น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณภาพชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณภาพชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

ไก่ มีสุข “ธรรมะ ทำให้มองเห็นตัวเอง” | PG&P

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เป็นอีกหนึ่งคนที่หันมาดูแลสุขภาพ อย่างจริงจัง ทั้งสุขภาพกายและใจ สำหรับ “ไก่- มีสุข แจ้งมีสุข”  พิธีกรมากความสามารถจาก รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง เธอบอกว่า “เป็นคนที่มีความสุขกับการกิน  จะตามใจปากมาก แต่ความสุขบางอย่างก็ตามมาด้วยความทุกข์ ถ้ากินตามใจปากมากเกินไปก็เกิดโรคได้”
“แต่ก่อนกินพวกโปรตีนเยอะ ชอบกินอาหารประเภทเนื้อมากๆ ทั้ง เนื้อย่าง ไก่ทอด สเต็ก  ปกติไม่ชอบกินข้าวจะกินขนมปัง หรือ เบเกอรี่แทน ตั้งแต่ทำรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง  รู้สึกว่าต้องใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงเริ่มลดแป้ง ลดโปรตีนประเภทเนื้อ จากเป็นคนไม่ชอบกินผัก ก็หันมาสนใจพยายามคิดว่า กินผักทำให้สุขภาพดีและผิวสวย”

นอกจากจะเอาใจใส่เรื่องอาหารแล้ว “ไก่ มีสุข” ก็ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วย
“เป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้วทั้ง เทนนิส ปั่นจักรยานฟิกเกียร์ จะพยายามปั่นจักรยานให้ได้อย่างน้อยสองวันต่อสัปดาห์  พอเริ่มทำประจำเห็นผลเลยว่า รูปร่างดีขึ้น ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ช่วงบ่าย ทำงานจะไม่รู้สึกเพลียเหมือนแต่ก่อน สองสามปีที่ผ่านมา รู้สึกได้ว่า ชีวิตสดชื่นขึ้น”
สำหรับการดูแลสุขภาพใจนั้น พิธีกรคนเก่งบอกว่า “เป็นคนไม่ชอบเรื่องเครียดๆ  จะพยายามไม่ทำให้สุขภาพจิตเสีย  มีช่วงหนึ่งทำงานหนักมาก งานที่ติดต่อเข้ามาจะรับหมด  เพราะคิดว่าเป็นโอกาสใหม่ๆ ที่ต้องลองทำ ปกติเป็นคนหงุดหงิดยากมาก แต่พอทำงานหนักๆ กลับเป็นคนหงุดหงิดง่ายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จนวันหนึ่งเกิดคำถามกับตัวเองว่า ที่ทำอยู่มีความสุขหรือเปล่า  พอคิดได้ จึงเริ่มเตือนสติตัวเอง จากนั้นก็มีสติในการทำงานมากขึ้น รับงานน้อยลง เพื่ออยู่กับตัวเองมากขึ้น ไปเที่ยว พักผ่อน ให้ร่างกาย จิตใจได้พักบ้าง”
“สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การศึกษาธรรมะ  ถือศีลภาวนา ทำให้มองเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง  สิ่งที่สุขใจที่สุดคือ เมื่อเห็นตัวเองแล้วเรายอมรับตัวเองได้ทุกอย่าง และพร้อมที่จะเปลี่ยน  ทุกวันนี้เรามีสติและรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่  ได้ปล่อยวาง  ได้อยู่กับธรรมมะ สวดมนต์   ซึ่งเป็นเหมือนพลังที่ทำให้จิตใจเราแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุก สถานการณ์” พิธีกรคนเก่งฝากทิ้งท้าย



ภาพประกอบ : อินเทอร์เน็ต

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

จับตา เฝ้าระวัง ยับยั้งอุตสาหกรรมบุหรี่ แนวทางปกป้องสังคมไทยพ้นพิษภัยยาสูบ | PG&P

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“บุหรี่” ตัวการร้ายก่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดลม ปัจจัยหลักที่ทำให้ประชาชนไทยเสียชีวิตจากการบริโภคยาสูบปีละกว่า 42,000 คน และสูญเสียเงินในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมหาศาล เชื่อว่าหลายคนต้องทราบพิษสงของมันดี แม้กระทั่งตัวผู้สูบเอง
ท่ามกลางกระแสณรงค์ต่อต้านการบริโภคยาสูบอย่างต่อเนื่อง โดยภาคประชาสังคมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง แต่อัตราการบริโภคยาสูบของคนไทยกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง และเยาวชน ซึ่งพบว่าเยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ที่อายุน้อยลง จากเริ่มสูบประจำเมื่ออายุเฉลี่ย 18.5 ปี เป็น 17.4 ปี แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำการตลาดของกลุ่มธุรกิจยาสูบ ที่สามารถโฆษณายาสูบเข้าถึงตัวผู้หญิงและเยาวชนได้ง่ายและใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ในขณะที่กฎหมายการควบคุมยาสูบของไทยไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจัง อีกทั้งล้าสมัยตามไม่ทันการตลาดรูปแบบใหม่ๆ  จึงต้องพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานให้สามารถควบคุมสถานการณ์การบริโภค ยาสูบให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาไม่สามารถจะทำได้โดยองค์กรใด องค์กรหนึ่ง ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือ กระทรวงสาธารณสุข, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ และองค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัด ประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 11 เรื่อง “การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ”ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในงาน กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก ได้ให้คำขวัญรณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลกว่า “จับตา เฝ้าระวัง ยับยั้งอุตสาหกรรมยาสูบ” เพื่อส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยได้ร่วมกันรณรงค์เปิดโปงแนวทางกลยุทธ์การตลาด และสร้างกลไกป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมบุหรี่ ให้สังคมได้รู้เท่าทันเพื่อปกป้องเยาวชนและประชาชนไทยจากยาสูบ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่ เพื่อใช้แทน 2 ฉบับเดิม ซึ่งใช้มานาน 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 คือ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และพ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยผนวกให้เป็นฉบับเดียวและปรับบทบัญญัติให้มีความทันสมัย ทันต่อกลยุทธ์การตลาดของบริษัทบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ๆ ที่ออกสู่ท้องตลาด
นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้พูดถึงสถานการณ์การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย ว่า อุตสาหกรรมยาสูบได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการขัดขวางการควบคุมยาสูบในทุก ระดับ โดยรัฐและภาคีเครือข่ายต้องตื่นตัวที่จะต่อกรกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเองได้ลงนามในกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสุขภาพฉบับแรก ที่จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อร่วมเป็นภาคีผลักดันกฎหมายควบคุมยาสูบโลก ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยาสูบก็พัฒนายุทธวิธีในการค้าขึ้นด้วยเช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลกเรียกยุทธวิธีนี้ว่า “การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ” ซึ่งลึกเร้นและรุกหนักขึ้นเป็นลำดับ
“กลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบที่นำมาใช้เพื่อแทรกแซงให้นโยบายควบคุมยาสูบ ทุกระดับอ่อนแอ มีทั้ง การสืบความลับเพื่อประเมินและกำกับฝ่ายควบคุมยาสูบและแนวโน้มทางสังคม การประชาสัมพันธ์เอสร้างความนิยมต่อธุรกิจยาสูบ การให้ทุนกลุ่มการเมืองในการเลือกตั้ง หรือในการดำเนินการกฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจยาสูบ ตลอดจนการแทรกแซงการกำหนดและการปฏิบัติตามนโยบายทั้งด้านสาธารณสุขและด้าน อื่นที่มีผลต่อการควบคุมยาสูบ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมยาสูบยังใช้การจักกิจกรรมในรูปแบบองค์กรธุรกิจเพื่อ สังคม หรือ ซีเอสอาร์เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวกให้กับธุรกิจดังกล่าว รวมถึง การสร้างภาพว่าอยู่ข้างกลุ่มปกป้องเยาวชนจากการใช้ยาสูบ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่คนในสังคมควรตระหนักคือการรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของ บริษัทยาสูบเหล่านี้ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อเปิดโปงกระบวนการดังกล่าว”
นพ.ประกิตกล่าวอีกว่า การยับยั้งอุตสาหกรรมยาสูบต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนตอบโต้การแทรกแซงของ อุตสาหกรรมยาสูบ โดยรัฐบาลต้องดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และตอบโต้กลยุทธ์ มีการบริหารการควบคุมยาสูบอย่างโปร่งใส และกำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพ  เช่น จำกัดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานรัฐกับธุรกิจยาสูบ ห้ามเจ้าหน้าที่และองค์กรรับเงินสนับสนุน เพื่อป้องกันประโยชน์แอบแฝงที่เอื้อต่อธุรกิจยาสูบ รวมทั้งไม่ควรอนุญาตให้โรงงานยาสูบ ผลิตยาสูบราคาถูก ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เยาวชนและกลุ่มคนรายได้น้อย ส่งผลให้มีจำนวนผู้สูบบุหรี่มากขึ้น
ด้าน ผศ.ดร.ปิยะรัตน์ นิ่มพิทักษ์พงศ์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยและวิชาการด้านการควบคุมยาสูบ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า นอกจากการแทรกแซงด้วยกลวิธีต่างๆ แล้ว อุตสาหกรรมยาสูบยังใช้ภาคประชาสังคม เป็นองค์กรบังหน้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมให้แก่ตนเองอีกด้วย อาทิ ชมรม/สมาคมนักสูบ ที่มักอ้างเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของผู้สูบ, การให้ทุนสนับสนุนสถาบันวิจัยบุหรี่และนักวิจัย บิดเบือนและแย้งผลการวิจัยข้อเสียของบุหรี่, การใช้กลุ่มสมาคมผู้ปลูกยาสูบเป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวชะลอการขึ้นภาษี และพันธมิตรทางธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมยาสูบ เช่นธุรกิจบันเทิง ภาพยนตร์ ท่องเที่ยว และสื่อมวลชนบางกลุ่มอีกด้วย
เห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยาสูบมีอิทธิพล และอำนาจมหาศาล อีกทั้งใช้กลยุทธ์การตลาดที่แนบเนียนแยบยล หลอกล่อให้ผู้ที่ไม่รู้เท่าทัน จนทำให้จำนวนนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกัน จับตา เฝ้าระวัง ยับยั้ง อุตสาหกรรมยาสูบ พร้อมทั้งติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนไม่ให้ติดกับดักสินค้าแห่งความตายนี้
สูบบุหรี่ เสพความตาย พ่นพิษร้ายสู่คนใกล้ชิด 

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เหล้า-บุหรี่ ตัวการภาระโรค | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพเป็นอย่างมาก การศึกษาภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย เป็นการวิเคราะห์การสูญเสียด้านสุขภาพ โดยวัดความสูญเสียทางสุขภาพทีมีหน่วยเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียจากการตายก่อนวัยอันควรหรือจากการบาดเจ็บ ความพิการจากปัญหาสุขภาพต่างๆ

ในวงการแพทย์และวิจัยเป็นที่รู้จักกันดีกับหน่วยวัดนี้ที่ชื่อ “DALYs : Disability Adjusted Lift Years” ถ้าเรียกให้ง่ายๆ คือปีสุขภาพดีที่สูญเสียไปนั่นเอง

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการดำเนินการศึกษาพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย มีผลการสำรวจที่น่าสนใจ

ภาระโรคและสุขภาพของประชาชนไทยปี 52

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจกับคำว่า “ภาระโรค” ว่าหมายถึงอะไร

การป่วยและการเสียชีวิต เป็นดัชนีบอกขนาดปัญหาสุขภาพที่คุ้นเคยมานาน ทั้งนี้ความสูญเสียทางสุขภาพยังมีความพิการระดับต่างๆ อยู่ด้วย โรคบางโรคทำให้เสียชีวิตโดยไม่มีระยะเวลาป่วยหรือพิการยาวนาน บางโรคไม่ทำให้เสียชีวิต และมีระยะเวลาป่วยหรือพิการหลายสิบปี ความสูญเสียทางสุขภาพนี้รวมเรียกว่าเป็นภาระโรค (Burden of disease)

ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคฯ ได้จัดสำรวจภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทยจะมีขึ้นทุกๆ 5 ปี โดยทีมวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   ซึ่งปี 2552 เป็นการสำรวจครั้งที่ 3 และจะมีการสำรวจครั้งที่ 4 ในปี 2557

ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เป็นสาเหตุของภาระโรคและการบาดเจ็บของปี 2552 พบว่าปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของการสูญเสียปีสุขภาวะ  เพศชายมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 15.7 จากยาสูบร้อยละ 11.3 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 6.2 การไม่สวมหมวกนิรภัยร้อยละ 5.9 และภาวะคลอเลสเตอรอลสูงร้อยละ 3.1 ส่วนเพศหญิงมาจากดัชนีมวลกายสูง (อ้วน) ร้อยละ 7.7 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 6 การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยร้อยละ 5.4 ภาวะโคเลสเตอรอลสูงร้อยละ 3.3 และ การสูบบุหรี่ร้อยละ 2.2 ทั้งนี้การศึกษาภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงเชื่อมโยงกับอันดับโรคนั้นมีความสำคัญมาก หากสามารถลดปัจจัยเสี่ยงก็จะสามารถลดภาระโรคที่จะตามมาได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับโรคต่างๆ ในอันดับต้นๆ หลายโรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น สำหรับอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยอยู่ที่ 70 กว่าปีขณะที่ค่าเฉลี่ยปีสุขภาพดีจะมีอัตราน้อยกว่านี้

“จากผลวิจัยที่ออกมาทำให้เห็นว่า เพศชายเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุรา สูญเสียปีสุขภาวะดีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอันดับต้นๆ ทำให้เห็นความเสี่ยงของผู้ชายในช่วงวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-29 ปี ที่มีการดื่มเหล้า ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะทำการศึกษาต่อถึงภาระที่หลีกเลี่ยงได้ เราจะป้องกันความสูญเสียได้จากการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เราลดความดันโลหิตของประชากรไทยเฉลี่ยไปได้ก็จะทำให้ลดภาระโรคได้เท่าไหร่ ซึ่งหากเราได้ในส่วนนี้ก็จะใช้ในการนำประชาสัมพันธ์ต่อประชากรต่อไปได้ว่าโอกาสการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคนั้นต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง”

จะเห็นว่าในผู้ชายน่าจะลดการตายก่อนวัยอันควรได้มากจากปัจจัยเสี่ยงที่จะสามารถป้องกันการดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการลดความสูญเสียของผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็ต้องเน้นเรื่องการทำให้น้ำหนักพอดี ทั้งการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร

หากเทียบกับปี 2547 ซึ่งเป็นการสำรวจในครั้งแรกกับปี 2552 นั้น ทพญ.กนิษฐาบอกว่า ความจริงแล้วจะสามารถเทียบได้ในบางส่วน เช่น การเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ นั้น มีอัตราลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีการใช้ยาต้านไวรัสขณะที่ก็ยังมีความสูญเสียทางด้านสุขภาพอยู่ที่ไม่ได้มาจากการเสียชีวิต สำหรับเรื่องการติดสุรานั้นมีผลใกล้เคียงกัน แต่การเกิดโรคเรื้อรังนั้นแน่นอนว่ามีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเพิ่มตามอายุของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป มีเครื่องทุ่นแรงมากขึ้น ทำให้ขาดออกกำลังกาย บริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามหากเทียบกับทั่วโลก สัดส่วนการเกิดโรคก็คล้ายคลึงกับทั่วโลกคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาใหญ่ แต่อุบัติเหตุก็ยังสูง ขณะที่ประเทศเจริญแล้วในส่วนนี้จะลดลง แต่ไปเพิ่มในส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เช่น การบริโภคอาหาร ไขมันและคอเลสเตอรอล เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ผลสำรวจจะออกมาในปีนี้ หรืออีก 5 ปีข้างหน้าจะมีทิศทางอย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะนำผลวิจัยที่ได้รับไปพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพ และการสร้างการตระหนักรู้ของประชากรไทยให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาวะที่ดีในทุกด้าน เพื่อให้อยู่ปีสุขภาพดีที่สูญเสียไปลดลง

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศหญิงแนะตรวจหาเชื้อ HPV มีความเสี่ยง ช่วยลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ระบุมะเร็งร้ายนี้คร่าหญิงเกือบ 500,000 คนต่อปี หญิงไทย 14 คนต่อวัน

ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศหญิงทั่วโลกร่วมประชุมในงาน Asia Oceania Research Organization on Genital Infections and Neoplasia (AOGIN) ที่ฮ่องกง มีความเห็นร่วมกันให้ทบทวนนโยบาย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในทวีปเอเชีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้นี้ ซึ่งในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายนี้ และครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตลง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ส่วนในไทยข้อมูลสำรวจประชากรไทย พ.ศ. 2553 พบว่ามีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อวัน และไทยติดอันดับ 4 ของกลุ่มประเทศตะวัน ออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิต จากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของมะเร็งชนิดนี้คือ เชื้อไวรัส Human Pa-pillomavirus (HPV) ที่ทำให้เกิดโรคกว่าร้อยละ 99 โดยเชื้อ HPV มี 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรค และสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มสตรีทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสำคัญมากในการที่ จะลดอัตราโรคมะเร็งปากมดลูกในภูมิภาค เนื่องจากการตรวจคัดกรองโดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) เป็นการหาความผิดปรกติของเซลล์ในปากมดลูกมากกว่าการตรวจหาเชื้อ และยังมีเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่เชี่ยวชาญสูงในการแปลผล ซึ่งเวลานี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยตรวจวินิจฉัยเชื้อ HPV ในร่างกายแล้ว

ตัวอย่างเทคโนโลยีนี้รวมถึงโซลูชั่นการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างครบวงจร ของบริษัทโรช ไดแอกโนสติกส์ ที่ตรวจเชื้อ HPV สาย พันธุ์เสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16และ 18และอีก 12สายพันธุ์ได้ในการตรวจเพียงครั้งเดียว ซึ่งการศึกษาในสหรัฐพบว่าสตรีที่มีเชื้อ HPV สาย พันธุ์ 16และ 18มีความเสี่ยงสูงกว่า สตรีทั่วไปถึง 35เท่าในการพัฒนารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก







ที่มา:หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สืบสานเจตนารมณ์ อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การจากไปของ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยสูญเสียปูชนียบุคคลสำคัญในด้านการทำงานพัฒนาสังคม ในฐานะผู้มีบทบาทสร้างและพัฒนาแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องมากมายหลายเรื่อง ทั้งทางตรง ทางอ้อม เป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อการพัฒนาโดยชุมชนเป็นหลัก

สืบสารเจตนารมณ์อาจารย์ไพบูลย์

อ.ไพบูลย์ ก่อตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นองค์การมหาชนในเดือนกรกฎาคม 2543 โดยรวมสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) ภายใต้การเคหะแห่งชาติ และกองทุนพัฒนาชนบท ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นผู้บริหาร มีเงินกองทุนที่เกิดขึ้นจากการรวมทุนและงานของสองหน่วยงานจำนวนประมาณ 2,800 ล้านบาท และมีบทบาทหลักในการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองขึ้นเอง ในปี พ.ศ. 2535 และเป็นกรรมการผู้จัดการคนแรก ซึ่งได้วางรากฐานและแนวทางการพัฒนา ขยายการทำงานไปทั่วประเทศจนนำมาสู่การจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในเวลาต่อมา

สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการที่ท่านมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และ การเงิน ท่านได้นำความรู้นี้มาเชื่อมโยงสนับสนุน ออกแบบใช้กับงานพัฒนาชุมชน ทำให้เกิดแนวทาง "การเงินการคลังสังคมและเพื่อการพัฒนา" ซึ่งถือได้ว่าเป็นครู และเป็นผู้นำที่สำคัญที่สุดในการนำเครื่องมือการเงินเพื่อการพัฒนามาเป็น เครื่องมือการพัฒนาของชุมชนสมัยใหม่ ทำให้มิติการพัฒนาชุมชน และขบวนชุมชนในประเทศไทยมีเนื้อหาและการขยายตัวกว้างขวางเกินจากกรอบความรู้ การพัฒนาชุมชนจากเดิมเป็นอันมาก

อาจารย์ไพบูลย์ เป็นนักบริหารจัดการแบบใหม่ ตามแนวทางพัฒนาอย่างแท้จริง ท่านจะไม่ใช้ระบบบริหารสั่งการแบบแนวดิ่ง หรือสร้างชั้นตำแหน่งขั้นตอนตามระบบส่วนใหญ่ที่เป็นอยู่ แต่จะใช้การประชุมร่วมกัน พูดคุย ตัดสินใจร่วมกัน ใช้รูปแบบการบริหารที่ง่าย ไว้วางใจ กระจายอำนาจ สร้างระบบรายงานที่ดี และเป็นแนวราบมากที่สุด

เพื่อระลึกถึงคุณูปการของ อ.ไพบูลย์ องค์กรเพื่อสังคมได้ร่วมระดมความคิดก่อนจะถึงวันพระราชทานเพลิงศพในวัน อาทิตย์ที่ 22 ก.ค. นี้  โดย 50 องค์กร อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิหัวใจอาสา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ร่วมกันจัดงานประชุมปรึกษาหารือ "การสืบสานเจตนารมณ์อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม" ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส เพื่อสืบสานปณิธาน และภารกิจงานด้านสังคมของอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กล่าวเปิดการ ประชุมตอนหนึ่งว่า อาจารย์ไพบูลย์เป็นผู้ที่มีคุณูปการบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย จากที่เคยร่วมงานกันพบว่าท่านเป็นคนไม่พูดจาให้ร้ายใคร  มีหัวใจเคลื่อนไหวเต็มเปี่ยม มีความเห็นอกเห็นใจ ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ และมีความมุ่งมั่นชัดเจน โดยมีอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแบบอย่างในการสานต่อเจตนารมณ์การทำงาน เพื่อสังคม อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีหลักการเจตนาการแก้ไขความยากจน ความยุติธรรมสังคม แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องทำให้ประชาชนเกิดการรวมื้ใปตัว กันโดยใช้เครื่องมือเชิงสถาบัน ซึ่งเครื่องมือนี้ช่วยสร้างให้ประชาชนเกิดการรวมตัวกันเช่นเดียวกับสภา องค์กรชุมชนที่อาจารย์ไพบูลย์จัดตั้งขึ้นมา อย่างไรก็ตามการจะขับเคลื่อนได้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรเครือ ข่ายจากทุกภาคส่วนร่วมด้วยเป็นสำคัญ

"อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเป็นเจ้าภาพเครือข่ายพัฒนาประเทศไทย โดยอาจจะมีการประชุมปีละครั้ง เพื่อต่อยอดเจตนารมณ์อาจารย์ไพบูลย์ ทั้งนี้ ผมเห็นด้วยให้มีการจัดตั้งสถาบันไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รวมทั้ง ขอเสนอให้จัดทำพิพิธภัณฑ์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่บ้านนาคูน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เพื่อใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเพื่อสร้างอุดมคติให้เกิดขึ้นต่อไป" ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

        



ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

“โรคมือเท้าปาก”ภัยร้ายในเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

“โรคมือเท้าปาก” ภัยร้ายในเด็ก

เป็นที่ตื่นตระหนกกันยกใหญ่ เมื่อองค์การอนามัยโลก (ฮู) ประกาศเตือนโรคลึกลับในเอเชียกับการเสียชีวิตของเด็กเขมรจากโรคประหลาด ในเวลาเพียงแค่ 3 เดือนด้วยอาการระบบหายใจล้มเหลว ทำเอาสาธารณสุขต้องตื่นตัวกับเรื่องนี้ว่ามันคือโรคอะไรกันแน่...
ล่าสุด....กระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาและองค์การอนามัยโลก (ฮู) ได้ออกมาแถลงการณ์ร่วมกัน ว่าเด็กที่เสียชีวิตด้วยโรคปริศนาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 55 ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 52คนจากจำนวนเด็กที่ป่วย 59 คน โดยเด็กที่เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 11 ขวบ อีกทั้งผลการตรวจตัวอย่างจากคนไข้ 24 คน พบ 15 คนติดเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 ( อีวี-71) ที่ทำให้เกิด “โรคมือเท้าปาก” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ชนิดรุนแรงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบประสาทที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กเหล่านั้น
ส่วนในประเทศไทยนั้น นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข (สธ.) ออกมากล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 ในประเทศไทย โดยได้มีการแจ้งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ของโรคอย่างใกล้ชิด โดยพื้นที่ที่ให้เฝ้าระวังโรคเป็นพิเศษ คือ ศูนย์เด็กเล็กตามแนวชายแดน ซึ่งจะต้องระมัดระวัง ดูแลเรื่องสุขอนามัยของเด็ก ต้องสอนเด็กล้างมือให้สะอาด ทั้งนี้ โรคนี้ไม่ถือเป็นโรคระบาด แต่พบประปราย
ด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทยเมื่อปี 2554พบ มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อสายพันธุ์นี้ 6คน แต่ในปีนี้เป็นลักษณะกระจาย ไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่ครั้งเดียว ตั้งแต่เดือนม.ค.-สิ้นเดือน มิ.ย.ทั่วประเทศมีรายงานเด็กป่วย 10,813ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยในปีนี้สูงกว่าช่วงเดียวกับปี 2554กว่า 2เท่าตัว แต่ไม่มีการเสียชีวิตเช่นกัน โดยพบว่าผู้ป่วยในประเทศไทยคือ เชื้อไวรัสคอกซากี่ เอ 16และเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71พบได้อย่างละครึ่ง
ซึ่งจริงแล้ว โรคมือ-เท้า-ปาก นี้ เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กซึ่งติดต่อกันง่าย แต่มักไม่รุนแรงและหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัส เอนเทอโร (enterovirus) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ค็อกแซกกีเอ (coxsackie A) ค็อกแซกกีบี ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 โรคนี้ส่วนใหญ่ติดต่อจากการกินอาหาร น้ำดื่ม การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ ค็อกแซกกีเอชนิด 16  ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ที่พบน้อยแต่รุนแรงคือ ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งเป็นต้นเหตุการตายของเด็กเล็กในประเทศต่างๆ ดังกล่าว
โดยอาการที่จะสังเกตได้เมื่อเป็นคือ หลังติดเชื้อ 3-7 วัน เด็กจะมีอาการไข้ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย หลังจากนั้น 1-2 วัน จะมีน้ำมูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่ยอมดูดนม ไม่อยากกินอาหาร เด็กเล็กอาจร้องงอแง เมื่อตรวจดูในปากพบจุดนูนแดงๆ หรือมีน้ำใสอยู่ข้างใต้ ขึ้นตามเยื่อบุปาก  ลิ้นและเหงือก ซึ่งต่อมาจะแตกกลายเป็นแผลตื้นๆ เจ็บมาก ในเวลาไล่เลี่ยกันก็จะมีผื่นขึ้นที่มือและเท้า บางคนขึ้นในฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือแก้มก้น ตอนแรกขึ้นเป็นจุดแดงราบก่อน แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำตามมา มักไม่คันไม่เจ็บ ส่วนน้อยอาจมีอาการคัน อาการไข้มักเป็นอยู่ 3-4 วันก็ทุเลาไปเอง ส่วนแผลในปากมักจะหายได้เอง และตุ่มน้ำที่มือและเท้าจะหายได้เองเช่นกัน ในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย
ถึงแม้จะรู้อาการและสาเหตุของโรคนี้ ปัจจุบันก็ยังไม่มีตัวยาที่ใช้รักษาโดยตรง ทั่วไปแล้วแพทย์จะรักษาตามอาการของผู้ป่วย ทางที่ดีเราจำเป็นต้องดูแลป้องกันตัวเองและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ คนหมู่มาก โดยเมื่อพบเด็กที่ป่วยควรแยกเด็ก ไม่ให้คลุกคลีกับเด็กอื่น เวลาไอหรือจาม ควรใช้ผ้าปิดปาก อย่าจากรดใส่กันล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หลังถ่ายอุจจาระ หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ก่อนเตรียมและก่อนทานอาหารหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด  ขวดนม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของเล่นร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้สุดท้าย ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเข้าปากเพียงเท่านี้เราก็จะ ยับยั้งโรคมือเท้าปาก ไม่ให้แพร่เข้าสู่ตัวเราและคนรอบข้างได้แล้ว
จากข่าวคราวนี้คงบอกกับเราได้ว่าเชื้อโรคอยู่รอบตัวเรามีอยู่มากมาย ทั้งชนิดที่รักษาได้ รักษาไม่ได้ เราคงต้องพร้อมรับมือกับมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาวุธสำคัญที่จะชนะมันคือการมีสุขภาพดี ด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและมีประโยชน์ เริ่มเสียแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาว


เรื่องโดย : ณัฏฐ์ ตุ้มภู่ Teamcontent www.thaihealth.or.th

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด

คลายเครียด เพื่อให้งานเดินต่อ

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ความหงุดหงิดเป็นสัญญาณ เริ่มแรกที่ก่อให้เกิดความ เครียดได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน อย่าให้ความเครียดมาทำร้าย กันอีกเลย ผมขอแนะนำวิธีคลายเครียดในที่ทำงานมาฝากท่านผู้อ่านครับ

คลายเครียด เพื่อให้งานเดินต่อ

1 นาทีเพื่อการเปล่งเสียง

ลองหามุมที่ปลอดผู้คน เปล่งเสียงออกมาให้สุดๆ อย่างที่ใจอยากทำจนสะใจ เพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้น

5 นาทีเพื่อการฟังเพลง

เสียบหูซาวนด์อะเบาท์เข้าสู่โลกส่วนตัวแล้วคลิกเพลงฟัง ควรเป็นเพลงคลาสสิกหรือเพลงบรรเลงนุ่มๆ เพราะจะทำให้อารมณ์เย็นขึ้น โดยมีราย งานการวิจัยจากมหาวิทยาลัย นิวออร์ลีนส์ระบุว่า การฟังเพลง คลาสสิกจะทำให้ผู้ฟังคลายเครียด ได้มากกว่าฟังเพลงประเภทอื่นๆ แต่ถ้าอยากฟังเพลงที่ชอบใจก็ไม่ว่ากัน

10 นาทีเพื่อการจิบชาร้อนๆ

ลองหาเวลาหยุดพักจิบชา ร้อนๆ เช่น ชาคาโมมายส์ เต็มไปด้วยน้ำมันหอมระเหยโปรอะซูลิน มีผลช่วยลดอาการตึงเครียด แล้วปล่อยใจให้ดื่มด่ำไปกับกลิ่นหอมของชา ให้หัวโปร่งโล่งก่อนกลับมาลุยงานหนักต่อไป

15 นาทีเพื่อสมาธิสบาย

ลองปลีกเวลาไปหามุมสงบ สัก 15 นาที นั่งสมาธิหรือนั่งในท่าที่สบายที่สุด หลับตา หาย ใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่าง กาย ลืมทุกเรื่องไปก่อนชั่วขณะ มีสติรู้สึกตัว ถ้าให้ดีควรทำให้ได้อย่างน้อย 15-30 นาที แล้วจะรู้สึกสบายขึ้น มีผลรายงานยืนยันจากสมาคมการบำบัดด้วย สมาธิชี้ให้เห็นว่า การทำสมาธิจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนในระดับที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไป

20 นาทีเพื่อการงีบหลับ

มีผลการวิจัยจาก ดร.เจมส์ มาส ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ มาส ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ผู้แต่งหนังสือ Power Sleep ยืนยันว่าการงีบหลับ 10-20 นาที จะช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระ ชวย และทำงานได้อย่างแจ่มใส

30 นาทีเพื่อการเดินเล่น

ลองเปลี่ยนบรรยากาศ ไปเดินเล่นผ่อนคลายในที่โล่ง ร่มเย็น ระหว่างเดินก็ปล่อย อารมณ์ให้สบายไปกับสิ่งรอบ กาย เช่น ต้นไม้ ดอกไม้สวยๆ ร้านบรรยากาศน่ารัก หรือแสงอาทิตย์ยามเย็น ถ้าไม่สามารถก้าวออกจากโต๊ะทำงานได้ มีวิธีที่ง่ายกว่าด้วยการจัดโต๊ะทำงานใหม่ให้เกิดมุมแปลกตา อาจทำให้ผ่อนคลายได้เช่นกัน

ขอให้ทุกท่านทำงานด้วยความผ่อนคลายสบาย ใจ และสนุกในการทำงานนะครับ







ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข โดยดร.สมสิทธิ์ มีแสงนิล

เม็ดเล็ก...เพิ่มพลังงาน


 
          ใครรู้บ้างว่า “พริก” ที่นับว่าเป็นส่วนประกอบของอาหารหลากชนิดมีประโยชน์มากมาย เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราไปติดตามเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพริกและความเผ็ดกันดีกว่าค่ะ

          ในทางโภชนาการ “พริก” ถือเป็นพืชที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง นอกจากความเผ็ดของพริกที่มาจากสาร "แคปไซซิน" แล้วในเม็ดพริกยังมีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียมและธาตุเหล็กอีกด้วย ประโยชน์ของพริกไม่ใช่เพียงแค่ให้ความเผ็ด แต่พริกยังช่วยเพิ่มสารแห่งความสุข หรือที่คุ้นหูกันดีว่าสาร "เอ็นโดรฟิน" ให้ผู้ที่ชื่นชอบรสเผ็ด อีกทั้งพริกยังบรรเทาอาการเจ็บปวด บรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกก็จะช่วยให้ดีขึ้นอย่างมาก เพราะจะทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง

          นอกจากนั้น พริกยังลดปริมาณคอเรสเตอรอลได้อีกด้วย โดยพริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยในการเผาผลาญ จึงมีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากการกินพริกจะไม่ทำให้รู้สึกว่าอยากความหวาน เหนือสิ่งอื่นใด พริกยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งด้วย และปัจจุบันพริกถูกนำมาทำเป็นเจลใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ เข่าอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เริม และงูสวัดด้วย

          เรียกได้ว่า “พริก” เป็นพืชสารพัดประโยชน์จริงๆ ทีนี้ใครที่ชอบเขี่ยพริกทิ้งแล้วละก็ ลองคิดใหม่ หันมาทานพริกดูบ้าง คงจะดีไม่น้อย
 
 
 
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามดารา

ติดจอเพราะพ่อแม่

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ติดจอเพราะพ่อแม่

เดวิด ชารี่ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย โอเรกอน สหรัฐ อเมริกา เก็บข้อมูลด้านพฤติกรรมของเด็กๆ ในวัย 2-4 ขวบ จำนวน 200 คน โดยให้หนูน้อยวัยกระเตาะเลือกเอาเองว่าจะเล่นกับเพื่อนๆ หรือนั่งดูโทรทัศน์
ปรากฏว่า เด็กที่เลือกกิจกรรมหน้าจอ ส่วนใหญ่นั้นมาจากครอบครัวที่ไม่ค่อยมีเวลา พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ หรือถูกพ่อแม่ละเลย ต่างจากเด็กๆ ที่เลือกวิ่งเล่นกับเพื่อนแทนการดูหนัง ดูการ์ตูน เพราะเด็กที่ขาดความอบอุ่น จะยึดอุปกรณ์สร้างความบันเทิงเป็นที่พึ่งแทนพ่อแม่ ทั้งทีวี วิดีโอเกม คอมพิวเตอร์และมือถือ ช่วยทำให้รู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามีเพื่อน
แต่ในทางกลับกัน ยิ่งเด็กๆ พึ่งพาแก็ตเจ็ตไฮเทคมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งปลีกวิเวก ไม่ยอมเข้าสังคม ไม่รู้จักการปรับตัว จนกลายเป็นเด็กมีปัญหาในที่สุด ซ้ำร้ายเด็กๆ ติดจอ ยังมีปัญหาด้านสุขภาพ สายตาสั้นผิดปกติ อ่อนเพลีย และเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวานได้อีกด้วย


ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด



ไข่ผสมมายองเนสช่วยทำให้ผมแห้งของสาวๆ มีชีวิตชีวา นุ่มสลวยขึ้นด้วย

ไข่ผสมมายองเนสช่วยทำให้ผมแห้งของสาวๆ มีชีวิตชีวา นุ่มสลวยขึ้นด้วย

ฟื้นฟูผมแห้งด้วยไข่

ไข่มีประโยชน์สารพัดจริงๆ ยิ่งเอามาผนึกกับมายองเนส ก็จะช่วยให้ผมที่แห้งของสาวๆ มีชีวิตชีวา โดยกล่าวกันว่า ในสมัยก่อนนั้นคุณย่าคุณยายของเรา ได้ใช้มายองเนสในการหมักผม เพราะเคล็ดลับดังกล่าวนั้น เป็นวิธีที่ช่วยให้ผมของผู้ที่ใช้มีประกายเงางามดกดำ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องตลก ที่ใช้ไข่และน้ำมันในมายองเนสนั้น ทำให้เส้นผมแข็งแรงและมีน้ำหนัก แต่ในปัจจุบันเคล็ดลับนี้ได้ถ่ายทอดมาสู่สาวรักสุขภาพมากขึ้น และมันช่วยทำให้ผมนุ่มสลวยได้จริงๆ







ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เตือนคนอ้วนเสี่ยงโรคสะเก็ดเงิน

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เตือนคนอ้วนเสี่ยงโรคสะเก็ดเงิน


แพทย์ผิวหนังเตือน คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินสูงกว่าคนปกติ ชี้แม้ไม่รุนแรง แต่อาจทำให้ข้อบิดเบี้ยว เสียรูปได้
พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน กรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ยืนยันตรงกันว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อ้วนลงพุง และเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้โรคดังกล่าวจะไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่อาจส่งผลกระทบต่ออาการทางข้อจนทำให้ข้อบิดเบี้ยว เสียรูป จึงต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อควบคู่กันไป
พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าว ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินประมาณ 3-5 แสนราย หรือ 0.5-1% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้ 20% มีอาการรุนแรง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่โรคติดต่อแต่โรคสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ จึงอยากให้สังคมทำความเข้าใจและเลิกรังเกียจผู้ป่วย
“ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีอาการหนักล้วนแต่มีคุณภาพชีวิตไม่ดี ถูกรังเกียจ ตกงาน เพื่อนไม่ยอมรับ ส่งผลต่อความเครียด และมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด” พล.ต.นพ.กฤษฎา กล่าว
ทั้งนี้ อาการของโรคสะเก็ดเงินจะเป็นผื่นแดงนูนหนา มีขุยสะเก็ดเป็นแผ่นๆ มักเกิดบริเวณที่มีการเสียดสี อาทิ ศอก เข่า หลัง บนหนังศีรษะ หรือแนวไรผม หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องผื่นอาจลามไปทั้งตัว โดยผู้ที่มีอายุมากขึ้น จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค เช่น การเกา การดื่มแอลกอฮอลล์ การสูบบุหรี่ รักษาสุขภาพกายและใจให้สมดุล ระวังน้ำหนักไม่ให้อ้วน
สำหรับการรักษา เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามความรุนแรงของโรค ปัจจุบันมีการนำยาที่มีประสิทธิภาพดีมาใช้มากขึ้น


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กินพืช กินผัก

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิชาสุขศึกษาได้สอนเราไว้ว่า ให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่มีข้อสงสัยมากมายว่ากินอาหารครบทุกหมู่แล้วสุขภาพดีจริงหรือความคิด ฝังหัวที่ถูกสอนมาว่าผักเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือพูดง่ายๆ ว่า เมนูผัก เป็นเมนูสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

กินพืช กินผัก

ผักส่วนใหญ่ที่เรากินก็คือใบของพืช หรือบางครั้งก็มีต้น กิ่ง หัว รวมๆ กันเรียกว่าผัก ผักเป็นแหล่งของธาตุอาหารพวกวิตามิน แร่ธาตุบางอย่าง แต่น่าเสียดายที่ส่วนมากถูกทำลายด้วยความร้อนขณะหุงต้ม ทำให้เราได้แต่กากเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกากนั้นเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ หรือ เซลลูโลสนั่นเอง

เซลลูโลสในผัก เป็นกากใยที่เราไม่สามารถย่อยได้ เราจำเป็นต้องเคี้ยวด้วยฟันกรามซึ่งมีลักษณะเป็นฟันบด เพื่อย่อยให้ผักมีขนาดเล็กพอที่เราจะกลืนลงไปได้ พวกวัว ควาย ช้าง มีฟันบดนี้มากกว่าเรา ทำให้กินหญ้าได้ แต่คนก็ยังด้อยความสามารถที่จะกินหญ้า เหมือนวัวควาย เซลลูโลสที่อยู่ในพืช จะถูกกลืนลงไปและเคลื่อนผ่านไปโดยลำไส้เราไม่สามารถย่อยได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นใบผักบุ้งปนออกมากับอุจจาระหลังจากที่กินผักบุ้งไฟแดง เข้าไป

หากผักมีโปรตีน หรือ คาร์โบไฮเดรต ก็จะถูกย่อยดูดซึมไป เหลือแต่กากเซลลูโลสออกมา แต่เซลลูโลสก็ไม่ได้เป็นไฟเบอร์ที่อุ้มน้ำ จึงไม่ได้ส่งผลต่อมวลของอุจจาระ ดังนั้น หากหวังว่ากินผักแล้วจะถ่ายคล่อง ก็ต้องกินผักปริมาณมากๆ เพื่อให้เหลือกากมากพอที่จะขับถ่ายออกมา อย่าหวังว่าผักบุ้งไฟแดงจานหนึ่งจะสร้างความมหัศจรรย์ กำจัดปัญหาการขับถ่ายให้เราได้

ในอดีต เรากินผักกันตามอำเภอใจ แปลว่า ฤดูไหน มีผักอะไรงอกออกมา ก็เด็ดกินกันตามใจ ไม่ว่ากระถิน ผักหวาน สะเดา ฯลฯ ซึ่งมีความหลากหลายมากมายไม่เฉพาะชนิดเท่านั้น แต่ตามฤดูกาลด้วย แต่ด้วยความสามารถในการเคี้ยวที่ไม่ดีนัก เรากินทั้งต้นไม่ได้ ก็เลยกินเฉพาะยอดอ่อนๆ ที่เคี้ยวได้กรุบกรอบเท่านั้น

เมื่อเราเข้าสู่ทุนนิยม ก็เลยมีคนคิดแทนเราว่า ควรกินผักอะไร แล้วเอามาวางให้ในซูเปอร์มาร์เก็ต และสร้างค่านิยมที่ดูเหมือนว่าจะมีผักหลากหลาย แต่ที่จริงแล้ว มีไม่กี่ชนิด ขายวนไปตลอดทั้งปี และเนื่องจากการเคี้ยวของเราไม่ดี ผักทั้งหลายที่วางอยู่ก็เลยมักเป็นผักอวบน้ำ ที่ทำให้คนชื่นชอบ แต่ทราบหรือไม่ว่ากว่าจะได้มาต้องเสียอะไรไปบ้าง

การปลูกผักอวบน้ำต้องใช้น้ำแน่นอน ในการที่ทำให้ผักเติบโต อีกทั้งไม่เพียงแต่คนที่ชอบของอวบๆ แมลงก็ชอบ อีกทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลายที่คัดสรรสิ่งดีๆราคาถูกทุกวันให้คุณ ก็ไม่ยอมรับผักแหว่งๆ ที่ถูกแมลงกิน เกษตรกร ก็เลยจำเป็นที่จะต้องใช้ยาฆ่าแมลงให้แมลงที่นิยมของอวบ เช่นเรา ตายไป

ผักอวบน้ำหลายอย่างเป็นผักที่เป็นกาบ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ก็เลยมีความจำเป็นต้องฉีดเป็นระยะ หรือทุกกาบ เพื่อไม่ให้มีแมลงมารบกวน อีกอย่างก็คือความนิยมกินผักเมืองหนาว อันนี้ก็แปลก อยู่เมืองไทย แต่อยากกินผักเมืองหนาว กินแล้วจะหนาวไหม แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ปลูกยาก โรคของผักเยอะ ราคาแพง ความนิยมแบบไม่ค่อยคิด ทำให้ผักแปลกๆ ต่างชาติพวกนี้เบียดผักไทยริมรั้วจนหายไปหมดสิ้น

เราจึงไม่เคยกินผักเพราะความหลากหลาย หรือ กินผักตามฤดูกาล แต่กินผักตามที่เขามาจัดวางและขายให้เรา หากกินไปนานๆ แมลงวันอาจจะไม่มาตอมตัวเราก็เป็นได้ เพราะเราสะสมยาฆ่าแมลงไว้มากมาย

มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินพืช เป็นอาหารหลัก และเราต้องการความหลากหลายของพืช มากกว่าพืชที่นำเสนอในซูเปอร์เท่านั้น หากเราปลูกพืชริมรั้วไว้บ้าง ก็จะลดค่าใช้จ่าย ลดสารพิษ และชีวิตเป็นสุข ที่ได้กินสิ่งที่เราปลูกเอง







ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ by ipensook

คนชรากับความว้าเหว่ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555


คนชรากับความว้าเหว่ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับคนชราในยุคนี้ หลายคนต้องอยู่กับบ้านตามลำพัง ระหว่างที่รอลูกหลานกลับจากทำงาน หรือบางคนก็ต้องรอนานกว่านั้น เพราะบ้านลูกกับบ้านตนเองอยู่ห่างไกลกัน กว่าที่ลูกหลานจะมาเยี่ยมก็อาจเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดเทศกาล
สำหรับคนชราที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป การอยู่ตามลำพังตัวคนเดียวนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และท่านอาจต้องประสบกับความยากลำบากมากมายในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ การอยู่ตามลำพังอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเหงา ว้าเหว่ขึ้นได้ ซึ่งมีการวิจัยพบว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเผยว่า ความโดดเดี่ยวนั้นเป็นตัวการหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องทนทุกข์ทรมาน และในการศึกษาครั้งนี้ ยังพบว่า มันช่วยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตให้กับผู้สูงอายุในอีกหลาย ๆ ด้าน เช่น ทำให้สุขภาพไม่ดี การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายแย่ลง
จากการศึกษาในผู้สูงอายุ 1,604 คนในประเด็นเกี่ยวกับการอยู่ตามลำพังว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตหรือไม่ พบว่า ผู้สูงอายุ 43.2 เปอร์เซ็นต์จะรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว หากเกิดอุบัติเหตุในขณะที่อยู่ตามลำพัง ไม่มีคนช่วยเหลือ
นอกจากนั้นยังพบว่า การอยู่ตามลำพังนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตให้มีมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังมีโอกาสที่จะหกล้ม 24.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้สูงอายุทีมีคนอยู่ด้วย หรือมีคนดูแลนั้นมีโอกาสหกล้ม 12.5 เปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่ามากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว
นอกจากนั้น 40.8 เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวยังรู้สึกว่าตนเองขึ้นบันไดลำบากด้วย
นอกจากนั้นยังมีรายงานจากสหรัฐอเมริกาอีกชิ้นหนึ่งที่เผยว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ชีวิตตามลำพังกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ โดยนักวิจัยได้สำรวจจากข้อมูลพื้นฐานของประชากรวัยกลางคน 44,573 ชุด และในจำนวนนี้มี 8,594 คนที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และพบว่า การอยู่คนเดียวเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจให้มากขึ้น
จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกว้าเหว่นั้นเป็นความรู้สึกในแง่ลบที่อาจทำลายได้ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ซึ่งการแก้ไขอาจทำได้โดยการสร้างเครือข่ายสังคม จัดตั้งอาสาสมัครกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาให้การช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากจนเกินไป


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ


กทม.เผยพื้นที่มลภาวะเป็นพิษ เข้มสนง.เขตตรวจควัน

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555


กทม.เผยพื้นที่ผจญฝุ่น-มลภาวะเป็นพิษ เข้ม สนง.เขตตรวจควันดำ-ห่วงเด็ก-สูงวัยกลุ่มเสี่ยง

 กทม.เผยพื้นที่ผจญฝุ่น-มลภาวะเป็นพิษ เข้มสนง.เขตตรวจควันดำ-ห่วงเด็ก-สูงวัยกลุ่มเสี่ยง

นายเกรียงพล พัฒนรัฐ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.เปิดเผยว่า กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง (กจอ.) สำนักสิ่งแวดล้อมได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในเขต กทม. ระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา สถานีตรวจรับคุณภาพอากาศและเสียงแบบถาวร จำนวน 21สถานี พบว่า บริเวณพื้นที่ริมถนนมีฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5ไมครอน, 10ไมครอน และก๊าซโอโซน เกินมาตรฐาน ในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยที่ประกอบด้วยสารมลพิษอื่นๆ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์

มีพื้นที่ดังนี้ บริเวณการเคหะชุมชนดินแดง ตรวจวัดได้ 12.6 - 86.3ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 50ไมโครกรัม 16ครั้ง จากการตรวจวัด 61ครั้ง, ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10ไมครอน ตรวจวัดได้ 9.9 - 285.5ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ซึ่งมาตรฐานห้ามเกิน 120ไมโครกรัม พบเกินมาตรฐาน 28ครั้ง จากการตรวจวัด 449ครั้ง บริเวณสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ เขตราชเทวี สวนป่าวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง เขตพระโขนง และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เขตปทุมวัน

สำหรับก๊าซโอโซน ค่าเฉลี่ย 1ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 0.0 - 158.1ส่วนในพันล้านส่วน ซึ่งมาตรฐานไม่เกิน 100ส่วนในพันล้านส่วน เกินมาตรฐาน 9ครั้ง จากการตรวจวัด 4,989ครั้ง พบสำนักงานเขตราชเทวี เขตราชเทวี และกรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร มีปัญหามากที่สุด

สำนักสิ่งแวดล้อม จึงเร่งรัดให้สำนักงานเขตดังกล่าวเข้มงวดการตรวจจับรถควันดำ เพิ่มความถี่ในการล้างถนน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบได้ง่าย ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานานและงดการออกกำลังกายนอกอาคาร 

กินยาลดกรดมากระวังเป็นนิ่ว

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เมื่อคนเราเกิดอาการท้องอืด หรือท้องเฟ้อนั้น ต่างก็ต้องกระสับกระส่าย เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง เรอเหม็นเปรี้ยว และอึดอัดอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มักจะมาจากการรับประทานอาหารของเรานั่นเอง บ้างก็ทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดบ้างล่ะ หรือทานพวกเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากๆ ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ทั้งสิ้น
เมื่อเวลาเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะไปซื้อยามารับประทานกันเอง แป๊บเดียวก็หาย ดังนั้น จึงเป็นที่รู้กันว่าหากเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อเมื่อไหร่ กินก็หาย
แต่ฟังให้ดีๆ นะ
เนื่องจากยาลดกรดที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบนั้น อาจจะส่งผลให้คนที่ทานยาตัวนี้บ่อยๆ มีโอกาสเป็นนิ่วสูง ส่วนใครที่กินยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมสูง อาจจะเจอกับภาวะท้องร่วงได้ และใครก็ตามที่เป็นโรคไต ควรอยู่ให้ห่างจากยาตัวนี้เลยทีเดียว และยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอลูมินัมเป็นหลัก ก็อาจจะทำให้กระดูกเปราะได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม คราวหน้าถ้าเกิดอาการ ลองหันมาดื่มน้ำขิง ร้อนๆ สักแก้วแทน จะช่วยลดอาการได้เหมือนกัน แถมไม่ต้องเสี่ยงโรคด้วย แต่ถ้าคุณอยู่นอกบ้านแล้วไม่สะดวก ก็ทานยาได้ค่ะ แต่อย่าทานบ่อยเกินไป
ทางที่ดีควรหันมาปรับเปลี่ยนลักษณะการกินของคุณเองจะดีกว่า เพียงแค่ทานข้าวให้ตรงเวลา ลดของมันๆ อาหารรสจัดๆ หรือเนื้อสัตว์ลง เพียงเท่านี้ก็ไม่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อแล้ว


ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ


อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

คนไทยกว่า 17 ล้าน น้ำหนักตัวเกิน-อ้วน

คนไทยกว่า 17 ล้านคน น้ำหนักตัวเกิน-อ้วน สธ.เร่งสลายพุง-ลดตายปีละ 2 หมื่นราย

 คนไทยกว่า 17 ล้านคน น้ำหนักตัวเกิน-อ้วน สธ.เร่งสลายพุง-ลดตายปีละ 2 หมื่นราย

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเสวนาเรื่อง "รวมใจสลายพุง ปี 2555" ว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างสุขภาพและควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง ซึ่งพบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 2 คน ตายชั่วโมงละคน นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องเร่งดำเนินการป้องกันและรักษา เพราะผู้ป่วยโรคหัวใจประมาณ ร้อยละ 70 มักจะมีปัญหาโรคอ้วนหรือมีไขมันในเลือดสูงมาก่อน ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจสภาวะสุขภาพคนไทยคาดประมาณได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินจนถึงระดับอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน และพบอีกว่าในแต่ละปีคนไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากประชากรทั้งหมด เสียชีวิตจากโรคอ้วนถึงปีละประมาณ 20,000 คน ส่งผลให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคอ้วนและโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเร่งลดปัญหาและป้องกันไม่ให้คนไทยป่วยเป็นโรคอ้วน 2 ประการ คือ 1.นโยบายเร่งรัดมาตรการสร้างสุขภาพ โดยให้มีการรณรงค์สร้างความตระหนักถึงอันตราย และปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนลงพุงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การให้ความรู้ในวงกว้าง การรณรงค์เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภค และการเคลื่อนไหวออกแรงออกกำลังกาย เพื่อลดผลกระทบจากโรคดังกล่าวข้างต้น และนโยบายที่ 2 คือการป้องกันเพื่อลดจำนวนผู้ป่วย โดยลดอ้วนอย่างถูกวิธี ลดอาหารประเภทหวาน มัน เค็ม เพิ่มกินผัก ผลไม้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

เส้นใยอาหาร ไฟเบอร์มีประโยชน์

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เส้นใยอาหาร
หากอยากทราบว่าไฟเบอร์มีประโยชน์ อย่างไร ผลไม้หรือผักแต่ละชนิดมีไฟเบอร์แต่ละชนิดเท่าไหร่ ถามเรื่องสารอาหาร ต้องพึ่งพาความรู้จากนักโภชนาการ สำหรับเรื่องไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร พรพิศ เรืองขจร นักโภชนา การโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อรรถาธิบายไว้ว่า เส้นใยอาหารเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารประเภทพืชผักและผลไม้ที่เรากินเข้าไป โดยจะไปช่วยเพิ่มปริมาณของเสีย และเมื่อรวมกับอาหารอื่นที่ถูกย่อยและดูดซึมแล้ว ทำให้สามารถเคลื่อนตัวไปตามลำไส้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยอุ้มน้ำ ซึ่งน้ำเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมแล้ว (ขณะนี้คือของเสีย) อ่อนนุ่มขึ้น จึงง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย
เส้นใยอาหารเป็นส่วนประกอบของพืชผักผลไม้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีความสำคัญต่อความปกติของลำไส้และการขับถ่าย 1.กลุ่มที่ละลายน้ำได้ มีลักษณะคล้ายเจล เมื่อจับตัวกับน้ำช่วยให้ระบบขับถ่ายกลับสู่ปกติ แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ เมล็ดพืชต่างๆ ผลไม้หลากชนิด 2.กลุ่มที่ไม่ละลายน้ำ ไม่รวมตัวกับน้ำ สามารถเคลื่อนตัวผ่านระบบย่อยอาหารได้รวดเร็วกว่า และมีประสิทธิผลดีกว่ากลุ่มแรก โดยไปเพิ่มปริมาณให้กับอาหารที่ย่อยและดูดซึมแล้ว (ของเสีย) และทำให้ของเสียนุ่มขึ้น แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ได้แก่ เปลือกข้าวสาลี อาหารซีเรียล/ขนมปังแบบไม่ขัดสี ตลอดจนผักประเภทต่างๆ
และต่อไปนี้คือไฟเบอร์ในอาหารทั่วไป นมและผลิตภัณฑ์จากนม มีไฟเบอร์ 0 กรัม เนื้อสัตว์ มีไฟเบอร์ 0 กรัม ถั่วอบ (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 11 กรัม ข้าวโพดคั่ว (1 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.4 กรัม, ไฟเบอร์ในผัก บร็อกโคลี่ (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 3.2 กรัม แครอตต้ม (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 2.3 กรัม เท่ากับแครอตสด 1 ถ้วย เห็ดสด (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.7 กรัม ผักโขม (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 5.7 กรัม มะเขือเทศสด (1 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 2.0 กรัม และไฟเบอร์ในผลไม้ แอปเปิ้ล (1 ผล) มีไฟเบอร์ 3.3 กรัม กล้วย (1 ลูก) มีไฟเบอร์ 3.2 กรัม แคนตาลูป (1/4 ลูก) มีไฟเบอร์ 1.6 กรัม องุ่น (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.6 กรัม ส้ม (1 ผล) มีไฟเบอร์ 2.4 กรัม สับปะรด (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.9 กรัม สตรอว์เบอร์รี่ (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 1.7 กรัม
วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มไฟเบอร์ 1.ทดแทนอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ขนมปังแบบไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือ ผักและผลไม้ แทนขนมปังธรรมดา ข้าวขัดขาว ลูกอมและมันฝรั่งทอด เป็นต้น 2.พยายามกินผักสดและผลไม้พร้อมเปลือก (ในชนิดที่กินได้และปลอดสารพิษ) ทั้งนี้ การทำให้ผักหรือผลไม้สุกด้วยความร้อนจะไปลดทอนปริมาณไฟเบอร์ให้ต่ำลง ในขณะที่เปลือกผลไม้จะอุดมไปด้วยไฟเบอร์เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของผลไม้ 3.กินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงทุกๆ มื้อ อาหารซีเรียลแบบไม่ขัดสีเหมาะที่จะเป็นอาหารเช้า ควรกินพร้อมกับผักและผลไม้หลากชนิด, ข้าวและเมล็ดพืชที่ไม่ขัดสีประเภทต่างๆ หากกินอาหารไม่เพียงพอ อาจพิจารณากินไฟเบอร์สกัดซึ่งเป็นอาหารเสริมได้
เส้นใยอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แม้ว่าร่างกายจะไม่สามารถย่อยและดูดซึมไฟเบอร์ได้ แต่ไฟเบอร์ก็มีหน้าที่สำคัญดังที่กล่าวมา ประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อเห็นความสำคัญของไฟเบอร์ และต้องการเพิ่มไฟเบอร์ให้กับตัวเอง สิ่งที่ควรทำคือ พยายามเพิ่มปริมาณเส้นใยอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้ออย่างช้าๆ เพื่อให้เวลากับร่างกายในการปรับตัวและดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน 1.ไฟเบอร์ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้นและมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้น ลง จึงช่วยลดการดูดซึม 2.ไฟเบอร์ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและกินอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วย จะยิ่งให้ผลดีในการลดน้ำหนัก




อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

'ตำรวจจราจร-พนักงานขับรถ'เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

'ตำรวจจราจร-พนักงานขับรถ'เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

กรมควบคุมโรค ระบุ "ตำรวจจราจร-พนักงานขับรถ" เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด จากพิษควันท่อไอเสียเครื่องยนต์บนท้องถนน แนะนำหลีกเลี่ยง
สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมกรมควบคุมโรค แนะนำผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นอันตรายะจากควันท่อไอเสีย เครื่องยนต์ดีเซลอาจเป็นสารก่อมะเร็งปอดให้หลีกเลี่ยงการสูดดมสารพิษ โดยระบุกลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงในการได้รับผลกระทบจากสารดังกล่าวคือ 1.พนักงานขับรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและพนักงานขับเรือ 2.ตำรวจจราจร
3.พนักงานบริษัทหรือประชาชนที่สัญจรไปมาในเขตเมืองโดยกลุ่มคนดังกล่าวจะ ได้รับผลกระทบจากการเผาไหม้ของดีเซล ซึ่งหากได้รับหรือสูดดมในปริมาณมากจะเกิดผลกระทบเบื้องต้น เริ่มจากการแสบจมูก ไอ ระคายเคือง และหากได้รับในปริมาณมากจะทำให้เกิดทางเดินหายใจอักเสบ และการได้รับความรุนแรงจากการเผาของ ดีเซลยังขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของ ร่างกายด้วย ซึ่งเด็กและผู้สูงอายุรวม ถึงผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจมีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่าคนปรกติสำหรับคำ แนะนำในการป้องกันตนเอง ประชาชนทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการสัญจรในเมืองที่มีความ แออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน เพราะจะได้รับอันตรายจากการสูดดมการเผาไหม้ของเครื่องยนต์และน้ำมันเชื้อ เพลิงโดยตรง ควรป้องกันเบื้องต้นด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในที่ที่มีควันหรือการเผาไหม้ สูง เปลี่ยน เส้นทางการสัญจรไปใช้ระบบขนส่ง ทั้งรถไฟฟ้าบนดินหรือใต้ดินแทน หรือหากจำเป็นควรเลือกรถโดย สารปรับอากาศส่วนผู้ใช้รถควรตรวจเช็กสภาพรถยนต์ เพราะหากรถยนต์มีการชำรุดหรือเสื่อมอาจทำให้มีสารดีเซลเข้าไปภายในรถยนต์ได้ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องควรหมั่นตรวจ สุขภาพร่างกาย


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

สธ.ห่วงขี้ยาป่วยทางจิตเพิ่มฟุ้ง 8 เดือนบำบัดผู้เสพได้กว่า 3 แสนราย

สธ.ห่วงขี้ยาป่วยทางจิตเพิ่มฟุ้ง8เดือนบำบัดผู้เสพได้กว่า3แสนราย
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมค่ายพลังแผ่นดินบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ที่ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ว่า ในปี 2555 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งเป้าหมายบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จำนวน 400,000 รายทั่วประเทศ โดยมาจากระบบสมัครใจไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เป็นระบบ บังคับบำบัด และระบบต้องโทษตามกฎหมาย ผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน คืบหน้า ไปแล้วเกือบร้อยละ 80 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554-12 มิถุนายน 2555 มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ฟื้นฟู 1 อำเภอ 1 ศูนย์ รวมกว่า 2,000 แห่ง จำนวน 305,904 ราย โดยเป็นผู้สมัครใจ 193,275 ราย คิดเป็น ร้อยละ 63 ที่เหลืออีก 112,629 ราย เป็นระบบบังคับบำบัดและต้องโทษ ผู้เข้ารับการบำบัดร้อยละ 80 เสพยาบ้า รองลงมา คือ ยาไอซ์ กัญชา กระท่อม และสารระเหย ตามลำดับ มั่นใจว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้
นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาที่น่าห่วง และเกิดตามมาจากการใช้สารเสพติดเป็นเวลานานพบว่าทำให้เกิดโรคทางจิตเวชมาก ขึ้น เนื่องจากระบบสมองถูกทำลาย จากการรวบรวมสถิติผู้ป่วยที่มีอาการ ทางจิต เช่น ประสาทหลอน หวาดระแวง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช 13 แห่ง ทั่วประเทศ ในปี 2554 พบเกิดจากการใช้สารเสพติดจำนวน 3,564 ราย และ ในรอบ 6 เดือนของปีนี้ พบ 1,738 ราย จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งตัดไฟแต่ต้นลมโดยบำบัดฟื้นฟูผู้ที่ใช้สารเสพติด ทั้งหมดทั้งที่ติดและยังไม่ติดให้เลิกเสพอย่าง เด็ดขาดไม่หันไปเสพยาซ้ำอีก


ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า


อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

พึงระวัง “โรคผื่นผ้าอ้อม” คุกคามผิวลูกช่วงหน้าฝน!

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555


พึงระวัง “โรคผื่นผ้าอ้อม” คุกคามผิวลูกช่วงหน้าฝน!
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนพึงระวังกันให้ดี สำหรับโรคผื่นผ้าอ้อมที่สร้างความระคายเคืองให้แก่ผิวลูกน้อยในช่วงหน้าฝน เพราะหากปล่อยให้ผิวลูกอับชื้น และไม่รักษาความสะอาดเป็นอย่างดีแล้ว อาจทำให้เกิดผื่นแดง และเกิดการอักเสบได้
พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก ให้ความรู้ว่า โรคผื่นผ้าอ้อม หรือ Diaper dermatitis พบบ่อยในเด็กเล็ก อายุ 3 เดือนถึง 1 ปีครึ่ง ผื่นจะพบลักษณะเป็นผื่นเดงพบตามส่วนนูนที่สัมผัสกับผ้าอ้อมที่เปียกชื้น ได้แก่ บริเวณต้นขาด้านใน ก้น อวัยวะเพศ ผิวหนังบริเวณที่อยู่ลึก ซึ่งไม่สัมผัสกับผ้าอ้อมจะไม่มีผื่น ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผื่นจะแดงมากขึ้น อาจพบเป็นตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำ หรือรอยถลอกได้
สำหรับสาเหตุของโรค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเด็กท่านนี้ บอกว่า เกิดได้จากหลายๆ ปัจจัย เช่น สัมผัสสารระคายเคือง ปัสสาวะและอุจจาระ การเสียดสี โดยเฉพาะเด็กที่ค่อนข้างเจ้าเนื้อ ช่วงอากาศร้อน รวมไปถึงหน้าฝนจะพบได้ค่อนข้างบ่อย และพบสาเหตุหลักๆ มาจากการติดเชื้อได้ด้วย เช่น เชื้อรา
ในด้านของการรักษานั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก บอกว่า ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุของผื่น เนื่องจากเกิดได้จากหลายสาเหตุ ถ้าคุณแม่ทายาเอง 1-2 วันแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล สำหรับยาทาบริเวณที่มีผื่นแดง ควรใช้ยาทาสเตียรอยด์ชนิดอ่อน หรือถ้าเป็นภาวะแทรกซ้อน ให้รักษาตามสาเหตุที่พบ
“โรคผื่นผ้าอ้อม สามารถป้องกันได้โดยทำความสะอาดผิวหนังให้แห้งอยู่เสมอ เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ เพื่อลดการอับชื้น สำหรับคุณแม่ที่ไม่สะดวกที่จะใช้ผ้าอ้อมแบบผ้า การเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตราฐาน สวมใส่สบาย ดูดซับและระบายอากาศได้ดี ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการเกิดผื่นได้ค่ะ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็กแนะ

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks