกทั้งของไทยและจีน พบว่า สารสกัดจากเมล็ดด้วยน้ำ มีผลต่อการลดความดันเลือด
วิธีการนำไปใช้ประโยชน์ สามารถทำได้หลายวิธี ช่วยได้ทั้งในเรื่องของการนอนหลับการขับถ่ายเมื่อเกิดภาวะท้องผูกและกลาก เกลื้อนและโรคผิวหนังก็ใช้ได้เหมือนกับชุมเห็ดเทศ
- ช่วยให้นอนหลับ และใช้เป็นยาระบาย โดยใช้เมล็ดชุมเห็ดไทย คั่วให้ดำเกรียมเหมือนเมล็ดกาแฟ แล้วทำเป็นผง ชงน้ำร้อนอย่างปรุงกาแฟ ดื่มหอมชุ่มชื่นใจดีไม่ทำให้หัวใจสั่น กรณีใช้ดื่มต่างน้ำจะทำให้ง่วงนอนและนอนหลับได้ดี และแก้กระษัยขับปัสสาวะพิการได้ดี
- ใช้แทนยาระบายอ่อนๆ ใช้ใบหรือทั้งต้นประมาณ 1 กำมือ 15-3 กรัม เมล็ด 1 หยิบมือ 5-10 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เติมกระวาน 2 ผล เพื่อกลบรสเหม็นเขียวและเกลือเล็กน้อยดื่มก่อนอาหารเช้าส่วนเมล็ดคั่วให้ เหลือง ใช้ชงเป็นน้ำชาดื่ม
- ลดความดันเลือด ใช้เมล็ดแห้ง 30 กรัม คั่วให้หอม ชงกินแทนน้ำชา
ใบสดใช้พอกเพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้นพอกโรคแก้เกาต์ (Gout) ปวดสะโพก ปวดขา ปวดข้อ แก้โรคกลาก หิด ผื่นคันต่างๆนอกจากนี้ใบเคี่ยวน้ำมันละหุ่ง ทาแก้แผลเรื้อรัง
แก้กลากเกลื้อน ใช้ใบย่อย 10-20 ใบสดๆ ตำให้ละเอียด ผสมเหล้าโรงเล็กน้อย ทา กลากเกลื้อนวันละสองสามครั้ง
ราก ตำให้ละเอียดผสมน้ำปูนใส พอกแก้กลาก
สมุนไพรที่เราไม่รู้จักก็มักจะไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ ไม้ประเภทหญ้าหรือวัชพืชจึงมักถูกตัดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย อยากให้คนไทยช่วยกันศึกษาเรื่องต้นไม้ใบหญ้าให้มากๆแล้วจะได้รู้จักประโยชน์ และสรรพคุณเพื่อจะได้ช่วยกันต่อยอดการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรเพื่อ การพึ่งตนเองได้อย่างปลอดภัยและใช้ทรัพยากรใกล้มือหรือที่มีอยู่ใกล้ตัวให้ เกิดประโยชน์ได้อย่างจริงจัง



ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เปลี่ยน 7 สิ่งสร้างสุขเพื่อแม่ | PG&P

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ร่วมกับศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ รณรงค์ทำดีเพื่อแม่โดยแนะให้เปลี่ยน 7 อย่างสร้างสุขให้แม่

แนะ!!เปลี่ยน7สร้างสุขให้แม่วิธีง่ายๆสไตล์อายุรวัฒน์

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าว ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ที่ทุกคนระลึกถึงพระคุณของแม่โดยการทำดีเพื่อเป็นการตอบแทนคุณท่าน ซึ่งขอแนะนำให้เปลี่ยน 7 อย่างสร้างสุขให้แม่ ด้วยวิธีง่าย ๆ สไตล์อายุรวัฒน์ โดยให้มีวิถีชะลอวัย โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยไปตามวัยเสมอ ดังนี้คือ 1. เปลี่ยนอาหาร ผู้ที่เป็นมารดามักต้องเสียสละร่างกายส่วนหนึ่งเพื่อไปสร้างเป็นร่างกายลูก น้อย ส่วนหายไปทำให้คุณแม่ทรุดโทรมได้เมื่อถึงวัยหนึ่ง การเปลี่ยนอาหารช่วยคุณแม่นั้นขอให้เริ่มที่ ชา,กาแฟ,น้ำอัดลม,น้ำหวานและแอลกอฮอล์ ขอให้เป็นน้ำเพื่อสุขภาพนั่นคือ “น้ำเปล่า” และ “น้ำผักผลไม้ปั่นทั้งกาก” ส่วนในเรื่องมื้ออาหารขอให้ทานแบบไม่ต้องหนักทั้ง 3 มื้อก็ได้ ปรับมื้อเย็นให้เบาลงเป็นสลัดหรือผักน้ำพริกไม่มีข้าว เอาอาหารแคลเซียมสูงเติมเข้าไป อาทิ เต้าหู้,งาดำและปลาเล็กให้คุณแม่รับประทาน “เติมกระดูก” ให้ลูกควงแขนเดินเล่นได้นานๆ

2.เปลี่ยนน้ำดื่ม การดื่มน้ำแบบคุณแม่ต้องเลือกดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ น้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่คุณแม่หลายท่านไม่คุ้นชิน การกินน้ำชา,กาแฟหรือน้ำแร่นั้นก็เป็นเรื่องนานาจิตตังสุดแต่คุณแม่นิยมครับ แต่หลักการก็คือให้มีน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อบำรุงสมองและหัวใจของคุณแม่ให้ไม่เสื่อมไวจากการอักเสบตามวัย 3.เปลี่ยนการนอน คนเมื่อถึงวัยคุณแม่แล้วมักบ่นว่านอนได้น้อยลงหรือไม่ก็ตื่นไวขึ้น การนอนที่ดีของคุณแม่ขอคุณลูกแค่แอบสังเกตว่า “นอนกลางวัน” หรือไม่ถ้าใช่ให้ชวนคุณแม่ทำกิจกรรมอื่นแทนการนอน ถ้ายังไม่หลับอีกก็ให้หา “น้ำเชอรี่”, “ขี้เหล็ก”, “มะตูม” หรือชาคาโมไมล์อุ่นท้องมาให้คุณแม่รับประทานจะช่วยได้มาก

4.เปลี่ยนการนั่ง คุณแม่หลายท่านมีเรื่อง “น้ำหนักเกิน” จากการไม่ค่อยลุกเดิน ขอให้ชวนคุณแม่มาลุกเดินรอบบ้านบ้างหรือเปลี่ยนโลเคชั่นสวยๆ นอกบ้านให้คุณแม่รู้สึกอยากเดิน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ “ข้อเข่า” และ “ข้อสะโพก” มีปัญหา แต่ถ้ามีคุณแม่ที่ขยันไม่หยุด เดินทั้งวันก็ขอให้คุณลูกดูอย่าให้ท่านั่งท่า ขัดสมาธิ,พับเพียบ,ยองๆ และคุกเข่าบ่อยเกินไปเพราะทำลายข้อได้

5.เปลี่ยนข้อไหล่ข้อเข่า นั่นคือเปลี่ยนให้คุณแม่ได้พักร่างกายบ้าง อย่างการหิ้วของหนักหรือยกของจนข้อไหล่และหลังแทบพังนั้นขอให้เว้นไว้เลย เพราะคุณแม่อาจมีปัญหากับ “โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)” หรือกระดูกบางระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ลองคิดง่ายว่าตั้งแต่เราเกิดมาก็มีแม่คอยอุ้ม ครั้นโตขึ้นแม่บางท่านต้องช่วยหิ้วกระเป๋าหนังสือ เมื่อเติบใหญ่ทำงานได้แล้วคุณแม่ก็อาจยังต้องคอยช่วยดูแลกิจการ ช่วยยกข้าวของหรือซักผ้าทำงานบ้านเพื่อให้ลูกสบายขึ้น ขอให้จับมือคุณแม่ไว้แล้วช่วยให้ท่านเบาแรง 6.เปลี่ยนหัวใจ ในที่นี้หมายถึงจิตใจข้างในของคุณแม่ต้องแก้ที่ “เครียด” ด้วย ในผู้ใหญ่เราพบภาวะเครียดเก็บไว้ข้างในจนกลายเป็น “ซึมเศร้า (Depressive mood disorder)” ได้มาก หากมีอาการเหงาๆ เงียบๆ ไปขอให้ลูกๆ เข้าไปทัก นอนตัก นั่งนวด ลูบเนื้อตัวให้คุณแม่ แค่นี้ก็ช่วยล้างพิษพิชิตเครียดในหัวใจคุณแม่ได้แล้ว เปลี่ยนให้ความเครียดนั้นกลายเป็นความสุขตามประสาแม่ลูก

7.เปลี่ยนรัก ให้คุณแม่ได้พักบ้าง เพราะความรักของแม่นั้นเป็นอนันต์ ทุกๆ วันแม่มีแต่คอยรักและห่วงลูกจนเมื่อแม่ย่างเข้าวัยอาวุโสขึ้น แม่จะรู้สึกว่าต้องฝืนร่างกายดูแลลูกทำกับข้าวหรือดูแลบ้านเพื่อลูกเพราะคำ ว่า “รัก” คำเดียวเท่านั้น ข้อนี้สำคัญครับคือขอให้ลูกเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรักแม่อย่างที่แม่ทำบ้าง ให้แม่วางภาระงานลงแล้วหาคนมาช่วยทำงานบ้าน โดยตัวลูกเองลงมาชวนคุณแม่ทำกิจกรรมเล็กๆน้อยด้วย กันพอให้ไม่เหงาเช่น ทำกับข้าวให้แม่กิน, ชวนแม่ทำสวนหรือชวนกันเดินเล่นกวาดพื้นแถวซอยบ้าน

สำหรับเรื่องการ “เปลี่ยน” นั้น น.พ.กฤษดา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกทุกคนจะทำให้คุณแม่ได้ เพราะดวงใจของคุณแม่ก็คือลูก ลงถ้าลูกเป็นห่วงและขอร้องแล้วก็เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่คงพร้อมที่จะทำอย่าง ปลื้มใจที่สุด แต่ก็ขอให้อย่าเพิ่งหยุดการเปลี่ยนนี้ที่แค่คุณแม่ เพราะตัวลูกเองก็อาจ “เปลี่ยน” ให้คุณแม่มีความสุขได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนสำคัญที่มอบเป็นของขวัญในวันแม่ได้ก็คือ เปลี่ยนการดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, เปลี่ยนการกินเที่ยวดึกๆ หรือเปลี่ยนตัวตนเป็นคนขยันช่วยคุณแม่ให้ไม่ต้องเหนื่อยตลอดชีพ เพราะความสำคัญอยู่ที่ “รักจากลูก” นั่นเองที่ทำให้แม่ไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงรักที่ทำให้ “เปลี่ยน” นี้จะทำให้แม่มีสุขภาพดีอยู่กับลูกไปนานแสนนาน







ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

มาปล่อยวางความโกรธเพื่อสุขภาพกันเถอะ | PG&P

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มาปล่อยวางความโกรธเพื่อสุขภาพกันเถอะ
เมื่อเอ่ยถึงการเป็นคนโกรธง่าย หรือก็คือ "ใจ" ถูกกระทบได้ง่ายมากจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีนิสัยเช่นนี้อาจทำให้ชีวิตของใครหลายคนเจอปัญหาได้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินสะดุดหินหกล้มก็โกรธหิน ขับรถตกหลุมก็โกรธคนทำถนน ฝนตกก็โกรธฟ้า ราคาทองร่วงก็โกรธรัฐบาล ฯลฯ สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ต้องหาทางโวยวายออกมา
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่คนมักโกรธอาจยังไม่ทราบก็คือ อันตรายที่จะเกิดแก่สุขภาพของตนเองจากการสะสมความโกรธเอาไว้มาก ๆ เมื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียค้นพบว่า คนที่ไม่สามารถ "ปล่อยวาง" ความโกรธได้นั้น อาจต้องพบกับภาวะความดันโลหิตเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วได้ และหากคนเหล่านั้นเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ป่วยด้วยโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดอุดตัน ก็อาจมีอันตรายต่อสุขภาพได้นั่นเอง
การวิจัยครั้งนี้ได้ทดสอบกับอาสาสมัครกว่า 200 คนที่ติดตั้งเครื่องวัดความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เริ่มแรก อาสาสมัครทั้งหมดถูกกำหนดให้คิดถึงการที่พวกเขาถูกทำร้าย หรือถูกกระทำรุนแรงโดยเพื่อนของพวกเขาเอง จากนั้น อาสาสมัครกลุ่มแรกจะถูกกระตุ้นให้คิดถึงความโกรธที่เกิดขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งถูกกระตุ้นให้คิดบวก และพยายามให้อภัย การทดสอบนี้ใช้เวลา 5 นาที จากนั้นจะมีการหันเหความสนใจของอาสาสมัครจากการคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ
ผลก็คือ กลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดความโกรธนั้นมีการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิตสูงสุด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้อภัย ซึ่งในระยะยาว อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ หรือเส้นเลือดอุดตันได้
ดังนั้น ถ้าหากทำได้ การให้อภัย ไม่โกรธ ไม่เกลียดผู้ที่กระทำไม่ดีต่อเรา อาจเป็นอีกหนึ่งของขวัญที่เราในฐานะมนุษย์จะสามารถมอบให้แก่ตนเองได้อีกทาง หนึ่งด้วย


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

อึ้ง! คนกรุงรู้จักผัก 8 ชนิด เหตุบริโภคน้อยลง | PG&P

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผลสำรวจพบคนกรุงรู้จักผักแค่ 8 ชนิด เหตุกินผัก ผลไม้น้อยลง ส่งผลผักพื้นบ้านเริ่มสูญหาย เพราะเน้นผลิตผักแบบอุตสาหกรรมโดยใช้สารเคมีมากขึ้น สสส.เร่งฟื้นระบบอาหารปลอดภัย จัดเทศกาล "กินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1" เพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศไทย

เทศกาลกินเปลี่ยนโลก

วันนี้ (4 ส.ค.) ที่สวนสันติชัยปราการ รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลกินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1” Taste of food ซึ่งจัดโดย มูลนิธิชีววิถี (BioThai) แผนงานความมั่นคงด้านอาหาร ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2561 ดัชนีของราคาอาหารของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งจะกระทบต่อความมั่งคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยเริ่มประสบกับปัญหาราคาอาหารแพงมาระยะหนึ่ง และพบว่ายังมีปัญหาโภชนาการด้วย จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด พบว่า มีคนไทยอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน โดยเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 12 ปี จะมีความอ้วนสูงถึง 40% ในจำนวนนี้เมื่อเจาะหาไขมันในร่างกายพบ 70% มีปัญหาไขมันสูงเกินมาตรฐาน สถานการณ์นี้ทำให้แต่ละปีต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาโรคปีละหลายแสนล้านบาท

รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป จากการสำรวจพบประชาชนอาศัยในเขตเมือง รู้จักชนิดของผักเพียง 8 ชนิด โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่เลือกรับประทานผัก ผลไม้ น้อยลง และหันไปรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วนแทน ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่สำหรับผักพื้นบ้าน ความหลากหลายของอาหารท้องถิ่นลดลง ขณะที่ผักทางการตลาดและอุตสาหกรรมกลับสูงขึ้น และพบว่ามีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค พบว่าเกษตรกรไทย 60% มีสารปนเปื้อนตกค้างในกระแสเลือดแสดงถึงการใช้สารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่า ปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยกินเพียง 3 ส่วน จาก 5 ส่วน โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนบริโภคผักเพียง 2 ส่วนเท่านั้น ขณะที่สินค้าทางการเกษตรมีการใช้สารเคมีทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเกิดปัญหาปนเปื้อนในผักผลไม้ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“ความปลอดภัยของอาหาร และโภชนาการที่ดีจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย และอร่อย โดยเลือกรับประทานอาหารจากท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย และมีราคาไม่แพง ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (from farm to table) ที่ผู้บริโภคจะไม่ถูกทำลายสุขภาพ เกษตรกรรายย่อยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และระบบอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยให้ได้” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

สำหรับเทศกาลกินเปลี่ยนโลก จัดโดย สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างความเข้าใจระบบนิเวศอาหารที่หลากหลาย เพื่อสร้างการตระหนัก และรับรู้เรื่องอาหารปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจงาน ได้แก่ นิทรรศการเส้นทางกะปิ นำเสนอกระบวนการผลิตกะปิแบบธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, ระยะทางของผัก นำเสนอระยะทางตลอดการเดินทางของผักจากแปลงสู่ปากผู้บริโภค และสวนผักคนเมือง City Farm ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเมืองหันมาปลูกผักที่สดสะอาดปลอดภัยไว้กินเอง รวมถึงซุ้มฝึกลิ้น ที่จะชวนชิมอาหารเปรียบเทียบรสระหว่างอาหารสดเครื่องปรุงรสน้อยๆ กับอาหารปรุงรส ปรุงแต่งอย่างหนัก เพื่อให้รู้จักและแยกรสต่างๆ ของอาหารได้ โดยระหว่างงานจะมีผู้ผลิตจากหลากหลายระบบนิเวศเข้าร่วม อาทิ เกษตรอินทรีย์ จ.เชียงใหม่ ที่จะยกตลาดผักอินทรีย์มาถึงกรุงเทพฯ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์ ที่พาข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์ และน้ำพริกสารพัดรสชาติ มาให้เลือกสรรกันแบบจุใจ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคมนี้ ที่สวนสันติชัยปราการ







ที่มา : หนังสือพิมพ์ astv ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ชุดชั้นในเปียก บ่อเกิดโรค

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

QA: ชุดชั้นในเปียก อับชื้น คันคะเยอ บ่อเกิดโรค?

Question ชุดชั้นในอับชื้นจากฝน บ่อเกิดโรคอะไรได้บ้างคะ?

Answer โดย นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

ชุดชั้นในเปียก อับชื้น บ่อเกิดโรค

"ผมว่าช่วงหน้าฝนหลายคนคงรู้สึกมีความสุขอากาศเย็นสบาย เพราะมีความชื้นในอากาศสูง ไม่ร้อน แต่บางคนก็กลับรู้สึกรำคาญเพราะเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปไหนมาไหน เฉอะแฉะ รถติด เปียกชื้น ซักผ้าก็แห้งยาก ผู้ชายไม่เท่าไหร่ แต่ผู้หญิงนี่ซิครับ

โดยเฉพาะชุดชั้นในของคุณผู้หญิง ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่เรียกว่าใกล้ตัวผู้หญิงมากที่สุด หากไม่สะอาด หรือเปียกชื้น อับ จะก่อเกิดโรคหรืออาการอะไรกับสาวๆ ได้บ้างล่ะ

อย่างแรกเลยคือ โรคผิวหนัง ซึ่งมาจากเชื้อราในฟองน้ำ เพราะแฟชั่นเสื้อชั้นในแบบเสริมฟองน้ำเป็นที่นิยมมาก ในหน้าฝนฟองน้ำอาจจะแห้งสนิทยาก เช่น ข้างนอกแห้ง แต่ข้างในยังชื้น ทำให้เชื้อราจะแบ่งตัวได้ดี เมื่อสวมใส่จะก่อให้เกิดอาการคันเป็นผดผื่นบนผิวหนังได้

ส่วนกางเกงชั้นในที่อับชื้น จะก่อให้เกิดชื้อราที่ทำให้มีอาการคันในช่องคลอดได้ เชื้อที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอดที่พบบ่อยที่สุด คือ แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งโดยปกติเป็นเชื้อที่อยู่ในช่องคลอดโดยไม่ทำให้เกิดโรค แต่หากใส่ชุดชั้นในที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เชื้อรามีปริมาณมากขึ้นจนก่อโรค ลองสังเกตดูว่า มักจะมีตกขาวออกมาร่วมกับมีอาการคันช่องคลอด

ทว่าชุดชั้นในที่อับชื้นไม่แห้ง จะกลายเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อสวมใส่จะเกิดเหงื่อไคล คือ โปรตีน ไขมัน และอุณหภูมิเหมาะสม แบคทีเรียจะย่อยสลายคราบไคล ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นอับเหม็นติดตัวไปทั้งวัน

อีกทั้งชุดชั้นในที่เล็กเกินไปจะมีการเสียดสีหรือกดทับกับผิวโดยที่เรา อาจไม่สังเกตเป็นเวลานาน เมื่อบวกกับความชื้นของชุดชั้นใน และอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่แผลถลอกได้ เช่น บริเวณสีข้าง บริเวณขอบยาง เป็นต้น

ส่วนการป้องกันนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเลือกใส่ชุดชั้นในที่แน่นคับเกินไป ทำให้การระบายอากาศไม่ดี และควรเลือกเนื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดีไม่อุ้มน้ำ ไม่หนาหนัก เช่น ผ้าฝ้าย และหมั่นตรวจดูชุดชั้นในอยู่เสมอว่ามีจุดเล็กๆ หรือมีรอยของเชื้อโรคหรือไม่ หากมีควรทิ้งทันที ไม่ควรเสียดาย ที่สำคัญควรซักชุดชั้นในให้สะอาดและแห้ง พยายามให้โดนแดดบ้างหรือผึ่งให้แห้งในที่ระบายอากาศได้ดี

หลีกเลี่ยงการสวมใส่กางเกงชั้นในที่อับชื้น หรือเปียกเป็นเวลานาน หากรู้ล่วงหน้าว่าอาจจะเปียกฝน ควรเตรียมไปเผื่อไว้อีก 1 ตัว และเมื่อมีโอกาสควรเปลี่ยนใส่ตัวใหม่ที่แห้งสะอาด

และในกรณีที่อยู่ระหว่างการมีรอบเดือนแล้วเปียกฝน ก็ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทันที หรืออาจเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ซึ่งสามารถจะช่วยให้คุณรู้สึกแห้งสบายไม่เหนอะหนะ

ในกรณีที่มีผื่นคันบริเวณผิวหนัง อวัยวะเพศที่สัมผัสกับชุดชั้นใน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามาทาหรือซื้อยามารับประทานเอง เพราะถ้าไม่หาย กว่าจะมาพบแพทย์อาการอาจลุกลามมากขึ้นและใช้เวลาในการรักษานานขึ้นครับ"







ที่มา :หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ โดยLady Manager

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ปรับโภชนาการสมดุลเด็กขาดสารอาหาร

นักโภชนาการ ชี้ปัญหาภาวะโภชนาการในเด็กกำลังน่าเป็นห่วงเพราะวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้หลายครอบครัวต้องซื้ออาหารจานด่วน

ปรับโภชนาการสมดุลเด็กกขาดสารอาหาร

ทั้งที่มีอาหารที่มีประโยชน์มากมายวางจำหน่ายในท้องตลาด แต่เด็กไทยหลายคนก็ยังบริโภคอาหารไม่สมดุล ดร.ภญ.มาลิน จุลศิริ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คณะเภสัชกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิด เผยว่า ปัญหาภาวะโภชนาการในเด็กวัยซนกำลังน่าเป็นห่วงเพราะวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้หลายครอบครัวต้องซื้ออาหารจานด่วน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดความสมดุลทางโภชนาการ โดยเด็กจำนวนไม่น้อยนิยมบริโภคขนมและดื่มน้ำอัดลมจนติดเป็นนิสัย จากสถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กไทยใช้เงินซื้อขนมเฉลี่ยคนละ 9,800บาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาที่จ่ายเพียงคนละ 3,024บาทต่อปี

"พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง มักเริ่มตั้งแต่วัยก่อนเรียนคือ 4-5ขวบ พอถึง 6ขวบเด็กจะติดเป็นนิสัย และยิ่งโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่ยิ่งมีความยากลำบากในการดูแลเด็ก ทำให้บ่อยครั้งเด็กเกิดปัญหาขาดสารอาหารที่จำเป็น ขณะเดียวกัน เกิดปัญหาของโรคอ้วน ในช่วง 10ปีที่ผ่านมา อุบัติการณ์โรคอ้วนในเด็กไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและตามสถิติดูเหมือนเร็ว ที่สุดในโลก และภายในช่วงระยะเวลา 5ปีที่ผ่านมา ยังพบว่าเด็กไทยมีเชาวน์ปัญญาโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ระดับ 90มีมากถึง 1ใน 4หรือร้อยละ 25"

ดร.ภญ.มาลินบอกอีกว่า การเกิดปัญหาภาวะโภชนาการในเด็ก ถ้าปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่รีบแก้ไขจะส่งผลต่อสุขภาพ ของเด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ โดยจะเกิดปัญหาของโรคเรื้อรังง่ายขึ้น เช่น เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ข้อเสื่อม เป็นต้น

"ปัญหาภาวะโภชนาการในเด็ก แก้ไขไม่ยากเพียงแต่ปฏิบัติการด้วยวิธีการง่ายๆ ด้วยการให้เด็กบริโภคอาหารที่เหมาะสมทุกวันโดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าให้บริโภค อาหารที่มีคุณค่าและในปริมาณที่เพียงพอ ถ้าไม่แน่ใจว่าเด็กจะบริโภคอาหารได้อย่างสมดุลทั้งในด้านคุณค่าสารอาหารและ ปริมาณสารอาหารการให้เด็กบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มเติม เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กมีโอกาสได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการ พัฒนา การได้"

สิ่งไหนที่มากไปก็ไม่ดี สิ่งไหนที่น้อยไปก็ไม่ดี ที่ดีที่สุดคือ เดินทางสายกลาง







ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

นอนกรน...สัญญาณอันตราย

การนอนกรน อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป เพราะปัญหาเรื่องการนอนกรนนอกจากจะสร้างความรำคาญต่อคนนอนข้างๆ แล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบหายใจและอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ กระทั่งส่งผลเสียกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้อย่างเรื้อรัง

นอนกรน...สัญญาณอันตราย

ทั้งนี้มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา โดย นายแพทย์ Jiang He และคณะ พบว่าคนเป็นโรคนอนกรนที่มีการหยุดหายใจมากกว่า 20 ครั้งต่อชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่าคนปกติ และจากการศึกษาพบว่าประมาณ ร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศชาย และเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงด้วยอัตราส่วน 7:1แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเพศหญิง จะมีโอกาสเป็นมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้

รศ.นพ.ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล จากภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว ว่า "การนอนกรน แบ่งได้ 2ชนิด คือ การนอนกรนชนิดไม่อันตราย (Simple snoring) และการนอนกรนชนิดอันตราย (Obstructive sleep apnea หรือ OSA) ซึ่งคนที่นอนกรนชนิดไม่อันตราย มักจะมีอาการนอนกรนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงกรนอาจดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากบริเวณใด ถ้าเกิดเพราะมีเพดานอ่อนหย่อนหรือลิ้นไก่ยาวมักทำให้กรนเสียงดังมาก โดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ถ้ากรนจากการตึงแคบบริเวณโคนลิ้น เสียงมักเบาเหมือนหายใจแรงๆ"  ดังนั้น ความดังของเสียงกรนจึง ไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ แต่ถ้ามีอาการหายใจสะดุด หยุดหายใจเหมือนคนหายใจไม่ออก หรือสำลัก อันนี้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งมักพบในอาการนอนกรนชนิดอันตราย

อาการของโรคนอนกรนชนิดอันตราย นอกจากจะกรนเสียงดัง มีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ต้องลุกไปถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึกแล้ว สมองจะรู้สึกตื้อ คิดอะไรไม่ออกเพราะง่วงนอน ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้า ไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ไม่ได้นอนดึก บางคนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย อาทิ จุกแน่นคอเหมือนมีอะไรติดคอ หูอื้อ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง

คนที่เป็นโรคนอนกรนชนิดอันตราย เมื่อยังหลับไม่สนิทอาจจะเป็นเพียงกรนปกติ แต่เมื่อหลับสนิทจะเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ มีลักษณะของการกลั้นหายใจ ตามด้วยการสะดุ้งหรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศ อาจเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อคืน ซึ่งในขณะที่มีการหยุดหายใจ ออกซิเจนในเลือดแดงจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ปอด และสมอง

ต่อมาเมื่อออกซิเจนในเลือดแดงลดต่ำลงมากจนถึงจุดอันตราย ร่วมกับมีการหายใจที่แรงมาก จนต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจเพื่อพยายามให้ลมหายใจสามารถผ่านตำแหน่ง ที่ตีบตันไปให้ได้ ภาวะนี้จะกระตุ้นให้สมองที่กำลังหลับสนิทอยู่ต้องตื่นขึ้นมา ทางเดินหายใจจะถูกเปิดขึ้น และทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดได้อีก ตอนนี้เองออกซิเจนในเลือดแดงจะกลับมาสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นาน สมองจะเริ่มหลับอีก การหายใจก็จะเริ่มขัดข้องอีกครั้ง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ไปตลอดคืน ทุกคืน ส่งผลให้สมรรถภาพการนอนหลับเสียไป เนื่องจากมีช่วงเวลาของการนอนหลับสนิทน้อยเกินไป ผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด สมอง และปอด จนทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม

การรักษาโรคการนอนกรน ในปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ ลดความอ้วน เพราะจากการสำรวจพบว่า เมื่อน้ำหนักลดลง 10%อัตราการหยุดหายใจก็จะลดลงด้วย ช่วยให้การหายใจดีขึ้น การแลกเปลี่ยนออกซิเจนสะดวกขึ้น ซึ่งการลดความอ้วนนั้น ไม่ควรรับประทานยาลดความอ้วน เพราะจะมีผลมากมาย เช่น ทำให้ใจสั่น และเมื่อหยุดยาก็จะกลับมาอ้วนใหม่ แต่ควรปรับเรื่องพฤติกรรมการกินและออกกำลังกายอย่างเป็นกิจวัตร จะส่งผลดีที่สุด

หลีกเลี่ยงการนอนหงายโดยให้นอนท่าตะแคง เพราะจะช่วยให้หลับดีขึ้น เนื่องจากการนอนหงายจะทำให้ลิ้นตกไปด้านหลังชิดกับ ผนังช่องคอด้านหลัง ทำให้เกิดการอุดตันได้มาก ส่วนการนอนตะแคงจะทำให้ลิ้นไม่ตกไปที่คอด้านหลังมากเกินไป และสามารถช่วยลดอาการกรนได้บ้าง

งดการดื่มสุราเพราะการดื่มสุราจะยิ่งทำให้มีอาการกรน และหยุดหายใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการยุบตัวของทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นและกดสมอง ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อออกซิเจนในเลือดช้า กว่าเดิม นอกจากนี้ยังต้องงดสูบบุหรี่ หรือทำงานหนัก รวมทั้งงดยาบางประเภท เช่น ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เพราะยากลุ่มนี้ มีผลต่อการหายใจขณะหลับ

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคกรนชนิด อันตรายไม่รุนแรง มักนิยมใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ครอบฟันบนและล่าง ทำหน้าที่ยึดขากรรไกรอันล่างให้เลื่อนไปด้านหน้า อุปกรณ์ชนิดนี้จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด

การใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP)จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมี อาการนอนกรนชนิดรุนแรงมาก เครื่องชนิดนี้จะปล่อยแรงดันบวก และทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วย หลับสบาย ซึ่งปัจจุบันการรักษาด้วยเครื่อง CPAP นับว่าได้ผลดี แต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขความผิดปกติด้วยการผ่าตัด

การรักษาโดยการผ่าตัดจะช่วยแก้ไขปัญหาทางเดินหายใจที่ อุดตันขณะหลับ โดยผู้ป่วยควรได้รับการตรวจการนอนหลับ เพื่อยืนยันว่าเป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการผ่าตัดก็จะแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของผู้ป่วย

เช่น การผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อน การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ออก การผ่าตัดเพดานอ่อนโดยเลเซอร์ การผ่าตัดฝังพิลลาร์ การใช้คลื่นวิทยุ การผ่าตัดโพรงจมูก การผ่าตัดเลื่อนคางเพื่อดึงกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้า การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างมาด้านหน้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการตรวจด้วยกล้องส่องตรวจในขณะนอนหลับช่วยระบุตำแหน่งที่ผิด ปกติ เพื่อให้การผ่าตัดแก้ไขมีประสิทธิภาพและยังช่วยลดการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นได้ อีกด้วย

ปัญหาการนอนกรน ที่ใครบางคนอาจ มองแค่น่ารำคาญ หากปล่อยไว้อาจเป็นอันตราย ถึงชีวิต ดังนั้นหากใครกำลังประสบปัญหานี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขก่อนสายเกินไป







ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศหญิงแนะตรวจหาเชื้อ HPV มีความเสี่ยง ช่วยลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ระบุมะเร็งร้ายนี้คร่าหญิงเกือบ 500,000 คนต่อปี หญิงไทย 14 คนต่อวัน

ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศหญิงทั่วโลกร่วมประชุมในงาน Asia Oceania Research Organization on Genital Infections and Neoplasia (AOGIN) ที่ฮ่องกง มีความเห็นร่วมกันให้ทบทวนนโยบาย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในทวีปเอเชีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้นี้ ซึ่งในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายนี้ และครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตลง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ส่วนในไทยข้อมูลสำรวจประชากรไทย พ.ศ. 2553 พบว่ามีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อวัน และไทยติดอันดับ 4 ของกลุ่มประเทศตะวัน ออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิต จากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของมะเร็งชนิดนี้คือ เชื้อไวรัส Human Pa-pillomavirus (HPV) ที่ทำให้เกิดโรคกว่าร้อยละ 99 โดยเชื้อ HPV มี 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรค และสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มสตรีทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสำคัญมากในการที่ จะลดอัตราโรคมะเร็งปากมดลูกในภูมิภาค เนื่องจากการตรวจคัดกรองโดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) เป็นการหาความผิดปรกติของเซลล์ในปากมดลูกมากกว่าการตรวจหาเชื้อ และยังมีเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่เชี่ยวชาญสูงในการแปลผล ซึ่งเวลานี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยตรวจวินิจฉัยเชื้อ HPV ในร่างกายแล้ว

ตัวอย่างเทคโนโลยีนี้รวมถึงโซลูชั่นการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างครบวงจร ของบริษัทโรช ไดแอกโนสติกส์ ที่ตรวจเชื้อ HPV สาย พันธุ์เสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16และ 18และอีก 12สายพันธุ์ได้ในการตรวจเพียงครั้งเดียว ซึ่งการศึกษาในสหรัฐพบว่าสตรีที่มีเชื้อ HPV สาย พันธุ์ 16และ 18มีความเสี่ยงสูงกว่า สตรีทั่วไปถึง 35เท่าในการพัฒนารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก







ที่มา:หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สธ.ห่วงไข้เลือดออก ครึ่งปีมีผู้ป่วยแล้วกว่า 25,000 คน

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สธ.ห่วงไข้เลือดออก ครึ่งปีมีผู้ป่วยแล้วกว่า 25,000 คน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สถานการณ์โรคไข้เลือดออกขณะนี้เป็นปัญหามากกว่าโรคมือเท้าปาก เนื่องจากครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยแล้วกว่า 25,000 คน เสียชีวิตแล้ว 27 คน โดยผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 5-27 ปี ทำให้ต้องเฝ้าระวังทุกกลุ่มอายุ
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรค กำจัดแหล่งน้ำขัง ใส่ทรายอะเบทลงในบ่อน้ำนิ่ง ระวังอย่าให้ยุงกัด หากมีอาการไข้สูง มีจุดสีแดงเล็กขึ้นตามตัว ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน
ข้อมูลสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 274 กรกฎาคม พบว่ามีผู้ป่วยแล้วกว่า 25,000 คน อัตราป่วยอยู่ที่ 36.69 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเมื่อรวมกับปีที่ผ่านมาที่พบว่ามีผู้ป่วยกว่า 68,000 คน โดยภาคกลางพบผู้ป่วยมากที่สุด คือ 9,500 กว่าคน แม้ว่าจะมีอัตราป่วยที่ลดลงจากปีที่แล้ว แต่ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังอันตรายจากโรคที่เกิดขึ้นด้วย


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เตือนป่วยมือเท้าปากห้ามออกกำลังกาย เสี่ยงอาการทรุด

เตือนป่วยมือเท้าปากห้ามออกกำลังกาย เสี่ยงอาการทรุด
สธ.แนะผู้ป่วยมือเท้าปาก ไม่ควรออกนอกบ้านจนกว่าจะหาย ชี้ ทำให้เชื้อแพร่กระจาย เตือนงดออกกำลังกาย เพราะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิต้านทานอ่อนแอลง เอื้อเชื้อโรคทวีความรุนแรงจนอาการทรุดหนัก
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการป้องกันควบคุมโรคมือเท้าปาก ว่า ขณะนี้ สธ.ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ทุกจังหวัด ทั้งด้านการเฝ้าระวังการป่วยทุกพื้นที่ และการป้องกันการนำเชื้อจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานอย่างเข้มข้นทุกพื้นที่ ทำให้พบผู้ป่วยและดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน ลดโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้ในด้านการดูแลรักษา สถานพยาบาลทุกแห่งมีผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ครบถ้วน ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่และดีที่สุด ส่วนผู้ป่วยที่ไปตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล ให้คำแนะนำและพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งอาการป่วยจะค่อยๆ ดีขึ้น และหายได้เองประมาณ 7-10 วัน
นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขอแนะนำให้พักรักษาตัวที่บ้านจริงๆ จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ ไม่ควรเดินทางออกนอกบ้าน หรือเดินทางไปต่างจังหวัด หรือไปในที่ชุมชน หรือไปออกกำลังกาย เพราะเห็นว่าไม่ได้เป็นผู้ป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ เนื่องจากการเดินทาง หรือการออกกำลังกายขณะกำลังป่วย จะทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลียมากขึ้น ร่างกายทรุดโทรม ระบบภูมิต้านทานในร่างกายอ่อนแอเพิ่มไปอีก และทำให้เชื้อโรคที่ไม่รุนแรง มีความรุนแรงและทำให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงขึ้น และการเดินทางของผู้ป่วย จะทำให้เชื้อแพร่กระจายมากขึ้น เนื่องจากเชื้อโรคจะอยู่ในน้ำลายและอุจจาระของผู้ป่วย


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เตือนอย่าตื่นตระหนกโรคไข้สมองอักเสบ

เตือนอย่าตื่นตระหนกโรคไข้สมองอักเสบ

“หมอประเสริฐ” เตือนอย่าตื่นตระหนกโรคไข้สมองอักเสบ ชี้ไทยพบผู้ป่วยและเสียชีวิตทุกปี ระบุเชื้ออีวีเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่พบน้อยมาก วอนอย่ารังเกียจเด็กกัมพูชาหลังตายจากมือเท้าปากในไทย
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค ในฐานะประธานคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและระบาดวิทยา กล่าวภายหลังการประชุมเพื่อหารือแนวทางการสื่อสารสู่ประชาชนเรื่องโรคไข้ สมองอักเสบ การติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 และโรคมือ เท้า ปาก ว่า ในวันนี้เป็นการประชุมเพื่อหารือกรณีการเสียชีวิตของเด็กหนุ่ม อายุ 16 ปี ที่ จ.สระแก้ว ซึ่งแม้ผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการยืนยันว่า พบเชื้อไวรัสเอนเทอโร อีวี 71 แต่เสียชีวิตจากภาวะไข้สมองอักเสบ ทำให้เกิดความแตกตื่น จึงต้องจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ไข้สมองอักเสบเป็นโรคประจำถิ่นของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน พบได้ประปรายทุกปี ไม่มีฤดูการระบาดเฉพาะ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อวัณโรค เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียนอื่นๆ สำหรับเชื้ออีวีก็พบได้บ้างเล็กน้อย เพียงร้อยละ 2-4 ของจำนวนผู้ป่วยโรคสมองอักเสบทั้งหมด ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด และตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 22 ก.ค. มีผู้ป่วยไข้สมองอักเสบที่ได้รับรายงานจากทั่วประเทศจำนวน 334 ราย กระจายในแต่ละกลุ่มอายุ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่และมีรายงานตอลดปี เสียชีวิตรวม 12 ราย และเมื่อย้อนหลังไป 5 ปี ภาพรวมกระทรวงสาธารณสุขมีรายงานผู้ป่วยกระจายทั้งปี เฉลี่ยประมาณปีละ 300-500 ราย เสียชีวิตปีละ 10-12 ราย ไม่พบว่า จ.สระแก้ว และจังหวัดใกล้เคียงมีอัตราการป่วยหรือตายที่สูงผิดปกติกว่าที่จังหวัดอื่น สำหรับในส่วนของโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย พบการรายงานผู้ป่วยไข้สมองอักเสบจากทุกสาเหตุปีละประมาณ 300 ราย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวต่อว่า การควบคุมโรคควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ โดยเฉพาะในส่วนของไข้สมองอักเสบที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่วนไข้สมองอักเสบที่ไม่มีวัคซีนป้องกัน จำเป็นต้องระมัดระวังในการป้องกันเสียชีวิต ด้วยการสังเกตุอาการ คือ มีไข้สูง ซึม อาเจียน หอบเหนื่อย ชัก แขนขาอ่อนแรง ให้รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวอีกว่า การระบาดของโรคมือเท้าปากในประเทศกัมพูชายังคงมีอยู่ และมีการเสียชีวิตอยู่บ้าง โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุคือเอนเทอโรไวรัส 71 สายพันธ์ซี 4 ต่อข้อถามว่า เด็กกัมพูชาอายุ 2 ขวบ 6 เดือนที่เสียชีวิตที่ จ.ระยองนั้น ศ.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า สื่อนำเสนอไปแล้ว เป็นเด็กกัมพูชาที่อาศัยที่ระยองนานแล้ว ถ้าจะป่วยก็คงป่วยในประเทศไทย ส่วนที่สาธารณสุขจังหวัดให้ข้อมูลว่ามีเด็กที่พึ่งกลับมาจากกัมพูชา และมาคลุกคลีกับเด็กเสียชีวิตนั้น ยังไม่มีข้อมูลนี้ ต้องรอทีมสอบสวนโรคจากส่วนกลางซึ่งจะลงพื้นที่เมื่อเช้านี้รายงานเข้ามาก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการด้วยว่าเป็นเชื้อชนิดได้ ทั้งนี้ในกรณีที่เด็กมีอาการโรคมือเท้าปากชัดเจน ไม่จำเป็นต้องนำเข้าคณะกรรมการของตนพิจาณาอีก เพราะคณะทำงานชุดนี้จะพิจารณากรณีที่ก่ำกวมเท้านั้น เมื่อถามว่า คนไทยอาจตื่นตระหนกและไม่กล้าเข้าใกล้เด็กกัมพูชา ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า เป็นโรคไร้พรมแดน ข้ามไปมาระหว่างประเทศ จากจีนไปเวียดนาม กัมพูชา ส่วนประเทศไทยมีโรคนี้อยู่แล้ว ดังนั้นอย่ารังเกียจเด็กไม่ว่าสัญชาติอะไร ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะได้มีมาตรการป้องกันโรคในพื้นที่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามอยากให้รอผลสอบสวนอย่างละเอียดก่อน และจะมีการแถลงให้ทราบต่อไป


ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ผลสำรวจจากทาเคดาเผยพบชาวไทยป่วยเป็น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในประเทศไทย มากถึงร้อยละ 5

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผลสำรวจจากทาเคดาเผยพบชาวไทยป่วยเป็น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในประเทศไทย มากถึงร้อยละ 5

ศาสตราจารย์แพทย์หญิง สุมาลี เกียรติบุญศรี (กลาง) หน่วยโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ (ขวา) ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายแพทย์รัตน์ เชื้อชูวงศ์ (ซ้าย) แพทย์ที่ปรึกษา บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแถลงข่าวเผยผลการสำรวจล่าสุดจาก “ระบาดวิทยาและผลกระทบจากโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังในทวีปเอเชีย” (Epidemiology and Impact of COPD in Asia’ survey หรือ EPIC Asia Survey) พบว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ทว่าผู้ป่วยส่วนมากกลับยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคนี้ จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม และพร้อมเตือนคนไทยว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคร้ายอันเป็นภาระหนักของ ผู้ป่วยในทวีปเอเชีย 
โดยโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งยังทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก เนื่องจากปอดถูกทำลายและเกิดอาการอักเสบ โรคกลุ่มนี้ยังเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่กว่า 65 ล้านคนทั่วโลก ปัจจุบัน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 5 ของโลก และอาจขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ในปี 2573 อีกด้วย โดยในปี 2548 นั้น มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนผู้เสียชีวิตรวมทุกสาเหตุทั่วโลก ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 ในอีก 10 ปีข้างหน้า นอกเสียจากว่าจะมีการจัดการป้องกัน และรณรงค์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะพฤติกรรมสูบบุหรี่ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักของโรค
- ชาวไทยอายุมากกว่า 40 ปี ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ประมาณ ร้อยละ 5
- กว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในประเทศไทยไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้
- 1 ใน 6 ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มอาการรุนแรง ซึ่งรวมถึง:
- ภาวะโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะรุนแรงหรือรุนแรงมาก หรือ
- ตรวจพบว่าเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มีอาการไอ มีเสมหะมาก และยังมีอาการกำเริบเฉียบพลันบ่อยครั้ง (อย่างน้อย 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา)
- มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในไทยต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการกำเริบเฉียบพลันในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา



ที่มา : Press Release
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

'เต้นบัลเลต์-กระโดดเชือก' ช่วยพัฒนาสมอง เสริมหัวใจให้แข็งแรง

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อ ร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหวรวมทั้งรักษาสมดุลภายในร่างกาย ขณะที่ หัวใจ ก็ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้น ทั้ง สมอง และหัวใจจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่ง และควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีที่สุด วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีรูปแบบกีฬา และการออกกำลังกายที่ช่วยพัฒนาสมองให้ฉับไวและเสริมหัวใจให้แข็งแรงมาฝากกัน ด้วยค่ะ

'เต้นบัลเลต์-กระโดดเชือก' ช่วยพัฒนาสมอง เสริมหัวใจให้แข็งแรง

การเต้นบัลเลต์เป็นกีฬาที่น้อยคนนักจะทราบว่าเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยพัฒนาร่างกายและสมองไปในคราวเดียวกัน โดย อ.ดาริณี ชำนาญหมออาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความรู้ถึงประโยชน์ของการเต้นบัลเลต์ว่า เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีแบบแผนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยผู้ฝึกต้องจัดระเบียบร่างกายและกล้ามเนื้อให้ถูกต้องตามหลัก เมื่อฝึกต่อเนื่องเป็นเวลานานร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา ซึ่งการฝึกบัลเลต์ช่วยพัฒนาสมองของผู้ฝึกทั้งด้านความจำและสมาธิ เนื่องจากเป็นการเต้นที่มีท่าทางตายตัว ผู้ฝึกจึงต้องจดจำท่าทางให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีสมาธิและสติเพื่อรับรู้ว่าจัดระเบียบร่างกายได้ถูกต้อง หรือไม่ เมื่อมีสมาธิดี ก็ย่อมทำให้เรียนรู้ได้ไวจดจำสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น อีกทั้งขณะฝึกบัลเลต์ยังได้ฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งมีผลวิจัยออกมาว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองและเพิ่มไอคิวได้ เคล็ดลับสำหรับการฝึกบัลเลต์ในผู้ใหญ่ให้ได้ผลก็คือ ต้องมีความเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ หมั่นฝึกฝนเป็นประจำ และมีความอดทนในการฝึก หากอยากมีสมองที่ฉับไว ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็สามารถฝึกบัลเลต์ได้เพียงแต่อาจใช้เวลาในการ พัฒนาต่างกัน

สำหรับกีฬาที่ช่วยเสริมหัวใจให้แข็งแรง คือ การกระโดดเชือก เป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับทั้งจากประเทศไทยและทั่วโลกว่าสามารถสร้างสุขภาพ ได้จริง ซึ่งจะเห็นได้จากการตั้งชมรมหรือสมาคมกระโดดเชือกในนานาประเทศ รวมไปถึงมีการจัดให้มีการแข่งขันในระดับนานาชาติทั้งในรูปแบบกระโดดคนเดียว และกระโดดพร้อมกันครั้งละหลาย ๆ คน โดย พล.อ.นพ.ประวิชช์ ตันประเสริฐ ประธานโครงการกระโดดเชือกทางเลือกเยาวชนพ้นโรคหัวใจมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ คำแนะนำว่า การกระโดดเชือกเป็นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงและใช้กล้ามเนื้อ เช่น แขน ขา อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้หัวใจเต้นช้าลง สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ครั้งละปริมาณมาก จึงทำให้ปอดขยาย และกักเก็บออกซิเจนได้มากขึ้น นอกจากนี้การกระโดดเชือกยังเป็นการออกกำลังกายที่ต้องอาศัยการทรงตัวที่ดี เมื่อกระโดดเชือกเป็นเวลานาน จึงยิ่งส่งเสริมให้ร่างกายมีการทรงตัวที่ดี และช่วยลดปัญหาหกล้มหรือเดินเซ เมื่อเข้าสู่วัยชราได้ อีกทั้งในขณะที่กระโดดเชือกสายตาและเท้าต้องทำงานประสานกันตลอดเวลา จึงเป็นการเพิ่มความคล่องแคล่ว ว่องไว ให้แก่ระบบประสาทได้เป็นอย่างดี







ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์โดย ทีมวาไรตี้

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

รู้ทันป้องกัน..โรคหัวใจขาดเลือด


สถานการณ์ โรคหัวใจขาดเลือดของคนไทย ปี 2553 พบเสียชีวิตประมาณวันละ 35 คน ส่วนป่วยที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคนี้ในรอบ10 ปีที่ผ่านมา พบเพิ่มขึ้น 3.6 เท่าตัว

รู้ทัน..โรคหัวใจขาดเลือดกันก่อน

ของ หลอดเลือด มีไขมันมาสะสมพอกตัวหนาขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัวจนกระทั่งรูสำหรับการไหลเวียน เลือดตีบตันลงไป เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เป็นผลให้ เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดง ตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด แบ่งเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.ปัจจัย เสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ ผู้ชายอายุเกิน 45 ปี ผู้หญิงอายุเกิน 55 ปี และกรรมพันธุ์ จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

2. ปัจจัยด้านพฤติกรรมซึ่งเป็นปัจจัยที่เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันโรค นี้ได้ถึง ร้อยละ 80 ปัจจัยเสี่ยงด้านนี้ ได้แก่ รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ ไม่สมดุลระหว่างการกินและการออกแรง กินมากเกินพอดี ไม่ถูกสัดส่วน กินอาหารรสเค็ม หวานและมันสูง กินผักผลไม้น้อย  ใช้เครื่องอำนวยความสะดวก เคลื่อนไหวร่างกายน้อย  เครียดเป็นประจำ  การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง  ปัจจัยดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และส่งผลให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา

เรียนรู้...เรื่อง  อาการเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือด

เจ็บ กลางหน้าอกบริเวณเหนือลิ้นปี่ขึ้นมา เล็กน้อย เจ็บแบบจุกแน่น คล้ายมีอะไรมาบีบหรือกดทับไว้ อาการเจ็บมักร้าวไปที่คอหรือขากรรไกรหรือไหล่ซ้าย มักเป็นมากขณะออกกำลังกายหรือทำงาน เป็นอยู่นานครั้งละ 2-3 นาที อาการจะดีขึ้นถ้าได้หยุดพัก หรืออมยา ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ บางคนอาจมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่เหมือนอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน บางคนอาจมีอาการใจสั่น หอบเหนื่อย กล้ามเนื้อ อ่อนแรงร่วมด้วย

รู้ทัน..และปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดให้ไกลตัว

เรา สามารถป้องกันโรคนี้ โดยปฏิบัติตัวลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค โดยใช้เคล็ดลับ "ใส่ใจ 3 อ. บอกลา 2 ส. เพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

3อ. ได้แก่  1อ. กินอาหารถูกสัดส่วน สมดุลกับการใช้แรงของตัวเราเอง เลี่ยงเค็ม หวาน มัน เพิ่มผัก ผลไม้ที่หวานน้อย

2อ. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์  และปรับวิถีชีวิตให้มีการเคลื่อนไหว ไม่นั่ง ทำงานนานๆ ให้ลุกเดิน หรือบริหารร่างกายบ้าง เลี่ยงการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก

3อ. อารมณ์ดี และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

2ส. ได้แก่ 1ส. ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่  2ส. ลดดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสม

เพียง เราปฏิบัติตัวตามเคล็ดลับข้างต้น เราก็จะห่างไกลโรคหัวใจขาดเลือดกันนะค่ะ  และที่สำคัญอีกประการหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์ และควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี นะคะ





ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน โดย ศกลวรรณ  แก้วกลิ่น  และนิตยา  พันธุเวทย์ สำนักโรคไม่ติดต่อ  กรมควบคุมโรค

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ตั้งสติ..ป้องกันอาการ'แพนิค'

ความกลัวหรือความตระ หนกตกใจที่เกิดขึ้นอย่างทัน ทีเหมือนจู่โจมเป็นลักษณะสำคัญของโรคทางจิตเวชโรคหนึ่งคือ โรคแพนิค ซึ่งมีอาการทางกายที่รุนแรงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 3-10 นาที เกิดขึ้นเป็นพักๆ อาจนานถึงครึ่งชั่วโมง โดยเกิดขึ้นร่วมกับความหวาดกลัว

อาการแพนิค

โรคแพนิคพบบ่อยในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ทำให้ความสามารถในการประกอบอาชีพลดลง และความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิดตึงเครียดมากขึ้น ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือโรคร้ายแรง เวียนไปพบแพทย์บ่อยๆ การตรวจร่างกายและการทดสอบพิเศษจะไม่พบความผิดปรกติใดๆ ซึ่งอาการต่างๆ ที่พบนั้นมี 2 อย่างคือ

1.อาการที่เกิดขึ้นแบบจู่โจม (แพนิค) มัก เกิดโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่จึงยากที่จะทำนายได้ ทำให้บางรายเกิดความหวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือกิจกรรมนั้นๆ ที่เคยมีแพนิคเกิดขึ้น

2.อาการแพนิคสงบลง ผู้ป่วยมักตกอยู่ ในสภาพหวาดหวั่น วิตกว่าจะเกิดอาการขึ้นมาอีก ไม่อาจรู้ว่าเมื่อไรและที่ไหน หากผู้ป่วยยิ่งมีความหวาดหวั่นและวิตกกังวลมากเท่าไรก็จะเกิดอาการจู่โจมมาก ขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ป่วยได้ตกอยู่ในวงเวียนของการเกิดอาการแล้ว คือใจเต้นเร็ว รัวลั่นเหมือนตีกลอง เจ็บบริเวณหน้าอก หายใจติดขัด หายใจไม่อิ่ม รู้สึกมึนงง โคลงเคลง เป็นลม รู้สึกชา หรือซ่าตามปลายเท้า ตัวร้อนวูบวาบ ตัวสั่น เหงื่อแตก อ่อนเพลีย คลื่นไส้หรือปั่นป่วนในท้อง ความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน มีการรับรู้บิดเบือนไป ความกลัวอย่างท่วมท้นร่วมกับความรู้สึกสังหรณ์ว่ามีบางอย่างที่น่ากลัวกำลัง เกิดขึ้นกับตัวเอง และเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ กลัวว่าจะตาย ควบคุมตนเองไม่ได้เหมือนจะเป็นบ้าหรือแสดงบางอย่างที่น่าอายออกไป

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคแพนิคได้มาจาก 1.ศูนย์ควบคุมการทำงานของสมองและจิตใจเกี่ยวกับความหวาดกลัวไวต่อสิ่ง กระตุ้นมากกว่าปรกติ 2.กรรมพันธุ์ และ 3.อาการจู่โจมที่เกิดขึ้นครั้งแรก อาจมีความสัมพันธ์กับความตึงเครียดในชีวิต

การรักษา

ในปัจจุบันวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพคือ การรักษาทางยาร่วมกับการดูแลทางด้านจิตใจ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นมากจนหายขาดได้ 7 หรือ 9 ราย ใน 10 ราย โดยอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายหลังเริ่มการรักษาแล้ว 6-8 สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วแพทย์ยังคงให้การรักษาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 6เดือน เพื่อป้องกันการกำเริบของอาการ การหยุดยา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาทันที เพราะจะเกิดอาการของการหยุด ยาหรือมีอาการเก่ากำเริบ คำแนะนำ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

1.ควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย และรักษา

2.ไม่ควรบรรเทาอาการด้วยการเสพสุรา หรือใช้ยานอนหลับ เพราะอาการอาจรุนแรงขึ้นเมื่อหยุดเสพ

3.ลดหรืองดกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนประเภทโคล่าทุกชนิด

4.ออกกำลังกายตามสมควร ตามความสามารถ

5.เมื่ออาการต่างๆ ทุเลาแล้ว ควรออกไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เคยหวาดกลัว

6.ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เพื่อลดระดับของความตึงเครียด

การฝึกการผ่อนคลายสามารถทำได้โดยการนอนหงายตามสบายบนเตียง หรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ทั้งสังเกตและจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้า ไปลึกเต็มที่จนหน้าท้องขยายขึ้น รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้าๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว นับ 1 2 3 ในใจช้าๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆพร้อมทั้งสังเกตและจดจ่อที่การเคลื่อน ไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้องแฟบลง มือทั้งสองลดต่ำลง เมื่อหายใจออกจนหมด นับ 1 2 3 ในใจช้าๆอีกครั้ง และเริ่มหาย ใจเข้าและหายใจออกสลับกันไปเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง

เมื่อมีความชำนาญอาจทำเวลานั่งโดย พิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง วิธีการเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ







 ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข 

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks