น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

แปรงฟันประจำคุ้มครองสมอง ปลอดโรคไปถึงจนแก่จนเฒ่า | PG&P

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ ศึกษาพบว่า ผู้ที่แปรงฟันประจำทุกวัน ทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรงดี จะช่วยลดอันตรายของการเป็นโรคสมองเสื่อมในบั้นปลายชีวิตให้น้อยลงได้
พวกเขาได้ติดตามศึกษาผู้สูงอายุ 5,500 คน วัยระหว่าง 52-105 ปี อย่างใกล้ชิดมานานไม่ต่ำกว่า 18 ปี พบว่า ผู้ที่แปรงฟันเป็นประจำ จะไม่ค่อยเป็นโรคสมองเสื่อม จะเป็นน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้แปรงถึงร้อยละ 65
หัวหน้าคณะผู้วิจัยแอนน์เลีย ปากานินิฮิลล์ แจ้งว่า เชื้อแบคทีเรียของโรคเหงือกอักเสบ พัวพันอยู่กับโรคหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคลมอัมพาต และเบาหวาน และรายงานผลการศึกษาหลายเรื่อง แจ้งว่า ผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม จะมีแบคทีเรียโรคเหงือกอยู่ในสมองมากกว่าผู้ปกติ เป็นที่เชื่อว่าแบคทีเรียของโรคเหงือก อาจจะเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิดการอักเสบและทำให้สมองเสียหาย ด้วยเหตุนั้นจึงต้องการจะศึกษาให้รู้แจ้งว่า การรักษาสุขภาพฟันให้คงดีอยู่นาน จะพยากรณ์ให้รู้ว่าสมองจะยังคงดีอยู่ได้ ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตหรือไม่


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ป่วยหอบหืด..ออกกำลังกายแบบไหนโรคไม่กำเริบ | PG&P

หอบหืดกำเริบเมื่อออกกำลังกาย ป้องกันได้เพียงเลือกชนิดกีฬาให้เหมาะ และรู้ข้อควรปฏิบัติก่อนเอ็กเซอร์ไซส์ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหอบหืด ส่วนใหญ่จะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เนื่องจากบางรายเคยมีประสบการณ์ว่าโรคดังกล่าวนี้กำเริบภายหลังออกกำลังกาย เสร็จไปแล้วราว 5-20 นาที โดยมีอาการแน่นหน้าอก หอบหายใจเร็ว ซึ่งบางรายพักเพียงชั่วครู่ก็หาย แต่บางรายกลับทรุดหนักจนต้องส่งโรงพยาบาล...เหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ ทำให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่กล้าเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย

ป่วยหอบหืด..ออกกำลังกายแบบไหนโรคไม่กำเริบ

สาเหตุที่ทำให้อาการหอบหืดกำเริบขณะออกกำลังกายนั้น วารสารชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิด เผยไว้ว่า เป็นเพราะหลอดลมหดเกร็ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอุณหภูมิและความชื้นในอากาศที่สูด เข้าไปอย่างรวดเร็วและลึกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่ออากาศนั้นมีความเย็นและแห้งมาก

อีกทั้ง โดยปกติแล้วอากาศที่หายใจเข้าทางจมูกจะมีความชื้นและอุ่นกว่าอากาศภายนอก อันเป็นผลมาจากโพรงจมูกช่วยเพิ่มความชื้นและปรับอุณหภูมิก่อนจะเข้าไปสู่ปอด แต่ขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายต้องการอากาศมากขึ้น เราจึงมักอ้าปากหายใจ ทำให้ปอดได้รับอากาศเย็นและแห้งกว่าปกติ อาการหอบหืดจึงกำเริบขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกำเริบของหอบหืดมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ป่วยออกกำลังกายหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวติดต่อกันนานๆ ไม่มีจังหวะพัก เช่น ฟุตบอล สควอช  บาสเก็ตบอล

ขณะที่กีฬาซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมากที่สุดคือ การว่ายน้ำ ที่ สภาพแวดล้อมบริเวณสระน้ำมีอุณหภูมิและความชื้นค่อนข้างคงที่ ประกอบกับลักษณะของการสูดหายใจขณะว่ายน้ำจะมีจังหวะที่ต้องกลั้นหายใจ จึงช่วยให้สูญเสียความร้อนและความชื้นทางลมหายใจน้อย แถมยังเป็นการออกกำลังกายในแนวราบ กล้ามเนื้อปอดได้เคลื่อนไหวจากส่วนท้ายขึ้นมาส่วนบน จึงช่วยไล่อากาศหรือขับสิ่งขัดขวางการหายใจออกได้ง่ายกว่าการออกกำลังท่ายืน และการได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนบน ยังถือเป็นการพัฒนาระบบหายใจให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

สำหรับข้อควรรู้ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยหอบหืด คือ ควรอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นกีฬา ไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหม ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงที่อากาศเย็นจัดและแห้ง แต่หากมีความจำเป็นหรือต้องแข่งขันกีฬา ควรสูดยาขยายหลอดลมก่อนออกกำลังกาย 10-15 นาที ที่สำคัญ ถ้าอาการกำเริบต้องหยุดเล่นกีฬา และสูดยาขยายหลอดลมเข้าช่วย




ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สธ.กระจายหน่วยมาลาเรีย 760 แห่งทั่วประเทศ ตรวจเชื้อ หวัง 9 ปีพิชิตโรค | PG&P

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการควบคุมไข้มาลาเรีย ซึ่งเป็นโรคที่ระบาดในฤดูฝนและมักพบตามพื้นที่ป่าเขา แนวชายแดนว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายการควบคุมและยับยั้งการแพร่เชื้อมาลาเรียในประเทศ ตั้งเป้าหมายภายใน 9 ปี
ภายใน พ.ศ.2563 ต้องสามารถยับยั้งการแพร่เชื้อมาลาเรียอย่างถาวร ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 80 ของประเทศ เน้นให้กรมควบคุมโรค ใช้ระบบทำงานเชิงรุก โดยตั้งจุดตรวจมาลาเรียที่มีการระบาดหรือพบผู้ป่วย หรือในพื้นที่จังหวัดตามแนวชายแดน ขณะนี้ได้จัดตั้งแล้วรวม 760 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์มาลาเรียคลินิก 300 แห่ง และมาลาเรียคลินิก ชุมชน 460 แห่งทั่วประเทศ สามารถตรวจวิเคราะห์เชื้อรู้ผลภายใน 15 นาที และจัดยารักษาให้ฟรีให้แก่ผู้ป่วย ทั้งคนไทยและต่างชาติได้ทันที ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล โรคนี้มียารักษาหาย หากรักษาเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ดี ไข้มาลาเรียนี้มีโอกาสป่วยซ้ำได้อีก โดยมียุงก้นปล่องซึ่งอยู่ในป่าเขา เป็นตัวการแพร่เชื้อ
มาตรการสำคัญคือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยเฉพาะประชาชนทุกกลุ่มอายุที่อาศัยในพื้นที่ป่าเขาแนวชายแดน หรือมีสวนยางพารา กลุ่มคนที่เสี่ยงป่วยโรคนี้มี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มคนที่มีอาชีพสัมพันธ์กับป่าเช่นกรีดยาง หาของป่า 2.แรงงานต่างชาติ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และพม่า เพื่อควบคุมป้องกันโรคตามพื้นที่ชายแดนร่วมกัน และป้องกันปัญหายารักษามาลาเรียปลอม ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เชื้อดื้อยา และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตด้วย และขยายความร่วมมือระดับอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการควบคุมป้องกันโรค มั่นใจว่าปี 2563 จะลดและควบคุมการเกิดโรคมาลาเรียได้
ด้านนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในวันนี้ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมดูงานบริการของคลินิกมาลาเรียที่ ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 9.3 อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งนอกจากจะมีการเจาะเลือดจากปลายนิ้ว เพื่อตรวจเชื้อมาลาเรียและรักษาแล้ว ยังมีการแจกมุ้งชุบสารเคมีที่มีชื่อว่าไพรีทรอยด์ ซึ่งสามารถน็อคยุงก้นปล่องตายได้ภายใน 2 วินาที และไม่เป็นอันตรายต่อคนที่นอนในมุ้ง และมีการพัฒนาชุดปฏิบัติงานในป่า ซึ่งออกแบบเป็นพิเศษ ใยผ้าเหนียว ใช้สีอ่อน ปิดร่างกายมิดชิดป้องกันยุงกัด ใช้ได้ผลดี โดยในปีนี้กรมควบคุมโรคได้จัดงบประมาณจัดซื้อมุ้งเพื่อชุบสารไพรีทรอยด์แจก ประชาชนจำนวน 200,000 หลัง
"ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของโรคมาลาเรียได้เป็นอย่างดี แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยลดลงเรื่อยๆ ในปี 2553 มีผู้ป่วยมาลาเรียทั้งหมด 45,629 ราย ปี 2554 มีผู้ป่วยทั้งหมด 29,025 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 60 เป็นต่างชาติ ในปี 2555 ตั้งแต่ 1 มกราคม-17 สิงหาคม 2555 พบผู้ป่วย 10,356 ราย เป็นคนไทยร้อยละ 68 ต่างชาติร้อยละ 32 มากสุด คือ พม่า ร้อยละ 22 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 31 รองลงมา คือ รับจ้างกรีดยาง ร้อยละ 27 จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากร สูงสุด 5 จังหวัดแรกได้แก่ ตาก ระนอง แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรีและตราด โดยสถานการณ์ที่ จ.ตาก ปีนี้พบผู้ป่วยทั้งหมด 11,498 ราย เป็นไทย 5,556 ราย ที่เหลือเป็นต่างชาติ จำนวนผู้ป่วยลดลงกว่าช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ร้อยละ 38 ทั้งคนไทยและต่างชาติ พบมากที่สุดที่ อ.ท่าสองยาง ซึ่งติดกับพม่า"
นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อว่า โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค ออกหากินตอนกลางคืน หากอยู่ป่าทึบ แสงสลัว ยุงจะกัดในตอนกลางวันได้เช่นกัน ที่พบในไทยมี 4 สายพันธุ์ ที่พบมากที่สุด คือ ชนิดฟาลซิปารัม (Falciparum) และไวแวกซ์ (Vivax) โดยยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมาลาเรีย จะกัดคนและปล่อยเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หลังจากนั้นประมาณ 10-14 วัน จะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น สลับร้อนหรือร้อนๆหนาวๆ มีเหงื่อออก ชาวบ้านจะเรียกว่าไข้จับสั่น บางรายอาจมีไข้เป็นๆหายๆ สามวันดีสี่วันไข้ หากมีอาการที่กล่าวมา ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทุกแห่งใกล้บ้านหรือที่หน่วยมาลาเรีย เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย และต้องแจ้งประวัติการเข้าป่าหรือไปบริเวณพื้นที่เสี่ยงให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อให้การรักษาที่รวดเร็ว
นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อว่า โรคนี้หากรักษาช้า อาจมีอาการแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง น้ำตาลในเลือดต่ำ เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เหลืองซีด ปัสสาวะสีดำ ไตวาย ปอดบวมน้ำ ทำให้เสียชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน เป็นฤดูกาลระบาดของโรค ปริมาณยุงก้นปล่องในป่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าช่วงฤดูแล้ง จึงขอให้ประชาชนป้องกันตัว นอนในมุ้ง ทายากันยุง มีไข้สูงหนาวสั่นรีบไปพบหมอ ป้องกันโรคไข้มาลาเรีย



ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

โรคมือแม่บ้าน | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แพทย์ชี้ "โรคมือแม่บ้าน" เกิดจากการใช้มือทำงานซ้ำกันบ่อยๆ ระบุหากไม่รักษาส่งผลให้เกิดข้อพัง กระดูกงอผิดรูป แนะใช้มือให้เหมาะกับร่างกาย

โรคมือแม่บ้าน

ในงาน "48 ปี ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯศิริราช" ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ผศ.พญ.สายชล ว่องตระกูล หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ทางมือ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ให้ความรู้เกี่ยวกับ "โรคมือแม่บ้าน" ว่า เป็นโรคที่เกิดจากการใช้มือทำงานอย่างเดิมซ้ำๆ กันบ่อยครั้ง หรือทำงานบ้านหนักๆ เช่น ยกของ หิ้วของ ซักผ้า บิดผ้า ตีกอล์ฟ ฯลฯ ทำให้มีพังผืดเพิ่มขึ้นจนยึดเกาะตามเส้นประสาทและเส้นเอ็น อาการเบื้องต้นแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ นิ้วล็อก มือชา เจ็บข้อนิ้ว และเจ็บข้อมือ ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้ไม่รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงจนกระทั่งข้อเสื่อม ข้อพัง หรือกระดูกคดงอผิดรูปได้ โรคนี้ส่วนใหญ่พบมากในหญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากมารับการรักษาทุกวัน ถือได้ว่าเป็นโรคที่แพทย์ต้องรักษาประจำวัน

วิธีป้องกันสามารถทำได้โดยใช้มือให้น้อยลง หรือใช้ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย รู้จักเฉลี่ยงาน ไม่ควรใช้มือทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เป็นประจำ และผู้ที่ทำงานหนัก ควรใส่ถุงมือหนาๆ เพื่อลดแรงกดระหว่างอุปกรณ์กับมือ นอกจากนี้ การกดคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถืออาจจะทำให้มีโอกาสเป็นนิ้วล็อก แต่จะมีโอกาสเป็นน้อยกว่าพวกคนที่ทำงานบ้าน คนทำสวน ผู้ใช้แรงงาน กรรมกร หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ เนื่องจากเนื้อเยื่อปลายเส้นประสาทอักเสบได้ง่าย

สำหรับการรักษาผู้ป่วยแบ่งเป็น 2 วิธี ได้แก่ 1.รักษาแบบบรรเทาอาการ โดยแพทย์จะให้ยากินและยาฉีดแก่ผู้ป่วย รวมทั้งให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเอง เช่น การแช่มือในน้ำอุ่นครั้งละ 2-3 นาที เพื่อลดการตึงของข้อมือ และช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หากผู้ป่วยยังคงมีพฤติกรรมทำงานแบบเดิมจะสามารถกลับมาเป็นได้อีก 2.รักษาแบบหายขาด โดยวิธีผ่าตัดพังผืดออกซึ่งใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 10-15 นาที ผู้ป่วยก็สามารถใช้มือทำงานเบาๆ ได้ จากนั้นอีก 2 สัปดาห์ จะสามารถใช้มือทำงานได้ปกติ







ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

22 ก.ย.วันรณรงค์โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโลก | PG&P

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวฯ เผยสถิติผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน  เตรียมจัดวันรณรงค์โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโลก 22 ก.ย.นี้

22 ก.ย.วันรณรงค์โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโลก

ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย (Thai CML Working Group) เปิด เผยว่า ในปี 2555 นี้ ทางชมรมฯ ได้ร่วมกับกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยภายใต้ Thai CML Patient Group ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว CML และประชาสัมพันธ์งาน "วันโรคมะเร็ง เม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งโลก"หรือ World Awareness Day 2012 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ป่วย CML ทั่วโลก ที่กำหนด ให้วันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันแห่งการรณรงค์โรค CML โดยทางชมรมจะจัดงานขึ้น ในวันที่ 22 กันยายนนี้ เวลา 10.00-11.30 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชั้น 5 อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ทั้งนี้ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ ทางการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด และไม่ได้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง หรือ CML ทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน โดยโรคนี้จะมีการสร้างเม็ดเลือดขาวที่สูงผิดปกติ โดยสามารถทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไป สำหรับอาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง น้ำหนักลด คลำเจอก้อนที่ชายโครงซ้าย หรือผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ



         

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ร่างกายผู้ชายเปราะบางยิ่งกว่าผู้หญิง เป็นเบาหวานแบบที่ 2 ได้ง่ายกว่ากัน | PG&P

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ของอังกฤษ ค้นพบว่า ผู้ชายจะเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะร่างกายสู้โรคโดยธรรมชาติได้น้อยกว่ากัน

 ร่างกายผู้ชายเปราะบางยิ่งกว่าผู้หญิง เป็นเบาหวานแบบที่ 2 ได้ง่ายกว่ากัน

พวกเขาพบว่า บุรุษเพศที่อ้วนน้อยกว่าสตรี ทั้งที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่าก็เป็นได้ สงสัยว่าอาจเป็นเพราะแหล่งสะสมของไขมันอยู่ต่างที่กัน อาจมีส่วนสำคัญ ด้วยเหตุว่าผู้ชายจะมีไขมันสะสมอยู่ที่ตับและแถวรอบเอว ในขณะที่ของสตรีจะอยู่แถวใต้ผิวหนัง แถวโคนขาและสะโพก ซึ่งส่อว่าผู้หญิงคงต้องมีไขมันสะสม เป็นปริมาณมากกว่าเพศตรงกันข้าม จึงจะเป็นอันตรายถึงขีดจะเป็นโรค

โรคเบาหวานแบบที่ 2 เกิดจากมีน้ำตาลในเลือดมากเกิน เนื่องจากร่างกายขาดความสามารถที่จะควบคุมปริมาณน้ำตาลไว้ได้ เป็นเหตุให้อวัยวะต่างๆพากันเสื่อมสภาพ

นักวิจัยได้สรุปความเห็นว่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บุรุษตามดินแดนหลายส่วนของโลก พากันป่วยเป็นเบาหวาน เกินหน้าผู้หญิงไปตามๆกัน







ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

กลุ่มชายรักชาย ยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อเอดส์สูง | PG&P

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สถานการณ์เอดส์พบกลุ่มเสี่ยงยัง เป็นชายรักชายพุ่งสูง ติดเชื้อสูง ตรวจหาเชื้อต่ำ ห่วงผู้ป่วยเอดส์เข้ารับการรักษาช้า พร้อมวางยุทธศาสตร์ตั้งเป้าลดการติดเชื้อใหม่
พญ.เพชรศรี ศิรินิรันดร์ ผู้อำนวยการบริหารจัดการปัญหาเอดส์แห่งชาติ กรมควบคุมโรค กล่าว ถึงผลการศึกษาเรื่อง ภาวะโรคเอดส์ กลุ่มเสี่ยงที่(ไม่)เปลี่ยนแปลง ว่า อัตราการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มเสี่ยงในการสำรวจภาระโรคปี 2553พบว่า กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มชายรักชาย ร้อยละ 20 กลุ่มผู้ใช้ยาร้อยละ 21.9 เพศชาย ร้อยละ 17.7 และ เพศหญิง ร้อยละ2.2 โดยในกลุ่มนี้พบว่าอัตราการใช้ถุงยาง พบว่า กลุ่มพนักงานหญิงบริการมีการใช้ถุงยางร้อยละ 95.7 พนักงานบริการชาย ร้อยละ 87.3 ชายรักชาย ร้อยละ 84.5 และกลุ่มผู้ใช้ยา ร้อยละ 41.6 เมื่อสำรวจเรื่องอัตราการตรวจการติดเชื้อในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มพนักงานหญิงบริการตรวจร้อยละ 50.4 พนักงานบริการชาย ร้อยละ 50.4 ชายรักชาย ร้อยละ 29.2 และกลุ่มผู้ใช้ยา ร้อยละ 40.8
สำหรับสถานการณ์ดำเนินป้องกัน พบว่าความครอบคลุมในการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 53 ที่ร้อยละ 72 เป็นปี 54 ที่ร้อยละ 77 แต่ที่ยังน่าเป็นห่วงและต้องดำเนินมาตรการเพิ่มคือ การรับยาต้านไวรัสและเข้าระบบการรักษา พบว่าร้อยละ 57 เริ่มรับยาต้านเมื่อระดับภูมิคุ้มกันต่ำ (CD4 ) กว่า 100 มากถึง ร้อยละ 57 ซึ่งระดับภูมิคุ้มที่เป็นไปตามข้อแนะนำอยู่ที่ 350 ซึ่งการเข้าถึงบริการต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
พญ.เพชรศรี กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์เอดส์ชาติระหว่างปี 2552-2559 ตั้งเป้าว่า ทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง 2 ใน 3 และลดอัตราติดเชื้อแรกเกิดลง โดยการคาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ คาดว่าว่า ร้อยละ 62 จะเกิดจากการติดเชื้อจากกลุ่มชายรักชาย การขายบริการ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ร้อยละ 32 จะเกิดจากคู่ของตนเอง และ ร้อยละ 6 จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์จากผู้ที่ไม่ใช่คู่ครองและกลุ่มเยาวชน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่ 31 จังหวัดที่มีความชุกสูงประมาณ ร้อยละ 65 และเฉพาะพื้นที่กทม.คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ร้อยละ 27 ซึ่งเป้าหมายจะทำให้เกิดการเข้าถึงการรับบริการในทุกกลุ่มร้อยละ 80 เช่น การป้องกันการติดเชื้อแรกเกิด การป้องกันในกลุ่มเยาวชน การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยแบบบูรณาการ การบริการโลหิตปลอดภัย การดูแลรักษาให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ การดูแลเด็กที่รับผลกระทบจากเอดส์และเด็กที่มีภาวะเปราะบาง การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ และ การสื่อสารสาธารณะ
 “ปัจจุบันการใช้งบประมาณจากรัฐบาลเพื่อใช้ในงานเอดส์ ใช้งบประมาณจากประเทศร้อยละ 93 เป็นงบเพื่อใช้ในการป้องกันร้อยละ 14 ซึ่งงบประมาณทั้งหมดมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากกองทุนโลก โดยยุทธศาสตร์ในระยะยาวคือลดการติดเชื้อรายใหม่ให้ได้ จากที่ช่วง 3 ปีจะพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละหมื่นราย ให้ลดลงเหลือ 1 ใน 3 ทั้งนี้ ในเรื่องการเข้าถึงบริการพบว่า กลุ่มคนต่างชาติที่เป็นแรงงานในประเทศไทย ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการด้วยยาต้านไวรัส นอกจากนี้ นโยบายการดำเนินงานด้านยาเสพติดยังเป็นส่วนที่ทำให้ข้อจำกัดในการดำเนินงาน เรื่องลดอัตราจากการใช้ยา ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องเอดส์ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้านเพื่อลดผู้ติดเชื้อ ลง”พญ.เพชรศรี กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ผลวิจัยเผยลิปสติกต้นตอสารพัดโรค | PG&P

เว็บไซท์แท็บลอยด์ เดลีเมล ของอังกฤษ รายงานว่า ผู้หญิงจำนวนมาก รู้สึกเหมือนตัวเองเปลือยเปล่า ถ้าไม่ได้ทาลิปสติก แต่ผู้หญิงเหล่านี้อีกเช่นกัน ที่ไม่ทราบถึงความลับที่อันตรายของลิปสติก เหล่านี้
รายงานผลวิจัยที่น่าเป็นห่วง ระบุว่า ลิปสติกสีสดใสที่ติดปากได้นานแสนนาน มีส่วนผสมของสารเคมีนานาชนิด ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยังเพิ่มความน่าวิตกขึ้นเรื่อยๆ ว่า อาจมีส่วนโยงใยกับปัญหากล้ามเนื้อ, รบกวนการทำงานของฮอร์โมน และโลหะหนักที่ทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย รวมถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ และหรือแม้แต่โรคข้อต่ออักเสบด้วย ในจำนวนส่วนผสมที่น่าเป็นห่วง รวมถึงสารเคมีนานาชนิด เช่น พาราเบน หรือ สารกันบูดในเครื่องสำอาง, เมธอะคริเลท ที่ใช้ในการทำพลาสติก, สารตะกั่ว และแคดเมียม ซึ่งเป็นธาตุโลหะชนิดหนึ่ง
มีการพบสารไตรโคซาน ซึ่งผลวิจัยระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ และยังก่อให้เกิดความวิตกว่าจะเป็นสาเหตุให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ และกลายเป็นซูเปอร์บั๊ค หรือ แบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะทุกชนิด
การวิจัยล่าสุด เกี่ยวกับไตรโคซาน พบว่า อาจมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่ได้รับคำสั่งจากสมอง รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย ศาสตราจารย์ ไอแซ็ค เพสซาห์ นักวิจัยด้านโมเลกุล ได้ค้นพบในห้องทดลองว่า สารไตรโคซานสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจของหนู ภายในเวลา 20 นาที และมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ และยังลดความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออีกด้วย
การค้นพบก่อนหน้านี้ ระบุว่า สารไตรโคซาน อาจเกี่ยวข้องกับโรคไทรอยด์และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อาจทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชาย หรือ แอนโดรเจน ในผู้หญิงเพิ่มขึ้นกลายเป็นสาเหตุของอาการต่างๆ เช่น สิวขึ้น, น้ำหนักเพิ่ม, ขนดก, รอบเดือนไม่ปกติ


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ชวนแม่มือใหม่สร้างเกราะป้องกันลูกน้อย | PG&P

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลูกเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของแม่ ดังนั้นการที่ลูกน้อยมีสุขภาพดีไม่ป่วยไข้จึงเป็นยอดปรารถนาของแม่ทุกคน แต่ในปัจจุบันโรคในเด็กคร่าชีวิตเด็กเล็กกว่าปีละหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้พ่อแม่อดวิตกกังวลไม่ได้ แต่พ่อแม่ต้องไม่ตื่นตะหนกจนเกินเหตุ เพราะโรคต่างๆ สามารถป้องกันได้ หากเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงได้ร่วมกับ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย จัดงาน “เติมรัก สร้างภูมิ เสริมวัคซีน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ" เพื่อรณรงค์ให้ความรู้กับคุณแม่ยุคใหม่ดูแลสุขภาพเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด ก่อนสายเกินแก้ ที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแคว์วันก่อน

ชวนแม่มือใหม่สร้างเกราะป้องกันลูกน้อย

ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เผยว่า จากสถิติพบว่าอุบัติการณ์การเสียชีวิตของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั่วโลก นับล้านรายนั้นมีสาเหตุการตายที่สำคัญจากโรคติดเชื้อซึ่งถือว่าเป็นภัยร้าย ที่คุกคามเด็กเล็กทั่วโลก

"ในโอกาสวันแม่ปีนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะป้องกันลูกน้อยของเรา อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่หลายโรคกำลังระบาดในเด็กเล็ก สิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถปกป้องลูกน้อยจากโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามตารางวัคซีนแห่งชาติในทุกช่วงอายุ เพราะการป้องกันด้วยวัคซีน เป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากในปัจจุบัน รวมถึงวัคซีนเสริมต่างๆ ที่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรงได้ เช่น วัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากเชื้อเอ็นทีเอชไอ และเชื้อนิวโมค็อกคัส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบในเด็กเล็ก และโรคติดเชื้อรุนแรงอื่นๆ เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็นต้น" นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เผย

ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว ว่า การที่เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีเป็นเด็กเรียนเก่งได้นั้น ต้องเริ่มจากการมีสุขภาพที่ดีก่อน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลสุขภาพเด็กให้ปลอดภัยจากโรค โดยเฉพาะโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อสมอง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคไอพีดี รวมถึงโรคหูชั้นกลางอักเสบที่พ่อแม่มักมองข้าม ซึ่งพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี มากถึงร้อยละ 80

ขณะที่คุณแม่ยังสาว "ลูกแก้ว" เบญจรัตน์ เนติโพธิ์ อัตตาหกุล คุณแม่ของ "น้องเกอร์เต้" บอกว่า ช่วงน้องเกอร์เต้ยังเป็นทารก จะปรึกษาคุณหมอบ่อยๆ เกี่ยวกับวิธีการดูแลลูกน้อย โดยจะให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด เพราะเราไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคต่างๆ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ให้ลูกของเรา แต่ก็จะเน้นปัจจัยที่เสริมความแข็งแรงต่างๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การให้ลูกน้อยรับประทานอาหารหลัก 5 หมู่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นต้น

เช่นเดียวกับ "ขวัญ" ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ คุณแม่ "น้องธีร์" วัย 4 ขวบ ที่ แนะว่า ตอนนี้น้องธีร์กำลังอยู่ในวัยซน ก็จะเน้นในเรื่องของการสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือเป็นประจำ และปิดปากปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม ก็จะช่วยลดเชื้อโรคได้มาก นอกจากนี้จะเน้นที่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามวัยด้วย

ถึงแม้ว่าคุณแม่จะงานยุ่งขนาดไหน แต่เรื่องสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงของลูกน้อยย่อมต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังคำที่ว่า “สุขภาพที่ดี จะส่งผลให้เกิดพัฒนาการที่สมบูรณ์ในลูกน้อย”



        





ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เตรียมศึกษาเคสตัวอย่างพิสูจน์ “นวดไทย” ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ | PG&P

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เตรียมศึกษาเคสตัวอย่างพิสูจน์ “นวดไทย” ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมศึกษาเคสตัวอย่างพิสูจน์ความเชื่อ นวดไทยช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ พร้อมรวมตำรานวดไทยรักษาโรคเซ็กซ์เสื่อม ด้าน “จีน-อินโดนีเซีย” สนใจฟังปากต่อปากใช้บริการนวดปลุกเซ็กซ์

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมานพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการนวดแผนไทยที่เชื่อว่าช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ หรือช่วยรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ ว่า ในระดับภูมิปัญญาชาวบ้านก็มีการพูดเป็นตำรับตำราอยู่ แต่ไม่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ ล่าสุดตนได้มอบหมายให้ทางกลุ่มงานการนวดไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย หน่วยงานในสังกัดของกรมฯ ทำงานร่วมกับทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ ว่า มีการนวดในลักษณะนี้มากน้อยแค่ไหน และมีเป็นตำรับตำราจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องใช้เวลา ก่อนจะมาพิจารณาว่าจะมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพของการนวดไทยว่า ช่วยรักษาหรือเสริมสมรรถภาพทางเพศได้จริงหรือไม่จริง

“การศึกษาเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องมีการเก็บรวมรวมเคสตัวอย่างที่เคยใช้วิธีนวดดังกล่าว ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะที่ผ่านมาการนวดแบบนี้จะไม่ค่อยมีใครกล้าเปิดเผย ถือเป็นเรื่องส่วนตัว หมอนวดก็ไม่มีการเก็บตัวอย่างเคส ทำให้ไม่ทราบว่าในแต่ละปีมีคนมารักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วยการนวดมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น การจะศึกษาว่าการนวดแผนไทยช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้จริงหรือไม่ จึงต้องมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือจริงๆ” อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าว

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า ระหว่างที่ยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจนถึงประสิทธิภาพ อยากฝากเตือนไปยังผู้ที่สนใจและต้องการนวดทุกคน ซึ่งไม่ได้เฉพาะเรื่องการนวดเพื่อเสริมสมรรถภาพทางเพศเท่านั้น อยากให้พึงระวัง หากต้องการนวดควรเลือกหมอนวดที่ผ่านมการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ซึ่งจะมีใบรับรองให้ โดยจะต้องผ่านการอบรมอย่างน้อย 300 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยจริงๆ เนื่องจากปัจจุบันมีหมอนวดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญอยู่มาก อาจถูกหลอกให้นวด ซึ่งเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา และยังเสี่ยงไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอีก

แหล่งข่าวภายในงานเสวนาองค์ความรู้ด้านวิชาการการแพทย์ไทย และการแพทย์ทางเลือก ที่โรงแรมโกลเด้นดราก้อน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ข้อมูลว่า จริงๆ การนวดรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือกระตุ้นให้อวัยวะแข็งตัวเร็ว และนานขึ้นนั้น มีการนวดลักษณะนี้จริง เพียงแต่จะไม่แพร่หลายในหมู่หมอนวดพื้นบ้านเท่าไรนัก เป็นการบอกเล่ากันปากต่อปาก ซึ่งมีชาวต่างชาติทั้งจีน อินโดนีเซีย มารับบริการ แต่มากแค่ไหนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์แผนไทย นวดที่ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศยังไม่มีตำรับตำราที่ชัดเจน มีเพียงการนวดที่ช่วยเรื่องต่อมลูกหมากโตมากกว่า โดยการนวดลักษณะนี้เชื่อว่า ไม่ใช่โรคต่อมลูกหมากโต แต่อาจเกิดจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี จึงไปนวดกระตุ้นทำการรักษานั้นเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ในวันที่ 5-7 กันยายน 2555 ที่ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยหัวข้อหลักปีนี้เน้นเรื่อง “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ซึ่งในงานจะมีการเสวนาถึงการนวดไทยกับปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วย



ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ระวัง! "สารหล่อลื่น" ทาถุงยาง เสี่ยงขาด "ติดโรค-ตั้งครรภ์" | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนอย่าใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำมันทาถุงยางอนามัย เสี่ยงแตกง่ายใน 5 นาที แนะใช้สารประเภทน้ำแทน ปลอดภัยกว่า

ระวัง! "สารหล่อลื่น" ทาถุงยาง เสี่ยงขาด "ติดโรค-ตั้งครรภ์"

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.วันเพ็ญ ดวงสว่าง นักฟิสิกส์รังสีปฏิบัติการ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 20 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ว่า ที่ผ่านมาได้ทำการศึกษา เรื่อง "ผลกระทบของการทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นชนิดต่างๆ ที่มีผลต่อการเสื่อมคุณภาพและการแตกของถุงยางอนามัย" โดยพิจารณาความเหนียวและความยืดตัวของยางจากค่าความดัน และปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย โดยได้ทำการทดสอบด้วยวิธีทดสอบตาม มอก.625-2548 ซึ่งได้กำหนดชุดควบคุมเป็นถุงยางอนามัยที่ไม่ทาสารหล่อลื่นเพิ่ม และชุดทดลองเป็นถุงยางอนามัยที่ทาสารหล่อลื่นแต่ละชนิดเพิ่ม แยกเป็นสารหล่อลื่นประเภทน้ำ (water-based) ได้แก่ เค-วาย เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ และสารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน (oil-based) ได้แก่ เบบี้ออยล์ บอดี้โลชั่น วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่และน้ำมันพืช

น.ส.วันเพ็ญกล่าวอีกว่า ในการทดลองได้ทาเพิ่มสารหล่อลื่นบนถุงยางอนามัยทิ้งไว้เป็นเวลา 5 นาที 10 นาที 30 นาที และ 45 นาที ตามลำดับแล้วนำไปทดสอบด้วยเครื่องทดสอบความดันและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย พบว่า ค่าเฉลี่ยความดันขณะแตกและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัยทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นประเภทน้ำ มีค่าใกล้เคียงกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม และไม่พบจำนวนชิ้นบกพร่องในทุกช่วงเวลา ไม่มีผลทำให้เกิดความเสื่อมของถุงยางอนามัย สำหรับถุงยางอนามัยที่ทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน พบว่าค่าเฉลี่ยความดันขณะแตกและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัยมีค่าลดลง เห็นผลชัดเจนหลังทา 5 นาที โดยถุงยางอนามัยแตกเร็วขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม

"หากผู้ใช้ถุงยางอนามัยต้องการทาสารหล่อลื่นเพิ่ม จึงไม่ควรใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำมันกับถุงยางอนามัย แต่ควรเลือกใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำเท่านั้น เพราะการทาสารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน จะทำให้ถุงยางอนามันเสื่อมคุณภาพ ไม่สามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ หากใช้จะยิ่งเสี่ยงต่อการติดโรคและการตั้งครรภ์"น.ส.วันเพ็ญกล่าว
         




ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ดื่มชาเย็นมากอาจเป็นนิ่วในไต เพราะมีกรดออกซาลิกปริมาณสูง | PG&P

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยลาโยลาของสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า ผู้ที่ชอบดื่มชาเย็นมากๆ อาจจะเสี่ยงกับการเป็นนิ่วในไตอันเจ็บปวดขึ้น
นักวิจัยอธิบายให้ฟังว่า การดื่มเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมกันในฤดูร้อนนี้ มีกรดออกซาลิก อันเป็นสารเคมีก่อผลึกเล็กๆ ของแร่ธาตุและเกลือ ปนอยู่ในปัสสาวะ ซึ่งอาจจะโตขึ้น จนไปเกาะติดอยู่กับท่อปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะได้
ดร.จอห์น มิลเนอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แผนกโรคทางเดินปัสสาวะชี้ ว่า “ยิ่งผู้ที่โน้มเอียงชอบเป็นนิ่วในไตเกือบทุกแบบอยู่แล้ว ชาเย็นนับเป็นเครื่องดื่มที่แสลงมากที่สุด” และเสริมว่า “ผมเองก็ชอบดื่มเหมือนกัน แต่อย่าไปดื่มมาก เช่นเดียวกับของอย่างอื่น การยึดทางสายกลางไว้เป็นดีที่สุด”
“ผู้คนมักจะบอกแนะกันว่า ให้ดื่มน้ำมากๆ เมื่ออากาศร้อน และคนหลายคนก็เลือกดื่มชาเย็น เพราะแคลอรีน้อยและรสชาติดีกว่าน้ำ แต่เมื่อนึกถึงนิ่วในไต ก็ควรจะต้องระวังโทษไว้”
ปกติแล้ว ผู้ชายจะเป็นนิ่วในไตง่ายกว่าสตรีถึง 4 เท่า โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 40 ปีไปแล้ว แต่สตรีวัยทอง ซึ่งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และยิ่งเคยตัดรังไข่มาแล้ว ก็ควรจะต้องระวังด้วย


ภาพประกอบ : อินเทอร์เน็ต
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

วิจัยชี้เสพยา "คลับ ดรักส์" เชื่อช่วยผอมบาง-ผิวพรรณขาว

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผลวิจัยพบกลุ่มเสพยา"คลับ ดรักส์" เหตุเพราะเข้าใจผิดมหันต์ว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพน้อยทำให้ผอมบาง-ผิวพรรณ ขาว-ปรับสถานภาพทางสังคให้สูงขึ้น ชี้ผลเสียอื้อ ความจำลดน้อยลง ซึมเศร้า เสียการเสียงาน ครอบครัวพัง

วิจัยชี้เสพยา "คลับ ดรักส์" เชื่อช่วยผอมบาง-ผิวพรรณขาว

นางสำเนา นิลบรรพ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หนึ่ง ในคณะผู้วิจัย กล่าวว่าสถาบันธัญญารักษ์และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการวิจัยเรื่อง "กระบวนการเสพและผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและครอบครัวของผู้เสพยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันธัญญารักษ์ และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่"เพื่อศึกษากระบวนการเสพ ผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและครอบครัวจากการเสพยาเสพติดของผู้เสพยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs(คลับดรักส์) เช่น ยาไอซ์ ยาอี เป็นต้น

โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เสพยาเสพติดกลุ่มคลับดรักส์ ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันธัญญารักษ์ และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่ จำนวน 123 คน ด้วยการตอบแบบสอบถามและสัมภาษณ์ จำนวน 47 คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้ยาคลับดรักส์โดยตรง และกลุ่มที่มีประสบการณ์การเสพใช้ยาเสพติดชนิดอื่นมาก่อน

ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยราว 25.4 ปี สถานภาพโสด จบการศึกษาระดับมัธยมต้น ไม่ได้ประกอบอาชีพ ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพจะมีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ยาเสพติดกลุ่มคลับดรักส์ที่เสพส่วนใหญ่คือ ยาไอซ์ ร้อยละ 99 ปริมาณที่เสพต่อวัน เฉลี่ย 0.99 กรัม เสพทุกวัน ระยะเวลาที่เสพจนถึงปัจจุบันเฉลี่ย 2.9 ปี มักจะเสพที่ห้องพักหรือเช่าโรงแรมเสพ ในกลุ่มที่ใช้ยาคลับดรักส์โดยตรง ให้เหตุผลในการเสพว่า อยากลอง เพื่อความสนุก เพื่อนชวนต้องการให้มีรูปร่างผอมสวยและผิวขาว และความจำเป็นต้องเสพเพื่อประกอบอาชีพ

ส่วนกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการเสพยาเสพติดชนิดอื่นมาก่อนให้เหตุผลว่า อยากลองเพื่อนชวน และมีคนแนะนำให้ใช้ ทดแทนยาบ้ามีผลกระทบต่อสุขภาพน้อย และคุ้มค่าราคาถูกกว่ายาบ้า ส่วนสาเหตุของการเสพยากลุ่มคลับดรักส์อย่างต่อเนื่อง เกิดจากรู้สึกติดใจในรสชาติ เชื่อว่ายาเสพติดช่วยเพิ่มความขยันอดทน มีความมุ่งมั่นในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทำให้รูปร่างผอมบางและผิวพรรณขาว ปรับสถานภาพทางสังคมให้สูงขึ้น และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
นางสำเนา กล่าวด้วยว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเสพติดกลุ่มคลับดรักส์ ด้านร่างกาย ส่วนใหญ่ผอมหรือน้ำหนักลดลง ทรุดโทรม และความจำลดน้อยลง ด้านอารมณ์ และพฤติกรรม หงุดหงิด โมโหง่าย ใจร้อนขึ้น และตื่นเต้น ตกใจง่าย ด้านการเรียนหรือการทำงาน ขาดความรับผิดชอบต่อการงานหยุดเรียนหรือขาดงานบ่อยครั้ง และไปทำงานหรือไปเรียนสาย อาการทางจิตประสาทที่พบมากที่สุดคือ อาการซึมเศร้า โดยจะเกิดเป็นบางครั้งรองลงมาคือ อาการหูแว่ว และหวาดระแวง จะเกิดเฉพาะเวลาที่เสพยา






ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เปลี่ยน 7 สิ่งสร้างสุขเพื่อแม่ | PG&P

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ร่วมกับศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ รณรงค์ทำดีเพื่อแม่โดยแนะให้เปลี่ยน 7 อย่างสร้างสุขให้แม่

แนะ!!เปลี่ยน7สร้างสุขให้แม่วิธีง่ายๆสไตล์อายุรวัฒน์

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าว ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ที่ทุกคนระลึกถึงพระคุณของแม่โดยการทำดีเพื่อเป็นการตอบแทนคุณท่าน ซึ่งขอแนะนำให้เปลี่ยน 7 อย่างสร้างสุขให้แม่ ด้วยวิธีง่าย ๆ สไตล์อายุรวัฒน์ โดยให้มีวิถีชะลอวัย โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยไปตามวัยเสมอ ดังนี้คือ 1. เปลี่ยนอาหาร ผู้ที่เป็นมารดามักต้องเสียสละร่างกายส่วนหนึ่งเพื่อไปสร้างเป็นร่างกายลูก น้อย ส่วนหายไปทำให้คุณแม่ทรุดโทรมได้เมื่อถึงวัยหนึ่ง การเปลี่ยนอาหารช่วยคุณแม่นั้นขอให้เริ่มที่ ชา,กาแฟ,น้ำอัดลม,น้ำหวานและแอลกอฮอล์ ขอให้เป็นน้ำเพื่อสุขภาพนั่นคือ “น้ำเปล่า” และ “น้ำผักผลไม้ปั่นทั้งกาก” ส่วนในเรื่องมื้ออาหารขอให้ทานแบบไม่ต้องหนักทั้ง 3 มื้อก็ได้ ปรับมื้อเย็นให้เบาลงเป็นสลัดหรือผักน้ำพริกไม่มีข้าว เอาอาหารแคลเซียมสูงเติมเข้าไป อาทิ เต้าหู้,งาดำและปลาเล็กให้คุณแม่รับประทาน “เติมกระดูก” ให้ลูกควงแขนเดินเล่นได้นานๆ

2.เปลี่ยนน้ำดื่ม การดื่มน้ำแบบคุณแม่ต้องเลือกดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ น้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่คุณแม่หลายท่านไม่คุ้นชิน การกินน้ำชา,กาแฟหรือน้ำแร่นั้นก็เป็นเรื่องนานาจิตตังสุดแต่คุณแม่นิยมครับ แต่หลักการก็คือให้มีน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อบำรุงสมองและหัวใจของคุณแม่ให้ไม่เสื่อมไวจากการอักเสบตามวัย 3.เปลี่ยนการนอน คนเมื่อถึงวัยคุณแม่แล้วมักบ่นว่านอนได้น้อยลงหรือไม่ก็ตื่นไวขึ้น การนอนที่ดีของคุณแม่ขอคุณลูกแค่แอบสังเกตว่า “นอนกลางวัน” หรือไม่ถ้าใช่ให้ชวนคุณแม่ทำกิจกรรมอื่นแทนการนอน ถ้ายังไม่หลับอีกก็ให้หา “น้ำเชอรี่”, “ขี้เหล็ก”, “มะตูม” หรือชาคาโมไมล์อุ่นท้องมาให้คุณแม่รับประทานจะช่วยได้มาก

4.เปลี่ยนการนั่ง คุณแม่หลายท่านมีเรื่อง “น้ำหนักเกิน” จากการไม่ค่อยลุกเดิน ขอให้ชวนคุณแม่มาลุกเดินรอบบ้านบ้างหรือเปลี่ยนโลเคชั่นสวยๆ นอกบ้านให้คุณแม่รู้สึกอยากเดิน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ “ข้อเข่า” และ “ข้อสะโพก” มีปัญหา แต่ถ้ามีคุณแม่ที่ขยันไม่หยุด เดินทั้งวันก็ขอให้คุณลูกดูอย่าให้ท่านั่งท่า ขัดสมาธิ,พับเพียบ,ยองๆ และคุกเข่าบ่อยเกินไปเพราะทำลายข้อได้

5.เปลี่ยนข้อไหล่ข้อเข่า นั่นคือเปลี่ยนให้คุณแม่ได้พักร่างกายบ้าง อย่างการหิ้วของหนักหรือยกของจนข้อไหล่และหลังแทบพังนั้นขอให้เว้นไว้เลย เพราะคุณแม่อาจมีปัญหากับ “โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)” หรือกระดูกบางระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ลองคิดง่ายว่าตั้งแต่เราเกิดมาก็มีแม่คอยอุ้ม ครั้นโตขึ้นแม่บางท่านต้องช่วยหิ้วกระเป๋าหนังสือ เมื่อเติบใหญ่ทำงานได้แล้วคุณแม่ก็อาจยังต้องคอยช่วยดูแลกิจการ ช่วยยกข้าวของหรือซักผ้าทำงานบ้านเพื่อให้ลูกสบายขึ้น ขอให้จับมือคุณแม่ไว้แล้วช่วยให้ท่านเบาแรง 6.เปลี่ยนหัวใจ ในที่นี้หมายถึงจิตใจข้างในของคุณแม่ต้องแก้ที่ “เครียด” ด้วย ในผู้ใหญ่เราพบภาวะเครียดเก็บไว้ข้างในจนกลายเป็น “ซึมเศร้า (Depressive mood disorder)” ได้มาก หากมีอาการเหงาๆ เงียบๆ ไปขอให้ลูกๆ เข้าไปทัก นอนตัก นั่งนวด ลูบเนื้อตัวให้คุณแม่ แค่นี้ก็ช่วยล้างพิษพิชิตเครียดในหัวใจคุณแม่ได้แล้ว เปลี่ยนให้ความเครียดนั้นกลายเป็นความสุขตามประสาแม่ลูก

7.เปลี่ยนรัก ให้คุณแม่ได้พักบ้าง เพราะความรักของแม่นั้นเป็นอนันต์ ทุกๆ วันแม่มีแต่คอยรักและห่วงลูกจนเมื่อแม่ย่างเข้าวัยอาวุโสขึ้น แม่จะรู้สึกว่าต้องฝืนร่างกายดูแลลูกทำกับข้าวหรือดูแลบ้านเพื่อลูกเพราะคำ ว่า “รัก” คำเดียวเท่านั้น ข้อนี้สำคัญครับคือขอให้ลูกเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรักแม่อย่างที่แม่ทำบ้าง ให้แม่วางภาระงานลงแล้วหาคนมาช่วยทำงานบ้าน โดยตัวลูกเองลงมาชวนคุณแม่ทำกิจกรรมเล็กๆน้อยด้วย กันพอให้ไม่เหงาเช่น ทำกับข้าวให้แม่กิน, ชวนแม่ทำสวนหรือชวนกันเดินเล่นกวาดพื้นแถวซอยบ้าน

สำหรับเรื่องการ “เปลี่ยน” นั้น น.พ.กฤษดา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกทุกคนจะทำให้คุณแม่ได้ เพราะดวงใจของคุณแม่ก็คือลูก ลงถ้าลูกเป็นห่วงและขอร้องแล้วก็เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่คงพร้อมที่จะทำอย่าง ปลื้มใจที่สุด แต่ก็ขอให้อย่าเพิ่งหยุดการเปลี่ยนนี้ที่แค่คุณแม่ เพราะตัวลูกเองก็อาจ “เปลี่ยน” ให้คุณแม่มีความสุขได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนสำคัญที่มอบเป็นของขวัญในวันแม่ได้ก็คือ เปลี่ยนการดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, เปลี่ยนการกินเที่ยวดึกๆ หรือเปลี่ยนตัวตนเป็นคนขยันช่วยคุณแม่ให้ไม่ต้องเหนื่อยตลอดชีพ เพราะความสำคัญอยู่ที่ “รักจากลูก” นั่นเองที่ทำให้แม่ไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงรักที่ทำให้ “เปลี่ยน” นี้จะทำให้แม่มีสุขภาพดีอยู่กับลูกไปนานแสนนาน







ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

กลิ่นปาก ... บอกลาถาวร | PG&P

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กลิ่นปาก ... บอกลาถาวร

นอกจากใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะอาดตา รอยยิ้มสวยสดใส แต่จะเฟอร์เฟกต์ยิ่งขึ้นเมื่อพูดแล้วไม่มีกลิ่นปากแถมออกมา
การจะกลบ "กลิ่นปาก" ให้อยู่หมัด ไม่ใช่เรื่องยาก ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร ทพญ.จิราภรณ์ ผลพิบูลย์ ศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช บอกว่า สาเหตุของกลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟัน บริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือในรูฟันผุ
80-90% ของผู้ที่มีปัญหาเรื่องลมหายใจมีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นปาก มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาในช่องปาก เศษอาหารที่เน่าอยู่ตามซอกฟัน รวมทั้งแผ่นคราบฟันและหินปูนที่อยู่รอบๆ ฟัน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้อย่างดี นอกจากนี้โรคในช่องปาก เช่น ภาวะเหงือกอักเสบ เป็นหนอง จากโรคปริทันต์ หรือฟันโยก ยังเป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้อีกด้วย
"น้ำลาย" ก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เพราะน้ำลายเปรียบเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อช่วยชะล้าง สิ่งสกปรกภายในช่องปาก ช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น ดังนั้น หลังตื่นนอนใหม่ๆ จะสังเกตได้ว่า กลิ่นปากจะแรง เพราะในขณะที่นอนหลับน้ำลายจะถูกขับออกมาน้อย ทำให้น้ำลายมีการหมุนเวียนน้อย เศษอาหารที่ตกค้างสะสมอยู่จึงมีการบูด เกิดเป็นกลิ่นปากแต่เมื่อแปรงฟันแล้วน้ำลายมีการไหลเวียนมากขึ้น กลิ่นปากจะบรรเทาลง
อย่างไรก็ตาม คนที่มีปัญหาปากแห้งเนื่องจากมีการหลั่งน้ำลายน้อย จะพบปัญหากลิ่นปากมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ทานยาบางชนิด อยู่ในภาวะอดอาหาร ดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ตลอดจนภาวะทางจิตใจ ความเครียด อาชีพที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ครู และทนายความ
บางครั้งกลิ่นปากก็เกิดขึ้นได้จากโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากมีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงคอ ซึ่งในภาวะพบได้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โดยแบคทีเรียที่อยู่บริเวณดังกล่าวจะย่อยน้ำเมือกและทำให้เกิดกลิ่นขณะมีลม ผ่านลิ้นที่เคลื่อนไหวในขณะพูด
สำหรับปัจจัยอื่นๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดเมื่อรับประทานไปแล้วจะมีกลิ่นขับออกมาทางลม หายใจ เช่น หัวหอม กระเทียม ทุเรียน ผู้ที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ คนที่ท้องผูกต่อเนื่องหลายวัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคทางร่างกายบางอย่าง เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง วัณโรค โรคปอดและโรคระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรคเบาหวานจะมีกลิ่นลมหายใจเหม็นจากสารคีโตน ซึ่งพบเฉพาะในผู้ที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
ทันตแพทย์ แนะว่า การดูแลสุขภาพในช่องปากอย่างถูกวิธีควรทำความสะอาดโคนลิ้นด้วยแปรงทำความ สะอาดลิ้นและแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น การบ้วนปากและกลั้วปากด้วยน้ำยาทำความสะอาด รับประทานอาหารที่มีใยอาหาร เคี้ยวหมากฝรั่ง การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
"หากต้องการทำความสะอาดช่องปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก ช่วงเวลาทำความสะอาดที่ดีที่สุด คือช่วงเวลาก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้น้ำยาทำความสะอาดตกค้างในปากได้นาน และออกฤทธิ์ได้นาน ทำให้ลดกลิ่นปากหลังตื่นนอนได้อย่างดี" คุณหมอกล่าว
สำหรับยาสีฟันและแปรงสีฟันที่เหมาะกับการดูแลสุขภาพช่องปากนั้น ทันตแพทย์แนะว่า ยาสีฟันมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบผง แบบครีมและแบบเจล แต่ชนิดที่เป็นครีมหรือเจล จะทำให้เคลือบฟันของเราสึกกร่อนน้อยกว่าชนิดผง และควรเลือกยาสีฟันที่มีสี กลิ่น รส ตามที่ชอบ ไม่จำเป็นต้องราคาสูง หรือในภาวะที่มีอาการเสียวฟัน อาจเลือกใช้ยาสีฟันที่ลดอาการเสียวฟัน หรือถ้าต้องการป้องกันฟันผุก็เลือกแบบที่ผสมฟลูออไรด์
ส่วนแปรงสีฟันควรเลือกที่ขนแปรงอ่อนนุ่มและปลายขนมนกลม จะได้ไม่คมบาดเหงือก เลือกขนาดที่พอดีกับช่องปากของตัวเอง ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปและเลือกที่ด้ามจับถนัดมือ
ผู้ที่กำลังเผชิญอยู่กับปัญหากลิ่นปาก คงต้องลองกลับไปค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไข แต่ถ้าปัญหากลิ่นปากยังไม่หมดไป ทางออกที่ดีที่สุดควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ หาแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อบุคลิกภาพที่ดี บอกลาปัญหากลิ่นปากได้อย่างถาวร
กลเม็ดพูดแล้วหอม- จิบน้ำทุกครึ่งชั่วโมง อย่าปล่อยให้ปากแห้ง - ทุกครั้งหลังอาหาร ควรแปรงฟันและลิ้น หรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก- ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2 - 3 ครั้ง- เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล- งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม- หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก- เลิกสูบบุหรี่


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

การมีเลือดปนกับน้ำอสุจิ | PG&P

การมีเลือดปนกับน้ำอสุจิเป็นอาการ ที่ทำให้ผู้ป่วยตกใจกลัวและกังวลเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วย ชายอายุน้อยกว่า 40 ปี

การมีเลือดปนกับน้ำอสุจิ

ผู้ชายหลายคนอาจเคยมีประสบการณ์ของการมีเลือดปนในน้ำอสุจิหนึ่งครั้งหรือ เป็นครั้งคราว ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทุกวัย บางครั้งอาจมองเห็นเลือดในน้ำอสุจิตลอดสองสามเดือนหรือมากกว่านั้น

ปริมาณของเลือดในน้ำอสุจิแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ  ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นเป็นหยดเลือดหรือสายของเลือดในน้ำอสุจิหรือดูน้ำอสุจิ เหมือนเป็นเลือด แม้ว่าอาการดังกล่าวนี้จะเป็นไม่นาน  การทดสอบสาเหตุการมีเลือดปนกับน้ำอสุจิมีหลายวิธีและควรได้รับคำแนะนำสำหรับ การรักษาจากแพทย์

ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุการมีเลือดปนในน้ำอสุจิ  ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเมื่อได้รับการวินิจฉัยเลือดในน้ำอสุจิ  มักจะเกิดจากการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ การมีเลือดปนน้ำอสุจิอาจเกิดจากสภาวะที่มีผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะผู้ชาย ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ลูกอัณฑะ ท่อเก็บเชื้ออสุจิ (Epididymis : ทำหน้าที่เก็บสะสม และขนส่งอสุจิที่ผลิตได้จากลูกอัณฑะ) ท่อนำอสุจิจากลูกอัณฑะ ถุงพักน้ำอสุจิ (Seminal vesicles) และต่อมลูกหมาก

การบาดเจ็บโดยตรง น้ำเชื้อประกอบด้วยตัวอสุจิและของเหลวที่หลั่งออกมาโดยต่อมลูกหมากและต่อม อื่น ๆ ของเหลวเหล่านี้เข้ารวมกับตัวอสุจิซึ่งผ่านเข้าท่อปัสสาวะสำหรับการหลั่ง  มีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้หลอดเลือดเสียหายหรือถูกทำลายไปตลอดเส้นทางของ น้ำเชื้อหรือทางเดินปัสสาวะไปถึงท่อปัสสาวะ  หลอดเลือดอาจแตกหรือฉีกขาดแล้วมีเลือดรั่วไหลในการหลั่งน้ำอสุจิ หรือการปัสสาวะ

สาเหตุที่เป็นไปได้ของการมีเลือดปนกับน้ำอสุจิ ได้แก่  นิ่วของกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยไม่ได้ร่วมเพศเป็นเวลานาน อาการเป็นหลังการตรวจตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 80 ที่ได้รับการตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก อาจมีเลือดปนกับน้ำอสุจิประมาณสามถึงสี่สัปดาห์หลังการผ่าตัด การบาดเจ็บของลูกอัณฑะ เช่นเดียวกันหลังการผ่าตัดทำหมันโดยตัดท่อนำอสุจิอาจทำให้มีเลือดปนกับน้ำ อสุจิประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังการผ่าตัด นอกจากนี้อาจพบจากการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง

สาเหตุทางการแพทย์อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบได้ในผู้สูงอายุมากกว่า ได้แก่ ก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะหรือต่อมลูกหมาก เช่น ถุงน้ำหรือติ่งเนื้อที่ยื่นออกมา มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โรคเลือดออกไม่หยุดหรือฮีโมฟีเลีย มะเร็งต่อมลูกหมาก  ต่อมลูกหมากโต เกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ รับประทานยาละลายลิ่ม

การติดเชื้อและการอักเสบ* การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ หนองในเทียม  เริมที่อวัยวะเพศ  โรคหนองใน

* ท่อนำอสุจิอักเสบ* ต่อมลูกหมากอักเสบ ท่อนำอสุจิอักเสบท่อปัสสาวะอักเสบ







ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย รศ.น.ท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ตามไปดูความหมาย Happy Society | PG&P

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ในครั้งที่แล้วผู้เขียนได้เล่าถึง บ้านชะอม อำเภอ แก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของ ชุมชนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นชุมชนที่มีความสุขแห่งหนึ่ง ภายใต้การเรียนรู้ที่มีความล้มเหลวเป็นบทเรียน หลายต่อหลายครั้ง จนนำไปสู่ความรู้แจ้งบนพื้นฐานของการยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำให้คนทั้งหมู่บ้านสามารถมีอาชีพเดียวกัน คือทำไม้ขุดล้อม (ปลูก จัดหา และขายไม้ยืนต้น ตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการต้นไม้ที่โตทันใจ) โดยแต่ละครอบครัวที่ทำแผงต้นไม้ จะมีการเชื่อมโยง ติดต่อกันตลอด หากลูกค้าต้องการต้นไม้จำนวนมาก หากที่แผงใดแผงหนึ่ง ไม่พอ แต่ละแผงก็จะติดต่อประสานงานแลกเปลี่ยนหรือซื้อต้นไม้กัน
ครอบครัวชาวชะอม นับว่ามีรายได้ต่อครอบครัวสูง แต่ละครอบครัวมีแผงต้นไม้ริมถนน (คนละหลายไร่) โดยแต่ละแผงมีต้นไม้ยืนต้นขนาดต่างๆ ไว้พร้อมขาย โดยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าร้าน เมื่อลูกค้าเห็นต้นไม้และอยากได้ก็จะติดต่อเบอร์โทรศัพท์ที่เขียนไว้หน้าแผง ไม้เอง
นายธวัชชัย รักษา ผู้ใหญ่บ้านหมู่สิบ ตำบลชะอม เล่าว่า อัตราการว่างงานของชาวชะอมเรียกว่าเป็นศูนย์ รายได้เฉลี่ยต่อคนในแต่ละวันไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันบาท แรงงานที่ทำงานในแต่ละสวนนั้นส่วนใหญ่มาจาก ต่างถิ่น คนในหมู่บ้านต่างเรียนรู้คุณค่าของเวลา ขณะที่เด็กๆ ในหมู่บ้านเลือกที่จะใช้เวลาว่างไปทำงานในสวน เช่น รดน้ำต้นไม้ ใส่ขุยมะพร้าว เพาะต้นกล้า ซึ่งเด็กๆ หลายคนที่ผู้เขียนเจอในหมู่บ้าน เล่าว่า เสาร์-อาทิตย์ พวกเขาจะตามพ่อแม่มาทำงานในสวน ได้ค่าจ้าง อย่างน้อยหนึ่งร้อยบาท และเริ่มมีเงินเก็บแล้ว 2-3 พันบาท แถมตั้งใจว่าโตขึ้นก็จะทำอาชีพปลูกต้นไม้ด้วย
"วิถีชีวิตของคนที่นี่เป็นไปอย่างเรียบง่าย เหมือนกัน ทุกวัน แต่เช้าทุกคนก็จะออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปสวน ไปดูแลแผงไม้ ดูแลพันธุ์ไม้ เพาะต้นกล้า เอาไม้ขึ้นรถ ส่งให้ลูกค้า ตกเย็นประมาณห้าโมงก็ปิดแผง กลับไป ทำกับข้าวอยู่กับครอบครัว สองทุ่มหากไม่มีอะไรก็นอน ส่วนผู้ชายก็ ล้อมวงนั่งคุย นั่งกินข้าวกัน ไม่ค่อยมีความเครียด ส่วนใหญ่มีรายได้ดี บางรายขายต้นไม้ได้วันละหลายหมื่น ตอนนี้ใครเดินเข้ามาในหมู่บ้านจะเห็นบ้านใหม่ๆ หลายคนก็เอาเงินไปซื้อรถไว้ใช้งานในสวนเพิ่ม"
 ขณะที่ ลุงสายบัว พาศักดิ์ ผู้บุกเบิกอาชีพ ไม้ขุดล้อมให้ชาวชะอม เล่า ถึงวิถีชีวิตและการเกื้อกูลระหว่างคนในหมู่บ้านว่า "ได้มาก็เอามาแบ่งปันกันไป ใครมีไม้อะไรจะส่ง ก็จัดกันมา คนเราต้องคิดไกล ใจกว้าง เราต้องรักใคร่สามัคคีกันไว้ เมื่อเราทุกคน ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน เราก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ส่วนใครที่รู้มากเอาเปรียบชุมชน เราก็จะทำบัญชีดำไว้ คือ ลุงจะพูดตลอดว่า ทุกคนต้องไม่เอาเปรียบกัน เรารวยคนเดียวไม่ได้ ใครที่รวยคนเดียวจะถูกปล้น"  สังคมของบ้านชะอมที่เรียกว่าเป็นสังคมที่มีความสุขนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัด นอกจากใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ของผู้คนในหมู่บ้านที่เกิดจากการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ความสามัคคีที่ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นอีกส่วนสำคัญก็คือ บรรยากาศ ของความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งสมัยเมื่อยี่สิบปีก่อน เมื่อครั้งยังเต็มไปด้วยหนี้สิน หนุ่มสาวแต่ละบ้าน ต้องทิ้งบ้านไปทำงานต่างเมือง แต่วันนี้ หลังจากทุกพื้นที่ของตำบลชะอม เต็มไปด้วยต้นไม้ ที่สามารถแปรมาเป็น รายได้ทุกต้น ตั้งแต่ต้นละสิบบาทจนถึงต้นละกว่า แสนบาท คนหนุ่มคนสาว ที่ไปเรียนหนังสือต่อ ที่กรุงเทพฯ ก็เริ่มหันกลับมาอยู่กับพ่อแม่ ดังคำบอกเล่าของสายสมร พาศักดิ์ ลูกคนกลางของลุงบัว ซึ่งทำงานเป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน กินเงินเดือนๆ ละ กว่า 20,000 บาท ได้ลาออกจากงานกลับมาใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยพ่อแม่ดูแลและขยายกิจการผ่าน อินเทอร์เน็ต และคอยทำหน้าที่ต้อนรับกลุ่มนักศึกษาที่ขอเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตไม้ขุด ล้อม ภายใต้เงินเดือนที่ได้รับจากพ่อแม่เดือนละสองพันบาท
"ตอนทำงานเป็นลูกจ้างเขา ต้องทำวันละมากกว่า 8 ชั่วโมง บางทีก็ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้านด้วย กว่าจะนอนก็ตี 2 ตี 3 ทำให้เป็นโรคภูมิแพ้  นั่งหน้าคอมพ์ ทั้งวันจนเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม แต่พอกลับมาช่วยพ่อกับแม่ขายต้นไม้ ได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่เครียด ร่างกายก็กลับมาแข็งแรงดี ตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนก็เริ่มกลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน...คือรู้สึกว่าอยู่บ้านเรา ใกล้พ่อ ใกล้แม่ อบอุ่นดี"
 เมื่อหน่วยเล็กๆ ของสังคมซึ่งเป็นฐานที่ใหญ่ของสังคมมีความสุข...ความสุขของสังคมก็ตามมา จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไม ใน Happy 8 ของ สสส. จึงมี คำว่า Happy Family รวมอยู่ด้วย
"ใครที่รู้มากเอาเปรียบชุมชน เราก็จะทำบัญชีดำไว้คือ ลุงจะพูดตลอดว่าทุกคนต้องไม่เอาเปรียบกัน เรารวยคนเดียวไม่ได้ ใครที่รวยคนเดียวจะถูกปล้น"


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เลิกเหล้าหยุดความสูญเสีย เริ่มชีวิตดี ฉลองพุทธชยันตี | PG&P

พ.ศ.2555 ถือเป็นช่วงแห่งการฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประกอบกับในโอกาสเทศกาลเข้าพรรษา จึงถือเป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับชาวไทยจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ง่ายๆ ด้วยการเลิกเหล้านั้นเอง
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับ สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดพิธีอนุโมทนาบุญงดเหล้าเข้าพรรษาในโอกาสฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รวมทั้งเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้แก่องค์กร ครอบครัวและคนต้นแบบ ที่ประกาศตนเพื่อสร้างสังคมให้ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ กล่าวว่า สสส.ริเริ่มจัดโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษามาตั้งแต่ปี 2546 โดยในปี 2555 นี้นับเป็นการรณรงค์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน จึงได้จัดโครงการ 2,600 ครอบครัว และ 2,600 คนต้นแบบ งดเหล้าเข้าพรรษามหากุศลขึ้น
โดยได้รับความร่วมมือจาก 7 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และเครือข่ายพระสงฆ์พุทธชยันตีสังฆะเพื่อสังคมซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญและเข้าร่วมรณรงค์มากขึ้น มีการประกาศนโยบายสนับสนุนต่อเนื่องไม่เพียงแค่ช่วงที่เข้าพรรษาเท่านั้น
ผู้จัดการ สสส.กล่าวต่อว่า จากการสำรวจผลการดำเนินงานโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาช่วง 9 ปีที่ผ่านมา โดยเอแบคโพล พบว่ามีประชาชนร้อยละ 81.1 เห็นด้วยกับโครงการนี้ และร้อยละ 50 เกิดความตระหนักในพิษภัย และพยายามลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
โดยในปี 2546 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มรณรงค์ มีผู้ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาร้อยละ 40.6 ต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.3 จากจำนวนผู้ดื่มทั้งหมด17 ล้านคน โดยผู้ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาตลอด 3 เดือนประมาณร้อยละ 30 ของผู้ที่ดื่มทั้งหมดประหยัดค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,857.73 บาทต่อคน รวมทุกคนที่งดดื่มสามารถประหยัดเงินได้ 31,574 ล้านบาท การงดเหล้าทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น และพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน ช่วยลดปัญหาทางสังคมได้อีกด้วย
ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและ สังคมกว่า 156,105 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 1.97 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ โดยคนไทยต้องเสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยชั่วโมงละ 3 คน และอีก 260,000 คน กลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่
การแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพ โดยขอให้กำลังใจรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยผลักดันให้เกิด มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้ลดผลกระทบจากเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
"ต้องขอความกรุณาจากรัฐบาลพิจารณาเสริมประสิทธิภาพข้อบังคับต่างๆ เช่น มาตรการเพิ่มภาษี เพื่อให้ราคาสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ มาตรการด้านจำกัดอายุผู้ซื้อ มาตรการจำกัดใบอนุญาตจำหน่าย และมาตรการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น"
"นอกจากนี้ ขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทยที่สนับสนุนให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดประกาศนโยบายปลอดเหล้า ซึ่งขณะนี้มี 37 จังหวัดได้ประกาศนโยบายนี้แล้ว มีผลให้การจัดงานบุญประเพณี งานแข่งขันกีฬา งานกาชาด ฯลฯ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น และในอนาคตจะมีจังหวัดประกาศนโยบายงดเหล้าเพิ่มขึ้นจนครบทั้ง 77 จังหวัด" ศ.นพ.อุดมศิลป์กล่าว
ด้านลุงนรินทร์ แป้นประเสริฐ ประธานชุมชนวัดโพธิ์เรียง กทม. อายุ 50 ปี เล่าว่า เคยดื่มเหล้ามาตั้งแต่อายุ18 ปี จนเมื่อปี2540 ตัดสินใจทำบัตรเครดิตไว้สำหรับจ่ายค่าเหล้าเพียงอย่างเดียว ตกเดือนละเป็นหมื่นบาทเพราะช่วงนั้นติดเพื่อนดื่มเหล้าเข้าสังคมเป็นประจำ ต่อมาในชุมชนมีปัญหาเรื่องยาเสพติดก็ใช้การรณรงค์ให้คนหันมาดื่มเหล้าดีกว่า ยาเสพติด
เพราะคิดว่าเหล้าเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับรุนแรงมากกว่าเดิม ยาเสพติดก็ไม่หมดไป เพราะยิ่งคนดื่มก็ยิ่งสร้างปัญหาสังคมมากขึ้น ทั้งทะเลาะวิวาท การลักขโมย จนกระทั่งปี 2550 ที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชน จึงคิดหาทางแก้ปัญหาโดยใช้หลักคิดว่าหากจะให้ยาเสพติดหมดไปต้องเริ่มที่การ เลิกเหล้าให้ได้ก่อน ดังนั้นจึงทำเป็นแบบอย่างให้กับคนในชุมชนปฏิบัติตาม "ผมก็เริ่มจากตัวเราเอง โดยการจัดงานบวชลูกชายเป็นงานปลอดเหล้า พิมพ์ในการ์ดเลยว่าไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ๆ ก็กลัวว่าจะไม่มีคนมา ปรากฏว่าคนมาเต็มงาน ผมจัดโต๊ะจีน 50 โต๊ะ แล้วลองคิดดูว่าหากวันนั้นผมมีเหล้าในงาน ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 600 บาทต่อโต๊ะ ซึ่งเห็นชัดเจนเลยว่าผมประหยัดไปได้เยอะ ซึ่งก็มีแต่คนมาชื่นชมคนในชุมชนก็ทำตามเรา เห็นเราเป็นแบบอย่าง"
"ตอนหลังปี 52 ผมเริ่มคุยกับร้านค้าในชุมชน 25 ร้านให้ปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สุดท้าย ทุกร้านยินยอมปฏิบัติตาม แม้แรกๆ จะได้คำตอบว่าหากฉันทำแล้ว ร้านอื่นไม่ทำอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งผมต้องใช้เวลาเป็นปีในการสร้างความเข้าใจจนทุกร้านยอมปฏิบัติตาม ถึงวันนี้ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่เกิด ครอบครัวที่มีพ่อแม่ดื่มเหล้าก็ลดลงลูกก็ได้ไปโรงเรียนตามปกติ เยาวชนในชุมชนก็มาพูดคุยกันมากขึ้น" ลุงนรินทร์กล่าว
เลิกเหล้าได้แล้วจะส่งผลให้ครอบครัวและชุมชนมีความสุข และที่สำคัญมีเงินเหลือในกระเป๋าอีกเพียบด้วย



ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

รวมพลังสกัดปัญหาวัยโจ๋ เสริมเกราะคุ้มกัน-เพิ่มทักษะชีวิต | PG&P

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนไทย มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากขึ้น ทั้งยาเสพติด ติดเหล้า ติดเกมส์ และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมมือกันดูแล ป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าใกล้กับปัญหาเหล่านี้
ผู้ใหญ่ พ่เอแม่ ผู้ปกครอง จึงไม่ควรนิ่งดูดาย หรือ ปล่อยให้เด็ก และเยาวชน ยุคนี้ ต้องผจญอยู่กับปัญหาอย่างโดดเดี่ยว เพราะ นั่นหมายถึงว่า อนาคตของเด็กและเยาวชน มีโอกาสที่จะพลาดพลั้ง เกิดความเสียหายแก่การดำรง ชีวิตได้โดยง่าย
ต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ และนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ที่ได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดโครงการ “ศึกษาสาธารณสุขร่วมใจ เทิดไท้องค์ราชัน ลดโรค เพิ่มสุขวัยรุ่นไทย” เพื่อดูแลวัยรุ่นให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา โดยใช้กลยุทธ์ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันปัญหา จัดระบบการดูแลช่วยนักเรียน สอนทักษะชีวิตและเพศศึกษาให้สามารถประเมินความเสี่ยง และหากมีปัญหาเกิดขึ้นก็สามารถเข้าถึงบริการที่เป็นมิตรได้
นายวิทยา บูรณศิริ ให้ความเห็นในแนวทางของ กระทรวงสาธารณสุข ว่า วัยรุ่นเดี๋ยวนี้เป็นหนุ่มสาวเร็วกว่าสมัยก่อน เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในช่วงอายุน้อยลง เฉลี่ยอายุ 15 ปี และใช้ถุงยางอนามัยเฉลี่ย 50% โดยในปี 2554 พบวัยรุ่นหญิงอายุ 10-19 ปี คลอดบุตรมากถึง 131,400 คน หรือประมาณชั่วโมงละ 15 คน คิดเป็น 17% ของจำนวนหญิงที่คลอดบุตรทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการคลอดบุตรในวัยรุ่นระดับโลกที่มี 11% ปัญหานี้จึงนำไปสู่ความไม่พร้อมในการเลี้ยงดูลูก ปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่มีงานทำ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมจึงทำให้วัยรุ่นตัดสินใจยุติตั้งครรภ์ด้วยวิธีที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดอันตรายและความเสี่ยงต่อชีวิต อีกทั้งยังพบว่าวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นด้วย
“กระทรวงสาธารณสุข จะบูรณาการทีนเซ็นเตอร์ (Teen Center) ให้เป็นคลินิกสำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นมิตร ให้คำปรึกษา ตรวจรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าว่าในปี 2559 จะต้องครอบคลุมโรงพยาบาลชุมชน 1,000 แห่ง หรือ 1 โรงพยาบาล 1 คลินิกวัยรุ่น ซึ่งจะทำให้วัยรุ่นเข้าถึงบริการ และลดการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร หรือลดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นได้” คุณ วิทยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำให้เกิดความสบายใจ
ด้าน นายสุชาติ ในฐานะเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ ก็กล่าวถึงความรับผิดชอบทางด้านการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า ศธ.จะตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือนักเรียน 226 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในนักเรียน และดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง มีการเชื่อมเครือข่ายทั้งในและนอกสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากิจกรรมเพื่อนที่ปรึกษา เพื่อให้นักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วสามารถให้คำปรึกษาช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนที่ประสบปัญหาเบื้องต้นได้
ขณะที่ นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ. ได้ร่วมกับกรมสุขภาพจิต และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนขึ้น โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ที่จบทางด้านจิตวิทยาคลินิกมาประจำอยู่ที่โรงเรียน 1 คน เพื่อช่วยตรวจคัดกรองปัญหาสุขภาพจิต และให้การดูแลบำบัดรักษาเบื้องต้นภายในโรงเรียนได้ โดยปัจจุบันได้ทดลองนำร่องในโรงเรียน 24 แห่ง จาก 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา ร้อยเอ็ด สระแก้ว นครศรีธรรมราช สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ
“โรงเรียนมักจะเร่งแต่เรื่องวิชาการให้แก่เด็ก ทั้งที่ความจริงแล้วถ้าเด็กมีวิชาการแน่นเกินไป แต่ไม่มีวิชาชีวิตที่แน่นพอ ก็จะทำให้เด็กมีความก้าวหน้า แต่ไม่มีความสุข ดังนั้นเราต้องเร่งให้เด็กมีการเสริมสร้างพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับการเรียน โดยให้เด็กได้รัก และเห็นคุณค่าของตนเองรวมทั้งผู้อื่น นอกจากนี้จะต้องให้เด็กคิดวิเคราะห์ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันต้องจัดการอารมณ์ และความเครียดของตัวเองได้ รวมถึงมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น ซึ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิให้กับตัวเด็กที่จะอยู่ได้ ไม่ว่าจะในสังคมที่มีความเครียดมากขนาดไหน หรือว่ามีการแข่งขัน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม”
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า จากการสอบถามไปยังนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน พบว่าเด็กมักจะมาปรึกษาเรื่องการเรียน และความรัก ซึ่งน่ายินดีที่เด็กวัยรุ่นไทยยุคนี้มีความกล้าที่จะมาพูดคุยและปรึกษามากขึ้น ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายร่วมกันในการช่วยดูแลสอดส่องพฤติกรรมของเด็ก ลดเวลาเสี่ยง หากิจกรรมให้เด็กได้ทำเยอะๆ ลดพื้นที่เสี่ยงลง ก็มั่นใจว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นสถานการณ์เสี่ยงสำหรับเด็กก็จะลดลง
จุดเริ่มต้นของความร่วมมือในครั้งนี้ คงจะเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนได้เป็นอย่างดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดเกราะป้องกันที่แข็งแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นการเอาใจใส่ดูแลจากครอบครัว เพราะสังคมครอบครัวถือเป็นบ่อเกิดของความรัก ความผูกพัน ระหว่างประชาคมในครอบครัว อันประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก และ ญาติ พี่น้องอื่นๆ ซึ่งเป็น แหล่งสร้างความสุขที่มั่นคง แข็งแรงที่สุด โดยเฉพาะ ผู้เป็นพ่อแม่ ที่จะช่วยทำให้ลูกๆ สามารถก้าวผ่านช่วงวัยแห่งความเสี่ยงนี้ไปได้อย่างสำคัญที่สุด


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดย ปานมณี

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

อึ้ง! คนกรุงรู้จักผัก 8 ชนิด เหตุบริโภคน้อยลง | PG&P

ผลสำรวจพบคนกรุงรู้จักผักแค่ 8 ชนิด เหตุกินผัก ผลไม้น้อยลง ส่งผลผักพื้นบ้านเริ่มสูญหาย เพราะเน้นผลิตผักแบบอุตสาหกรรมโดยใช้สารเคมีมากขึ้น สสส.เร่งฟื้นระบบอาหารปลอดภัย จัดเทศกาล "กินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1" เพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศไทย

เทศกาลกินเปลี่ยนโลก

วันนี้ (4 ส.ค.) ที่สวนสันติชัยปราการ รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลกินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1” Taste of food ซึ่งจัดโดย มูลนิธิชีววิถี (BioThai) แผนงานความมั่นคงด้านอาหาร ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2561 ดัชนีของราคาอาหารของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งจะกระทบต่อความมั่งคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยเริ่มประสบกับปัญหาราคาอาหารแพงมาระยะหนึ่ง และพบว่ายังมีปัญหาโภชนาการด้วย จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด พบว่า มีคนไทยอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน โดยเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 12 ปี จะมีความอ้วนสูงถึง 40% ในจำนวนนี้เมื่อเจาะหาไขมันในร่างกายพบ 70% มีปัญหาไขมันสูงเกินมาตรฐาน สถานการณ์นี้ทำให้แต่ละปีต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาโรคปีละหลายแสนล้านบาท

รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป จากการสำรวจพบประชาชนอาศัยในเขตเมือง รู้จักชนิดของผักเพียง 8 ชนิด โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่เลือกรับประทานผัก ผลไม้ น้อยลง และหันไปรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วนแทน ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่สำหรับผักพื้นบ้าน ความหลากหลายของอาหารท้องถิ่นลดลง ขณะที่ผักทางการตลาดและอุตสาหกรรมกลับสูงขึ้น และพบว่ามีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค พบว่าเกษตรกรไทย 60% มีสารปนเปื้อนตกค้างในกระแสเลือดแสดงถึงการใช้สารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่า ปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยกินเพียง 3 ส่วน จาก 5 ส่วน โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนบริโภคผักเพียง 2 ส่วนเท่านั้น ขณะที่สินค้าทางการเกษตรมีการใช้สารเคมีทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเกิดปัญหาปนเปื้อนในผักผลไม้ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“ความปลอดภัยของอาหาร และโภชนาการที่ดีจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย และอร่อย โดยเลือกรับประทานอาหารจากท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย และมีราคาไม่แพง ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (from farm to table) ที่ผู้บริโภคจะไม่ถูกทำลายสุขภาพ เกษตรกรรายย่อยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และระบบอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยให้ได้” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

สำหรับเทศกาลกินเปลี่ยนโลก จัดโดย สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างความเข้าใจระบบนิเวศอาหารที่หลากหลาย เพื่อสร้างการตระหนัก และรับรู้เรื่องอาหารปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจงาน ได้แก่ นิทรรศการเส้นทางกะปิ นำเสนอกระบวนการผลิตกะปิแบบธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, ระยะทางของผัก นำเสนอระยะทางตลอดการเดินทางของผักจากแปลงสู่ปากผู้บริโภค และสวนผักคนเมือง City Farm ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเมืองหันมาปลูกผักที่สดสะอาดปลอดภัยไว้กินเอง รวมถึงซุ้มฝึกลิ้น ที่จะชวนชิมอาหารเปรียบเทียบรสระหว่างอาหารสดเครื่องปรุงรสน้อยๆ กับอาหารปรุงรส ปรุงแต่งอย่างหนัก เพื่อให้รู้จักและแยกรสต่างๆ ของอาหารได้ โดยระหว่างงานจะมีผู้ผลิตจากหลากหลายระบบนิเวศเข้าร่วม อาทิ เกษตรอินทรีย์ จ.เชียงใหม่ ที่จะยกตลาดผักอินทรีย์มาถึงกรุงเทพฯ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์ ที่พาข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์ และน้ำพริกสารพัดรสชาติ มาให้เลือกสรรกันแบบจุใจ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคมนี้ ที่สวนสันติชัยปราการ







ที่มา : หนังสือพิมพ์ astv ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks