น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

“นีน่า” กับกิจกรรมกลางแจ้ง ทางออกของความสดชื่น | PG&P

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“นีน่า กุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์” พิธีกร สาวมากความสามารถ ที่เห็นยิ้มแย้ม แจ่มใสได้ตลอดทั้งวันแบบนี้ เธอมีเคล็ดลับการดูแลสุขภาพกายง่ายๆ นั่นคือ การพักผ่อนให้เพียงพอ  
พิธีกรสาวบอกว่า ถ้าช่วงไหนนอนไม่พอ จะเหนื่อยง่ายมาก แต่ถ้านอนเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาหน้าตาจะสดใส สุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะ แต่ก่อนเธอเองไม่รู้ตัว พอน้องชายเตือนสติ จึงเริ่มกันมาดูแลตัวเอง
“ที่สำคัญต้องดื่มน้ำเยอะๆ เมื่อก่อนดื่มน้ำน้อยมาก รู้สึกได้ว่าสมองจะมึนงง ช่วงหลังพอดื่มน้ำเยอะขึ้น ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และตนจะทานผลไม้ให้เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสัปปะรด ฝรั่ง ส้ม แคนตาลูป นอกจากอร่อยแล้วยังทำให้ไม่อ้วนด้วย และทานได้เรื่อยๆ ระบบขับถ่ายก็ปกติ ช่วยให้ผิวพรรณสวยด้วย”
สิ่งหนึ่งที่ พิธีกรสาวคนนี้ ชอบเป็นชีวิตจิตใจนั่นคือ กิจกรรมกลางแจ้ง
“ซึ่งส่วนตัวชอบกิจกรรมกลางแจ้งมาก มีความสุขมาก เมื่ออยู่กลางแดด ถ้าว่างๆ อยู่บ้านก็จะปูเสื่อ ฟังเพลง นอนเล่นที่สวนหน้าบ้าน หรือบางครั้งไปออกกำลังกายที่สวนลุมพินี อย่างช่วงนี้หันมาดูแลเรื่องสุขภาพเข่าก็จะกระโดดเชือกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก่อนชอบว่ายน้ำมาก จะว่ายน้ำบ่อย ชอบแดด ชอบน้ำ พออยู่ในน้ำเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย เพราะเหมือนกับเราทำสมาธิไปด้วย”
“หลังจากออกกำลังกายเสร็จประมาณ 30 นาที รู้สึกได้เลยว่า สดชื่นขึ้น ร่างกายได้ขับเหงื่อ ขับสารพิษออกมา เดี๋ยวนี้ต้องออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เพราะการออกกำลังช่วยแก้เครียด แก้ฟุ้งซ่านได้ด้วย” พิธีกรสาวบอกพร้อมรอยยิ้ม

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้ | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้

เตรียมพร้อมก่อนท้อง ปูทางสู่ความเป็น "แม่" ป้องลูกน้อยพิการ แพทย์แนะกิน "โฟเลต" วิตามินวิเศษก่อนตั้งครรภ์และฝากครรภ์ทันทีที่รู้ ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด พบ 3-5% ของเด็กเกิดใหม่มีโอกาสพิการตั้งแต่ในท้องหากขาดโฟเลต ระบุผักใบเขียว ผลไม้สดแหล่งโฟเลตชั้นดี และควรกินทุกวัน ห่วงหญิงชนบทและผู้ใช้แรงงานไม่รู้ เสี่ยงมีลูกพิการวอนทุกฝ่ายช่วยให้ความรู้

พญ.พรสวรรค์ วสันต์ พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการปฏิบัติการระดับชาติเพื่อวางแผนป้องกันและดูแลรักษาความพิการแต่กำเนิดในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าทารกเกิดใหม่ 100 คน พบทารกพิการแต่กำเนิดประมาณ 3-5 คน โดยความพิการแต่กำเนิดพบได้บ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ หลอดประสาทไม่ปิด ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ความพิการของแขนขา และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยความพิการแต่กำเนิดนั้นอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม

การเป็นแม่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงทุกคน และผู้เป็นแม่ต่างไม่อยากให้ลูกเกิดมามีภาวะผิดปกติ ดังที่ว่าแม่ดูแลลูกตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก เพราะคุณแม่หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตรสามารถป้องกันการพิการแต่กำเนิดได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีโฟเลต ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่วิเศษและในทางการแพทย์มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า ทารกที่เกิดจากแม่ที่ขาดสารโฟเลตในขณะตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้พิการทางสมองและประสาทสูง เพราะโฟเลตมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณโฟเลตที่ร่างกายควรได้รับแต่ละวันอยู่ที่ 400 ไมโครกรัม

หญิงมีครรภ์สามารถรับประทานโฟเลตในรูปของยาเม็ดเสริมได้ซึ่งมีราคาไม่แพง และควรฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าท้อง เพื่อแพทย์ได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ควรได้รับโฟเลตอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตั้งครรภ์เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิด ซึ่งในระยะดังกล่าวคุณแม่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะไม่มีการวางแผนมีบุตรล่วงหน้า การให้ความรู้เรื่องการวางแผนมีบุตร การฝากครรภ์ และความสำคัญของโฟเลตจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ เพราะการเกิดของเด็กพิการเพียง 1 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด จะมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมหาศาล โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อยู่ในชนบท หรือในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งขาดข้อมูลเรื่องดังกล่าว

นอกจากหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องได้รับโฟเลตแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรรับประทานอาหารที่มีสารโฟเลตอย่างเพียงพอ เพราะโฟเลตยังไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งปากแหว่งเพดานโหว่  ซึ่งจากการศึกษาปริมาณโฟเลตในอาหารไทย ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าอาหารที่มีโฟเลตสูงสุด คือ  กลุ่มผัก ผลไม้ เช่น คะน้า ผักโขม ดอกกุยช่าย ผักกาด เป็นต้น

"โฟเลตไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด "




ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ดื่มชาเย็นมากอาจเป็นนิ่วในไต เพราะมีกรดออกซาลิกปริมาณสูง | PG&P

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยลาโยลาของสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า ผู้ที่ชอบดื่มชาเย็นมากๆ อาจจะเสี่ยงกับการเป็นนิ่วในไตอันเจ็บปวดขึ้น
นักวิจัยอธิบายให้ฟังว่า การดื่มเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมกันในฤดูร้อนนี้ มีกรดออกซาลิก อันเป็นสารเคมีก่อผลึกเล็กๆ ของแร่ธาตุและเกลือ ปนอยู่ในปัสสาวะ ซึ่งอาจจะโตขึ้น จนไปเกาะติดอยู่กับท่อปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะได้
ดร.จอห์น มิลเนอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แผนกโรคทางเดินปัสสาวะชี้ ว่า “ยิ่งผู้ที่โน้มเอียงชอบเป็นนิ่วในไตเกือบทุกแบบอยู่แล้ว ชาเย็นนับเป็นเครื่องดื่มที่แสลงมากที่สุด” และเสริมว่า “ผมเองก็ชอบดื่มเหมือนกัน แต่อย่าไปดื่มมาก เช่นเดียวกับของอย่างอื่น การยึดทางสายกลางไว้เป็นดีที่สุด”
“ผู้คนมักจะบอกแนะกันว่า ให้ดื่มน้ำมากๆ เมื่ออากาศร้อน และคนหลายคนก็เลือกดื่มชาเย็น เพราะแคลอรีน้อยและรสชาติดีกว่าน้ำ แต่เมื่อนึกถึงนิ่วในไต ก็ควรจะต้องระวังโทษไว้”
ปกติแล้ว ผู้ชายจะเป็นนิ่วในไตง่ายกว่าสตรีถึง 4 เท่า โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 40 ปีไปแล้ว แต่สตรีวัยทอง ซึ่งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และยิ่งเคยตัดรังไข่มาแล้ว ก็ควรจะต้องระวังด้วย


ภาพประกอบ : อินเทอร์เน็ต
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เปลี่ยน 7 สิ่งสร้างสุขเพื่อแม่ | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ร่วมกับศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ รณรงค์ทำดีเพื่อแม่โดยแนะให้เปลี่ยน 7 อย่างสร้างสุขให้แม่

แนะ!!เปลี่ยน7สร้างสุขให้แม่วิธีง่ายๆสไตล์อายุรวัฒน์

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าว ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ที่ทุกคนระลึกถึงพระคุณของแม่โดยการทำดีเพื่อเป็นการตอบแทนคุณท่าน ซึ่งขอแนะนำให้เปลี่ยน 7 อย่างสร้างสุขให้แม่ ด้วยวิธีง่าย ๆ สไตล์อายุรวัฒน์ โดยให้มีวิถีชะลอวัย โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยไปตามวัยเสมอ ดังนี้คือ 1. เปลี่ยนอาหาร ผู้ที่เป็นมารดามักต้องเสียสละร่างกายส่วนหนึ่งเพื่อไปสร้างเป็นร่างกายลูก น้อย ส่วนหายไปทำให้คุณแม่ทรุดโทรมได้เมื่อถึงวัยหนึ่ง การเปลี่ยนอาหารช่วยคุณแม่นั้นขอให้เริ่มที่ ชา,กาแฟ,น้ำอัดลม,น้ำหวานและแอลกอฮอล์ ขอให้เป็นน้ำเพื่อสุขภาพนั่นคือ “น้ำเปล่า” และ “น้ำผักผลไม้ปั่นทั้งกาก” ส่วนในเรื่องมื้ออาหารขอให้ทานแบบไม่ต้องหนักทั้ง 3 มื้อก็ได้ ปรับมื้อเย็นให้เบาลงเป็นสลัดหรือผักน้ำพริกไม่มีข้าว เอาอาหารแคลเซียมสูงเติมเข้าไป อาทิ เต้าหู้,งาดำและปลาเล็กให้คุณแม่รับประทาน “เติมกระดูก” ให้ลูกควงแขนเดินเล่นได้นานๆ

2.เปลี่ยนน้ำดื่ม การดื่มน้ำแบบคุณแม่ต้องเลือกดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ น้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่คุณแม่หลายท่านไม่คุ้นชิน การกินน้ำชา,กาแฟหรือน้ำแร่นั้นก็เป็นเรื่องนานาจิตตังสุดแต่คุณแม่นิยมครับ แต่หลักการก็คือให้มีน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อบำรุงสมองและหัวใจของคุณแม่ให้ไม่เสื่อมไวจากการอักเสบตามวัย 3.เปลี่ยนการนอน คนเมื่อถึงวัยคุณแม่แล้วมักบ่นว่านอนได้น้อยลงหรือไม่ก็ตื่นไวขึ้น การนอนที่ดีของคุณแม่ขอคุณลูกแค่แอบสังเกตว่า “นอนกลางวัน” หรือไม่ถ้าใช่ให้ชวนคุณแม่ทำกิจกรรมอื่นแทนการนอน ถ้ายังไม่หลับอีกก็ให้หา “น้ำเชอรี่”, “ขี้เหล็ก”, “มะตูม” หรือชาคาโมไมล์อุ่นท้องมาให้คุณแม่รับประทานจะช่วยได้มาก

4.เปลี่ยนการนั่ง คุณแม่หลายท่านมีเรื่อง “น้ำหนักเกิน” จากการไม่ค่อยลุกเดิน ขอให้ชวนคุณแม่มาลุกเดินรอบบ้านบ้างหรือเปลี่ยนโลเคชั่นสวยๆ นอกบ้านให้คุณแม่รู้สึกอยากเดิน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ “ข้อเข่า” และ “ข้อสะโพก” มีปัญหา แต่ถ้ามีคุณแม่ที่ขยันไม่หยุด เดินทั้งวันก็ขอให้คุณลูกดูอย่าให้ท่านั่งท่า ขัดสมาธิ,พับเพียบ,ยองๆ และคุกเข่าบ่อยเกินไปเพราะทำลายข้อได้

5.เปลี่ยนข้อไหล่ข้อเข่า นั่นคือเปลี่ยนให้คุณแม่ได้พักร่างกายบ้าง อย่างการหิ้วของหนักหรือยกของจนข้อไหล่และหลังแทบพังนั้นขอให้เว้นไว้เลย เพราะคุณแม่อาจมีปัญหากับ “โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)” หรือกระดูกบางระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ลองคิดง่ายว่าตั้งแต่เราเกิดมาก็มีแม่คอยอุ้ม ครั้นโตขึ้นแม่บางท่านต้องช่วยหิ้วกระเป๋าหนังสือ เมื่อเติบใหญ่ทำงานได้แล้วคุณแม่ก็อาจยังต้องคอยช่วยดูแลกิจการ ช่วยยกข้าวของหรือซักผ้าทำงานบ้านเพื่อให้ลูกสบายขึ้น ขอให้จับมือคุณแม่ไว้แล้วช่วยให้ท่านเบาแรง 6.เปลี่ยนหัวใจ ในที่นี้หมายถึงจิตใจข้างในของคุณแม่ต้องแก้ที่ “เครียด” ด้วย ในผู้ใหญ่เราพบภาวะเครียดเก็บไว้ข้างในจนกลายเป็น “ซึมเศร้า (Depressive mood disorder)” ได้มาก หากมีอาการเหงาๆ เงียบๆ ไปขอให้ลูกๆ เข้าไปทัก นอนตัก นั่งนวด ลูบเนื้อตัวให้คุณแม่ แค่นี้ก็ช่วยล้างพิษพิชิตเครียดในหัวใจคุณแม่ได้แล้ว เปลี่ยนให้ความเครียดนั้นกลายเป็นความสุขตามประสาแม่ลูก

7.เปลี่ยนรัก ให้คุณแม่ได้พักบ้าง เพราะความรักของแม่นั้นเป็นอนันต์ ทุกๆ วันแม่มีแต่คอยรักและห่วงลูกจนเมื่อแม่ย่างเข้าวัยอาวุโสขึ้น แม่จะรู้สึกว่าต้องฝืนร่างกายดูแลลูกทำกับข้าวหรือดูแลบ้านเพื่อลูกเพราะคำ ว่า “รัก” คำเดียวเท่านั้น ข้อนี้สำคัญครับคือขอให้ลูกเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรักแม่อย่างที่แม่ทำบ้าง ให้แม่วางภาระงานลงแล้วหาคนมาช่วยทำงานบ้าน โดยตัวลูกเองลงมาชวนคุณแม่ทำกิจกรรมเล็กๆน้อยด้วย กันพอให้ไม่เหงาเช่น ทำกับข้าวให้แม่กิน, ชวนแม่ทำสวนหรือชวนกันเดินเล่นกวาดพื้นแถวซอยบ้าน

สำหรับเรื่องการ “เปลี่ยน” นั้น น.พ.กฤษดา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกทุกคนจะทำให้คุณแม่ได้ เพราะดวงใจของคุณแม่ก็คือลูก ลงถ้าลูกเป็นห่วงและขอร้องแล้วก็เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่คงพร้อมที่จะทำอย่าง ปลื้มใจที่สุด แต่ก็ขอให้อย่าเพิ่งหยุดการเปลี่ยนนี้ที่แค่คุณแม่ เพราะตัวลูกเองก็อาจ “เปลี่ยน” ให้คุณแม่มีความสุขได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนสำคัญที่มอบเป็นของขวัญในวันแม่ได้ก็คือ เปลี่ยนการดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, เปลี่ยนการกินเที่ยวดึกๆ หรือเปลี่ยนตัวตนเป็นคนขยันช่วยคุณแม่ให้ไม่ต้องเหนื่อยตลอดชีพ เพราะความสำคัญอยู่ที่ “รักจากลูก” นั่นเองที่ทำให้แม่ไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงรักที่ทำให้ “เปลี่ยน” นี้จะทำให้แม่มีสุขภาพดีอยู่กับลูกไปนานแสนนาน







ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สมุนไพรจากอาหารจานดอกไม้ | PG&P

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เวลาเราพูดถึงเรื่องอาหารการกิน เรามักจะพูดถึงแต่ข้าวและกับข้าว แต่เมื่อพูดถึงการตกแต่ง จานอาหารให้สวยหรู บ้างก็นำผักมาแกะสลัก บ้างนำดอกไม้มาวางประดับจาน แต่ดอกไม้ที่ว่านี้มิใช่เพียงไม้ประดับเท่านั้น เพราะสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู แถมมีสรรพคุณเป็นยาชั้นดีอีกด้วย

  สมุนไพรจากอาหารจานดอกไม้

นั่นเพราะดอกไม้มีความแตกต่างจากผัก คือมีสีสันที่หลากหลาย ทั้งม่วง ส้ม แดง เหลือง ขาว ซึ่งเป็นการเพิ่ม สารในกลุ่มไฟโตเคมีคอล เช่น สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งนอกจากการจัดช่อสวยงามเป็นของขวัญ ยังนำมาเพิ่มสีสันและกลิ่นของอาหารแบบธรรมชาติ และนำมาทำอาหารได้อร่อยหลากหลาย เช่น ดอกกุหลาบ กล้วยไม้ ทำได้ตั้งแต่กล้วยไม้ทอดกรอบ ต้มจืด ยำ สลัดดอกไม้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะนำดอกไม้ที่ขายทั่วไปมาปรุงอาหารได้เลย เพราะต้องระวังเรื่องยาฆ่าแมลงด้วย ดังนั้น ถ้าปลูกเองทานเองได้ ก็จะปลอดภัยกว่า

ข้อมูลจากสำนักบริหารแผนงานอาหารและโภชนาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า การทานดอกไม้สีม่วงแดงช่วยป้องกันมะเร็ง ส่วนเส้นใยช่วยแก้ท้องผูก ดอกลีลาวดีหรือจำปานำมาชุบแป้งทอดสรรพคุณขับลม

ขับปัสสาวะ คลายความอ่อนเพลีย ดอกดาวเรืองบำรุงสายตา แก้ตาเจ็บ แก้ไอ แก้คางทูม ทาแผล หลอดลมอักเสบ เป็นน้ำมันหอมระเหยบำรุงหัวใจ แก้วิงเวียน ดอกชบาและดาหลา สรรพคุณ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่วนกุหลาบและดอกบัว มีน้ำมันหอมระเหยบำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร ดอกลิลลี่คลายเครียด เป็นต้น

การปรุงอาหารด้วยดอกไม้ต้องมีความรู้ เกี่ยวกับลักษณะของดอกไม้ และเคล็ดลับในการปรุงตามคุณสมบัติของดอกไม้ที่แตกต่างกันด้วย เช่น "ดอกลั่นทมขาว" ต้องเก็บเฉพาะดอกที่ร่วงหล่นจากต้นใหม่ ๆ หากเด็ดจากกิ่งจะรับประทานไม่ได้เพราะยางมีพิษมาก รับประทานได้เฉพาะกลีบเท่านั้น ส่วนกลีบเลี้ยงรับประทานไม่ได้เพราะมี รสขม "ดอกแค" ให้เด็ดเกสรออกเสียก่อนเพื่อลด

ความขม "ดอกเข็ม" ใช้ทำอาหารได้เกือบทุกสี ยกเว้นสีขาว เพราะดอกเข็มสีขาวมีสารบางอย่างที่มีฤทธิ์คล้ายไซยาไนด์ ซึ่งเป็นอันตราย ส่วน "ดอกกุหลาบ" นั้นมีรสฝาด เมื่อนำ มาประกอบเป็นอาหารต้องกลบรสฝาด ด้วยมะนาว เกลือ

ดอกไม้มีทั้งความหอม ความสวยงาม แถมยังอร่อยและมีสรรพคุณเป็นยา เช่น อาหารคาวหรือขนมบางอย่างถ้ามีกลีบกุหลาบ ก็ทำให้ดูน่าทานขึ้น ยิ่งถ้านำมาทำเป็นเมนูอาหารในวันวาเลนไทน์คงจะโรแมนติกเป็นที่สุด







ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

อึ้ง! คนกรุงรู้จักผัก 8 ชนิด เหตุบริโภคน้อยลง | PG&P

ผลสำรวจพบคนกรุงรู้จักผักแค่ 8 ชนิด เหตุกินผัก ผลไม้น้อยลง ส่งผลผักพื้นบ้านเริ่มสูญหาย เพราะเน้นผลิตผักแบบอุตสาหกรรมโดยใช้สารเคมีมากขึ้น สสส.เร่งฟื้นระบบอาหารปลอดภัย จัดเทศกาล "กินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1" เพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศไทย

เทศกาลกินเปลี่ยนโลก

วันนี้ (4 ส.ค.) ที่สวนสันติชัยปราการ รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลกินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1” Taste of food ซึ่งจัดโดย มูลนิธิชีววิถี (BioThai) แผนงานความมั่นคงด้านอาหาร ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2561 ดัชนีของราคาอาหารของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งจะกระทบต่อความมั่งคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยเริ่มประสบกับปัญหาราคาอาหารแพงมาระยะหนึ่ง และพบว่ายังมีปัญหาโภชนาการด้วย จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด พบว่า มีคนไทยอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน โดยเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 12 ปี จะมีความอ้วนสูงถึง 40% ในจำนวนนี้เมื่อเจาะหาไขมันในร่างกายพบ 70% มีปัญหาไขมันสูงเกินมาตรฐาน สถานการณ์นี้ทำให้แต่ละปีต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาโรคปีละหลายแสนล้านบาท

รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป จากการสำรวจพบประชาชนอาศัยในเขตเมือง รู้จักชนิดของผักเพียง 8 ชนิด โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่เลือกรับประทานผัก ผลไม้ น้อยลง และหันไปรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วนแทน ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่สำหรับผักพื้นบ้าน ความหลากหลายของอาหารท้องถิ่นลดลง ขณะที่ผักทางการตลาดและอุตสาหกรรมกลับสูงขึ้น และพบว่ามีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค พบว่าเกษตรกรไทย 60% มีสารปนเปื้อนตกค้างในกระแสเลือดแสดงถึงการใช้สารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่า ปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยกินเพียง 3 ส่วน จาก 5 ส่วน โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนบริโภคผักเพียง 2 ส่วนเท่านั้น ขณะที่สินค้าทางการเกษตรมีการใช้สารเคมีทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเกิดปัญหาปนเปื้อนในผักผลไม้ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“ความปลอดภัยของอาหาร และโภชนาการที่ดีจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย และอร่อย โดยเลือกรับประทานอาหารจากท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย และมีราคาไม่แพง ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (from farm to table) ที่ผู้บริโภคจะไม่ถูกทำลายสุขภาพ เกษตรกรรายย่อยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และระบบอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยให้ได้” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

สำหรับเทศกาลกินเปลี่ยนโลก จัดโดย สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างความเข้าใจระบบนิเวศอาหารที่หลากหลาย เพื่อสร้างการตระหนัก และรับรู้เรื่องอาหารปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจงาน ได้แก่ นิทรรศการเส้นทางกะปิ นำเสนอกระบวนการผลิตกะปิแบบธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, ระยะทางของผัก นำเสนอระยะทางตลอดการเดินทางของผักจากแปลงสู่ปากผู้บริโภค และสวนผักคนเมือง City Farm ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเมืองหันมาปลูกผักที่สดสะอาดปลอดภัยไว้กินเอง รวมถึงซุ้มฝึกลิ้น ที่จะชวนชิมอาหารเปรียบเทียบรสระหว่างอาหารสดเครื่องปรุงรสน้อยๆ กับอาหารปรุงรส ปรุงแต่งอย่างหนัก เพื่อให้รู้จักและแยกรสต่างๆ ของอาหารได้ โดยระหว่างงานจะมีผู้ผลิตจากหลากหลายระบบนิเวศเข้าร่วม อาทิ เกษตรอินทรีย์ จ.เชียงใหม่ ที่จะยกตลาดผักอินทรีย์มาถึงกรุงเทพฯ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์ ที่พาข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์ และน้ำพริกสารพัดรสชาติ มาให้เลือกสรรกันแบบจุใจ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคมนี้ ที่สวนสันติชัยปราการ







ที่มา : หนังสือพิมพ์ astv ผู้จัดการ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

อาหารที่หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรพลาด

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


อาหารที่หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรพลาด

จากเดิมที่เคยทานอาหารเช้าแบบรีบ ด่วน ลืมบ้าง ทานเร็ว ๆ รีบ ๆ บ้าง บางครั้งแค่แซนวิช ชิ้นนึง หรือข้าวเหนียวหมูปิ้ง แต่เมื่อมีอีกชีวิตนึงอยู่ในท้อง การจะเลือกทานอาหารอะไรก็คงต้องคิดให้ดีขึ้น เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งของตัวเองและของลูกที่อยู่ในครรภ์
ในช่วงตั้งครรภ์ แม่ต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อสร้างการเติบโตของทารกในครรภ์ เช่น โปรตีน แคลเซียม นอกจากนั้นยังต้องการโฟลิก เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคทางระบบประสาทของทารก  neural tube birth defects และยังต้องการธาตุเหล็กเพื่อการสร้างเม็ดเลือดสำหรับทารก
ลองเลือกทานอาหารเหล่านี้เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนสำหรับการตั้งครรภ์
ธัญพืช Whole grains
อาหารกลุ่มแป้ง ข้าว ขนมปัง ควรเลือกแบบที่มีไฟเบอร์สูง ซีเรียลบางยี่ห้อเพิ่มธาตุเหล็กและโฟลิคเข้าไปด้วย อาจเริ่มอาหารเช้าด้วย oatmeal อาหารเที่ยงเป็นแซนวิชโฮลวีต และอาหารเย็นเป็นข้าวกล้องก็ได้
ถั่ว Beans
นอกจากจะให้โปรตีนแล้ว อาหารกลุ่มนี้ยังเป็นแหล่งไฟเบอร์ ช่วยเรื่องท้องผูก และยังเป็นแหล่งของสารอาหารต่าง ๆ เช่นธาตุเหล็ก โฟเลต แคลเซียมและ zinc  ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ทำเป็นซุป ต้มเปล่า ๆ ไม่หวาน หรือทานกับสลัดก็ได้
ปลาแซลมอน Salmon
อาหารโปรดของหมอหมี Omega-3จะช่วยในเรื่องพัฒนาการทางสมองและสายตาของทารก นอกจากนี้ยังให้ โปรตีนและวิตามิน B บางคนกลัวเรื่องโลหะหนักเช่นสารปรอท แต่เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นแล้ว จะพบว่ามีสารปรอทน้อย ลองเลือกเมนูย่าง หรือทำเป็นสลัด ถ้ากลัวว่าจะได้สารปรอท ให้จำกัดปริมาณไม่เกิน 12ออนซ์ต่อสัปดาห์
ไข่ Eggs
แหล่งโปรตีนและกรดอะมิโนที่หาได้ง่าย และเป็นสารอาหารที่ต้องการของทารก นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด รวมทั้ง choline และ lutein เรื่องเดียวที่ขอคือปรงให้สุก อย่าทานไข่ดิบ ไข่ลวก
ผลไม้กลุ่มเบอร์รี่ Berries
ผลไม้กลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็น Blueberries, raspberries หรือ blackberries ทั้งอร่อยทั้งมีประโยชน์ ถือเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วย วิตามิน C เกลือแร่โพแทสเซียม วิตามินโฟเลต และไฟเบอร์
โยเกิร์ตไขมันต่ำ Low-fat yogurt
โยเกิร์ตไขมันต่ำหนึ่งถ้วย มีแคลเซียมมากกว่านมหนึ่งแก้วซะอีก และยังมีโปรตีนสูง ให้ดีอย่าเติมน้ำตาลแต่อาจเพิ่มผลไม้เข้าไป หรือเติมซีเรียลธัญพืชเข้าไปเพื่อลดชาติดี แถมยังช่วยแก้ท้องผูกได้ด้วย


ที่มา : Dr.carebear www.facebook.com/drcarebear

เม็ดเล็ก...เพิ่มพลังงาน

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


 
          ใครรู้บ้างว่า “พริก” ที่นับว่าเป็นส่วนประกอบของอาหารหลากชนิดมีประโยชน์มากมาย เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราไปติดตามเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพริกและความเผ็ดกันดีกว่าค่ะ

          ในทางโภชนาการ “พริก” ถือเป็นพืชที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง นอกจากความเผ็ดของพริกที่มาจากสาร "แคปไซซิน" แล้วในเม็ดพริกยังมีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียมและธาตุเหล็กอีกด้วย ประโยชน์ของพริกไม่ใช่เพียงแค่ให้ความเผ็ด แต่พริกยังช่วยเพิ่มสารแห่งความสุข หรือที่คุ้นหูกันดีว่าสาร "เอ็นโดรฟิน" ให้ผู้ที่ชื่นชอบรสเผ็ด อีกทั้งพริกยังบรรเทาอาการเจ็บปวด บรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกก็จะช่วยให้ดีขึ้นอย่างมาก เพราะจะทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง

          นอกจากนั้น พริกยังลดปริมาณคอเรสเตอรอลได้อีกด้วย โดยพริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยในการเผาผลาญ จึงมีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากการกินพริกจะไม่ทำให้รู้สึกว่าอยากความหวาน เหนือสิ่งอื่นใด พริกยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งด้วย และปัจจุบันพริกถูกนำมาทำเป็นเจลใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ เข่าอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เริม และงูสวัดด้วย

          เรียกได้ว่า “พริก” เป็นพืชสารพัดประโยชน์จริงๆ ทีนี้ใครที่ชอบเขี่ยพริกทิ้งแล้วละก็ ลองคิดใหม่ หันมาทานพริกดูบ้าง คงจะดีไม่น้อย
 
 
 
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามดารา

"ยานอก-ยาใน" ยาไหนดี?

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แพทย์เผยหลักเลือกยาง่ายๆ ระหว่างยาแพงของนำเข้ากับยาราคาย่อมเยาผลิตในประเทศ
มุมสุขภาพ วันนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะหลักชั่งใจสำหรับการเลือกซื้อยาใกล้ตัวเพื่อความคุ้มค่าของเงินที่จ่าย ไป...
ในบรรดายาหาซื้อง่ายตามร้านยาทั่วไปนั้นมักจะมีอยู่ 2เกรดง่ายๆ คือ “ยาใน” กับ “ยานอก” เป็นคำพูดติดปากที่ชอบพูดกันแถมคนส่วนใหญ่คิดว่า ยานอกต้องดีกว่า ทั้งที่ไม่จริงเสมอไป
ยกตัวอย่างการเลือกซื้อยา ถ้าเป็นคนทั่วไป ใครจะรู้ว่าอะไรคือยาใน ไหนคือยานอก เช่น ยาง่ายๆ อย่าง พาราเซตามอล (อะเซตามิโนเฟน) รู้หรือไม่ว่าเป็นยาในหรือยานอก ทั้งนี้ มีตัวอย่างยานอกและยาในที่ใช้บ่อยมาเล่าสู่กันฟัง แม้จะออกฤทธิ์เหมือนกันแต่บางชนิดราคาแพงต่างกันลิบลับเลย
กลุ่มยาแก้ปวด อย่างพาราเซตามอล มีหลายยี่ห้อหลากบริษัท เมื่อถูกจัดเกรดเป็น “ยานอก” แล้วราคาก็จะสูงขึ้น จากถูกสุดเม็ดละไม่ถึงบาทอาจเพิ่มขึ้นเป็น 100%ได้ การเลือกใช้ก็ดูที่ “ขนาด(Dosage)” มี 2 แบบคือ 325 กับ 500 มิลลิกรัม อย่างแรกมักใช้ในเด็ก ส่วนผู้ใหญ่ถ้าตัวเล็กก็อาจเริ่มที่ 500 มิลลิกรัมเม็ดเดียวก่อน ไม่จำเป็นต้อง 2 เม็ดดังในโฆษณาเสมอไป ในกรณีกินยาเม็ดไม่ได้ พาราเซตามอลแบบน้ำก็มีให้เลือก
กลุ่มยาแก้หวัด คนขายก็มักจะให้เลือกว่ามีแบบ “ง่วง” กับ “ไม่ง่วง” จะเอาแบบไหน หลักง่ายๆ คือ เลือกที่เหมาะกับการใช้ชีวิต เช่น ถ้าต้องขับรถทั้งวันอย่าไปเลือกยาง่วงเข้า แต่ถ้ามีเวลาหยุดงานก็เลือกแบบง่วงเพราะช่วยให้ได้พักผ่อน ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ตัวยาแบบไม่ง่วงส่วนใหญ่มักเป็นยานอกซึ่งมีให้เลือกมากชนิด ท่านสามารถใช้ได้ หรือถ้าอยากประหยัดงบก็จบลงที่ยาแก้หวัดที่ดีและถูกอย่าง “คลอเฟนิรามีน” ที่เม็ดละแค่ 10สตางค์
กลุ่มยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะคือชื่อของยากลุ่มนี้ มีทั้งฆ่าเชื้อคออักเสบ, ตาเจ็บ, แผล และท้องเสีย ในเด็กมักอยู่ในรูปยาน้ำขวดละสิบกว่าบาท ถ้าในส่วนของยานอกจะแพงหลักร้อยกว่าขึ้นไป ฤทธิ์ของยาแรงก็จริง แต่ใช่ว่าจะรักษาได้มากกว่ายาราคาถูก เพราะขึ้นอยู่กับ “ชนิดเชื้อ” ที่ใช้ ยกตัวอย่าง คออักเสบ แต่ถ้าไปซื้อยานอกที่ฆ่าไม่ตรงเชื้อก็จะไม่หาย
ส่วนยาฆ่าเชื้อของผู้ใหญ่ อย่าง อะม็อกซีซิลลิน แก้คอเจ็บนี้ ถ้าเป็นยานอกก็ราคาต่างกันเป็นเท่าตัว หรืออย่างยาแพงพวก อะม็อกซีคลาวูลิเนต หรือ อะซิโทรมัยซิน ที่กิน 6เม็ดก็ปาเข้าไปเกือบสี่ห้าร้อยบาทแล้ว จะเห็นว่าเม็ดละเป็นร้อยก็มี
กลุ่มวิตามิน แบบของนอกมีทั้งมาจากจีนหรืออินเดีย ซึ่งคุณภาพสินค้าก็จะอีกเกรดหนึ่งซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ดี ของอย่างนี้ต้องดูที่ชนิด, ปริมาณ และการดูดซึม ไม่จำเป็นต้องแพงเกิน และไม่ควรต้องเลือกแช่อยู่ยี่ห้อเดียว อาจเลือกกระจายกันไปหลายยี่ห้อได้ ข้อควรดูอีกประการ คือ หีบห่อที่ป้องกันแดด และการจัดวางในร้านให้หลบมุมไม่ตากแดดลมจนเกินไป
กลุ่มเวชภัณฑ์อื่น เช่น ยาฉีด, น้ำเกลือ, ออกซิเจน, อุปกรณ์ทำแผล อย่างยาฉีดก็ไม่จำเป็นว่ายานอกต้องดีเสมอไป เพราะในบ้านเราก็ผลิตยาคุณภาพดีได้ไม่แพ้กัน เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ขององค์การเภสัชกรรมก็ทำออกมาได้ในราคาถูกกว่าของนอกเป็น เท่าตัว ช่วยประชาชนคนหาทางเลือกได้เยอะ ทำให้คนเข้าถึงยาได้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเอกชนรับยาแพงเสมอไป


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เคล็ดลับเลือกอาหารว่างให้เด็ก กินดีไม่อ้วน

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555


อาหารว่างแบบไหนเหมาะกับเด็กวัยกำลังโต พิจารณาง่ายๆ จาก 3 หลัก หากเลือกไม่ดีทำลายสุขภาพทางอ้อม ระวัง!..เด็กอ้วน เบาหวาน ภูมิแพ้
เด็กกับอาหารว่างหรือขนมของกินเล่นจุบจิบ ดูจะเป็นของคู่กัน ดังนั้น พ่อ แม่ ผู้ปกครองจึงต้องรู้หลักเลือกอาหารว่างที่ถูกต้องให้ลูกกิน หากเลือกได้เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงลูกเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ขาดสารอาหาร และภูมิแพ้ได้
หลักเลือกอาหารว่างที่ดีสำหรับเด็ก ครั้งนี้ขอโฟกัสไปที่เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี หรือระดับประถมศึกษา วัยที่กำลังเจริญเติบโตที่ควรวางรากฐานโภชนาการให้ดี โดยสุมนมาลย์ ดวงสูงเนิน ผจก.ฝ่ายการตลาดธุรกิจไอศกรีมเนสท์เล่ บอกว่าอาหารว่างที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ควร "หวานกำลังดี" มีน้ำตาลเป็นส่วนประผสมไม่เกิน 3 ช้อนชา หรือ 12 กรัม "ใช้สีธรรมชาติ" หรือใส่สีผสมอาหารจากธรรมชาติที่ปลอดภัยผ่านการรับรองจากอย. และ "โภชนาการเหมาะสม" คือ ให้พลังงานน้อยกว่า 150 กิโลแคลอรี
ส่วนคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะว่า เด็กวัยดังกล่าว ควรกินอาหารว่างไม่เกินวันละ 2 มื้อ แต่ละมื้อของอาหารว่างควรให้พลังงานไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน หรือ 100-150 กิโลแคลอรี (ความต้องการพลังงานของเด็กวัยนี้ คือ 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน)
ด้าน เภสัชกรทวีทรัพย์ เหลืองนทีเทพ ผจก.ฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี บอกอีกว่า เด็กวัยกำลังโตนี้ ร่างกายของพวกเขามีความต้องการพลังงานและโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อใช้สำหรับการทำกิจกรรมและการเรียนรู้ ดังนั้น การกินอาหารแค่ 3 มื้อหลักอาจไม่เพียงพอ จึงไม่ควรห้ามเด็กๆ กินขนมหรือของว่าง เพราะเด็กกระเพาะเล็ก แต่หิวบ่อย เนื่องจากใช้พลังงานเยอะ การห้ามของว่างแล้วให้เน้นกินมื้อหลักมากๆ กลับทำให้กระเพาะคราก เสี่ยงอ้วน น้ำหนักเกินมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังไม่ควรปลูกฝังให้เด็กกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสหวาน เพราะเป็นปัจจัยทำให้เป็นโรคอ้วน เบาหวาน และภูมิแพ้ได้
หนึ่งในเมนูอาหารว่างที่เด็กส่วนใหญ่ชอบกิน หนีไม่พ้นน้ำแข็งใส ซึ่งเภสัชกรทวีทรัพย์ บอกว่า ถ้าพ่อแม่ทำให้ลูกกินเองควรคุมความหวาน อย่าให้หวานมาก และควรเติมผลไม้ที่ลูกชอบเข้าไปด้วย ส่วนที่ซื้อจากร้านค้า อาจต้องซื้อในขนาดที่เล็ก ถ้าจะให้ดีควรชิมก่อน หากหวานมากควรเลี่ยง
อีกเมนูอาหารยอดฮิตก็คือ แซนวิช เภสัชกรทวีทรัพย์ แนะให้เลือกใช้ขนมปังโฮลเกรนแทนขนมปังขาว เพื่อให้ได้เส้นใยอาหารเสริมการทำงานของระบบขับถ่าย ส่วนเนื้อสัตว์ใส่เพื่อให้ได้โปรตีนก็เลือกที่ติดมันน้อย ขณะที่ผักก็ควรใส่ แต่ไม่ควรใช้ผักออกรสขมชัด เช่น ผักกาด เนื่องจากเด็กรับรสขมได้ดี แนะนำเป็นแครอทลวกสุก ดีกว่าแครอทสด เพราะแบบสุกร่างกายจะดูดซึมสารอาหารจากแครอทได้ดีกว่า
ไม่อยากทำลายสุขภาพเด็กทางอ้อม อย่ามองข้ามการเลือกอาหารว่างที่เหมาะสมให้กับเขา


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

เตือนบริโภค'หน่อไม้ดิบ' เสี่ยงรับไซยาไนด์อันตรายถึงชีวิต


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนบริโภค “หน่อไม้ดิบ” ปริมาณมาก เสี่ยงรับไซยาไนด์ซึ่งมีอยู่ในหน่อไม้ตามธรรมชาติ อันตรายถึงชีวิต 

เตือนบริโภค'หน่อไม้ดิบ' เสี่ยงรับไซยาไนด์อันตรายถึงชีวิต

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เฝ้าระวังการบริโภคอาหารของประชาชนทั่วประเทศ พบว่า หน่อไม้เป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคมาก

ล่าสุดมีการโฆษณาชวนเชื่ออ้างว่าหน่อไม้บงหวานสามารถทานดิบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงเตือนประชาชนที่นิยมบริโภคหน่อไม้ดิบหรือหน่อไม่ ที่ยังปรุงไม่สุก อาจได้รับพิษจากสารไซยาไนด์ ซึ่งมีอยู่ในหน่อไม้ตามธรรมชาติ และทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อย สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ แต่ถ้าได้รับในปริมาณมาก สารไซยาไนด์จะจับตัวกับสารในเม็ดเลือดแดง (hemoglobin) แทนที่ออกซิเจนทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน หมดสติและอาจทำให้เสียชีวิตได้

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้กำหนดให้ค่า ADI (Acceptable Daily Intake) หรือปริมาณสารที่ร่างกายรับได้ สำหรับสารไซยาไนด์เฉลี่ยที่ร่างกายรับได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งจากการสำรวจครั้งนี้ พบว่าปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ยที่คนไทยได้รับใกล้เคียงค่า ADI แต่ในกลุ่มที่ผู้บริโภคบริโภคหน่อไม้ในปริมาณมากเกินไปจะทำให้มีปริมาณสูงกว่าค่าADI กำหนดถึง 1.8 เท่า

นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กล่าวว่า การบริโภคหน่อไม้ที่ต้มสุกจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากการได้รับสารไซยาไนด์ แต่หากอุณหภูมิและระยะเวลาในการต้มไม่เหมาะสมก็ไม่สามารถลดปริมาณสารชนิดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคก่อนที่จะนำหน่อไม้ไปบริโภคควรปรุงให้สุก ด้วยการต้มหน่อไม้ในน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที ซึ่งสามารถลดปริมาณสารไซยาไนด์ลงได้ถึงร้อยละ 90.5


ผู้ป่วยเบาหวานกับการรับประทานอาหารนอกบ้าน

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปัจจุบันการดาเนินชีวิตและหน้าที่ การงานทาให้หลายคนต้องรับประทานอาหารนอกบ้านเสมอ เช่น ตามร้านอาหารแผงลอย ร้านอาหารขนาดเล็ก ห้องอาหารของบริษัทหรือสถานศึกษา ภัตตาคาร และอาหารฟาสต์ฟูดหรืออาหาร จานด่วน หรือแม้แต่การไปงานเลี้ยงตามโรงแรมต่างๆ การเป็นโรคเบาหวานไม่ได้หมายความว่าจะรับประทานอาหารตามสถานที่เหล่านี้ไม่ ได้ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถจะดาเนินชีวิตและรับประทานอาหารได้ตามปกติเหมือนผู้ อื่น เพียงแต่จาเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเลือกอาหารอย่างระมัดระวัง

ผู้ป่วยเบาหวานกับการรับประทานอาหารนอกบ้าน

ข้อแนะนาง่ายๆ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเลือกรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้องและควบคุม ระดับน้าตาลได้ ในขณะเดียวกันยังอร่อยและมีความสุขกับการรับประทานอาหารนอกบ้าน คือ

1.จำกัดปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อน้าหนักเกิน

2.ลดปริมาณไขมันในอาหารที่รับประทาน

3.จำกัดการใช้น้าตาลหรืออาหารที่มีน้ำตาล  

4.เพื่อให้การปฏิบัติตนเป็นไปได้ง่าย ผู้ป่วยเบาหวานควรจะเรียนรู้หมวดอาหารแลกเปลี่ยนและสัดส่วนของอาหารเหล่านั้น จากนักโภชนาการ   

อาหารตามร้านมักจะมีไขมันสูงเพราะไขมันจะ เป็นตัวชูรสอาหาร อาหารที่มีรสมันหรือไขมันสูงจะมีรสชาติดีกว่าอาหารที่มีไขมันน้อยกว่า แต่ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถจะอร่อยได้บ้างในบางโอกาส โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงในมื้อใดมื้อหนึ่งของวันนั้น เพื่อที่จะรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงในมื้อที่จะต้องรับประทานอาหารนอก บ้านแต่ปริมาณไขมันที่รับประทานจะต้องไม่เกิน 30% ของพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งหมดในวันนั้น

ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน ควรพยายามรับประทาน อาหารให้ตรงเวลา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่า กรณีที่เลยเวลาอาหารมากกว่า 1 ชั่วโมง ควรเลือกรับประทาน ของว่างเล็กน้อย เช่น แอปเปิล 1 ผล หรือฝรั่ง 1 ผล  หรือข้าวโพดต้ม 1 ฝัก หรือขนมปัง 1 แผ่น เป็นต้น





ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

เส้นใยอาหาร ไฟเบอร์มีประโยชน์

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เส้นใยอาหาร
หากอยากทราบว่าไฟเบอร์มีประโยชน์ อย่างไร ผลไม้หรือผักแต่ละชนิดมีไฟเบอร์แต่ละชนิดเท่าไหร่ ถามเรื่องสารอาหาร ต้องพึ่งพาความรู้จากนักโภชนาการ สำหรับเรื่องไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร พรพิศ เรืองขจร นักโภชนา การโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อรรถาธิบายไว้ว่า เส้นใยอาหารเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารประเภทพืชผักและผลไม้ที่เรากินเข้าไป โดยจะไปช่วยเพิ่มปริมาณของเสีย และเมื่อรวมกับอาหารอื่นที่ถูกย่อยและดูดซึมแล้ว ทำให้สามารถเคลื่อนตัวไปตามลำไส้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยอุ้มน้ำ ซึ่งน้ำเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมแล้ว (ขณะนี้คือของเสีย) อ่อนนุ่มขึ้น จึงง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย
เส้นใยอาหารเป็นส่วนประกอบของพืชผักผลไม้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีความสำคัญต่อความปกติของลำไส้และการขับถ่าย 1.กลุ่มที่ละลายน้ำได้ มีลักษณะคล้ายเจล เมื่อจับตัวกับน้ำช่วยให้ระบบขับถ่ายกลับสู่ปกติ แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ เมล็ดพืชต่างๆ ผลไม้หลากชนิด 2.กลุ่มที่ไม่ละลายน้ำ ไม่รวมตัวกับน้ำ สามารถเคลื่อนตัวผ่านระบบย่อยอาหารได้รวดเร็วกว่า และมีประสิทธิผลดีกว่ากลุ่มแรก โดยไปเพิ่มปริมาณให้กับอาหารที่ย่อยและดูดซึมแล้ว (ของเสีย) และทำให้ของเสียนุ่มขึ้น แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ได้แก่ เปลือกข้าวสาลี อาหารซีเรียล/ขนมปังแบบไม่ขัดสี ตลอดจนผักประเภทต่างๆ
และต่อไปนี้คือไฟเบอร์ในอาหารทั่วไป นมและผลิตภัณฑ์จากนม มีไฟเบอร์ 0 กรัม เนื้อสัตว์ มีไฟเบอร์ 0 กรัม ถั่วอบ (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 11 กรัม ข้าวโพดคั่ว (1 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.4 กรัม, ไฟเบอร์ในผัก บร็อกโคลี่ (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 3.2 กรัม แครอตต้ม (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 2.3 กรัม เท่ากับแครอตสด 1 ถ้วย เห็ดสด (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.7 กรัม ผักโขม (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 5.7 กรัม มะเขือเทศสด (1 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 2.0 กรัม และไฟเบอร์ในผลไม้ แอปเปิ้ล (1 ผล) มีไฟเบอร์ 3.3 กรัม กล้วย (1 ลูก) มีไฟเบอร์ 3.2 กรัม แคนตาลูป (1/4 ลูก) มีไฟเบอร์ 1.6 กรัม องุ่น (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.6 กรัม ส้ม (1 ผล) มีไฟเบอร์ 2.4 กรัม สับปะรด (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 0.9 กรัม สตรอว์เบอร์รี่ (1/2 ถ้วย) มีไฟเบอร์ 1.7 กรัม
วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มไฟเบอร์ 1.ทดแทนอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ขนมปังแบบไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือ ผักและผลไม้ แทนขนมปังธรรมดา ข้าวขัดขาว ลูกอมและมันฝรั่งทอด เป็นต้น 2.พยายามกินผักสดและผลไม้พร้อมเปลือก (ในชนิดที่กินได้และปลอดสารพิษ) ทั้งนี้ การทำให้ผักหรือผลไม้สุกด้วยความร้อนจะไปลดทอนปริมาณไฟเบอร์ให้ต่ำลง ในขณะที่เปลือกผลไม้จะอุดมไปด้วยไฟเบอร์เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของผลไม้ 3.กินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงทุกๆ มื้อ อาหารซีเรียลแบบไม่ขัดสีเหมาะที่จะเป็นอาหารเช้า ควรกินพร้อมกับผักและผลไม้หลากชนิด, ข้าวและเมล็ดพืชที่ไม่ขัดสีประเภทต่างๆ หากกินอาหารไม่เพียงพอ อาจพิจารณากินไฟเบอร์สกัดซึ่งเป็นอาหารเสริมได้
เส้นใยอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แม้ว่าร่างกายจะไม่สามารถย่อยและดูดซึมไฟเบอร์ได้ แต่ไฟเบอร์ก็มีหน้าที่สำคัญดังที่กล่าวมา ประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อเห็นความสำคัญของไฟเบอร์ และต้องการเพิ่มไฟเบอร์ให้กับตัวเอง สิ่งที่ควรทำคือ พยายามเพิ่มปริมาณเส้นใยอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้ออย่างช้าๆ เพื่อให้เวลากับร่างกายในการปรับตัวและดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน 1.ไฟเบอร์ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้นและมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้น ลง จึงช่วยลดการดูดซึม 2.ไฟเบอร์ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและกินอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วย จะยิ่งให้ผลดีในการลดน้ำหนัก




อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมบำรุงผิว 
วิตามินบำรุงสายตา น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ,เสริมความงาม,เสริมสุขภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks