แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ PGP แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ PGP แสดงบทความทั้งหมด
อันตราย! สินค้าหลอกลวงเกลื่อนเมืองสื่อดาวเทียมตัวแพร่ระบาด
In ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, In มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, In ร้องเรียน, In อาหารเสริม, In PGPวันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
หลายคนคงเคยผ่านตากับโฆษณาฮาร์ด
เซลส์ประเภทลงท้ายด้วย "8,000 เราไม่ขาย! 7,000 ไม่หรอก!
เราเสนอให้คุณเพียง 4,990 บาทเท่านั้น! แต่ช้าก่อน! หากคุณโทร.เข้ามาใน 10
นาทีนี้ รับทันที! มูลค่า 2,000 บาทขอย้ำ!"
ยิ่งทุกวันนี้ทีวีดาวเทียมเข้าถึงแทบจะทุก หลังคาเรือน ทำให้การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทนี้ดูจะฮาร์ดเซลส์มากขึ้น และต่างก็แข่งขันกันเพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งสรรพคุณราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์
แม้จะมีการร้องเรียน มีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากมาย สินค้าเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ มันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือที่เรียกกันว่า อาหารเสริมพวกนี้ขายได้ และการโฆษณาแบบฮาร์ดเซลส์พวกนี้ยังมีคนหลงเชื่อ หลงทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นออกจากปัญหาที่ตัวเองเจอ อยู่
เท่านั้นยังไม่พอ การโฆษณาชวนเชื่อของผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์พวกนี้ ยังลุกลามไปถึงวิทยุ หรือแม้ฟรีทีวีโดยที่กลไกการจัดการปัญหาไม่สามารถทำอะไรการโฆษณาที่รู้ๆ กันว่าหลอกลวง เกินจริง และทำให้ผู้บริโภคที่หลงเป็นเหยื่อเสียหายได้เลย
หลากผลิตภัณฑ์อวดอ้างเกินจริง
ในท้องตลาดตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมายและต่างก็มีกลเม็ดโฆษณา ทำการตลาดแตกต่างกันไป สิ่งที่เป็นจุดเดียวกันคือการมีสรรพคุณที่ดูดีเกินจริง โดยมักจะมีคำอธิบายในแบบของตัวเอง ซึ่งอาจสามารถแบ่งได้ 2ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงามและเรื่องเพศ กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงาม และเรื่องเพศ มีตั้งแต่สรรพคุณประเภททำให้ผิวขาวได้ในสิบสี่วัน รูปร่างกระชับ ผิวพันธ์มีน้ำมีนวลมากขึ้น มีอาหารเสริมเรียกเป็นโปรแกรมโดยมีสรรพคุณในการลดความอ้วนซึ่งมักจะบอกว่า ตัวเองไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่เป็นอาหารเสริมซึ่งอ้างว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย แค่กินผลิตภัณฑ์ตัวนี้แล้วจะสามารถลดความอ้วนได้ บางตัวก็อ้างว่า ช่วยกระชับช่องคลอด โดยมีสโลแกนที่สองแง่สามง่ามว่า สวยใสภายในกระชับ
อีกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างคือผลิตภัณฑ์เสริมความงามอย่างครีม บำรุงผิวทรวงอก โดยมักจะอ้างสรรพคุณว่าสามารถทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งส่วนมากมีส่วนผสมของกวาวเครือ ขณะที่สำหรับหนุ่มๆ ก็มีสเปรย์ฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของ เลือด ทำให้แข็งขันอดทน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้าน สุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง มีสรรพคุณในการรักษาโรคที่หลากหลาย บำรุงอวัยวะภายในลำไส้ ต่อมต่างๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิดอ้างว่า รักษาโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่มะเร็งได้ และบ้างก็สามารถแก้ไขอาการทางสุขภาพเล็กๆ น้อยๆ อย่างอาการปวดหลัง ปัสสาวะขัด
ในส่วนของการโฆษณาจะมีการใช้ดาราที่มีชื่อเสียงไม่มาก แต่พอให้มีความน่าเชื่อถือออกมาการันตีถึงตัวผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนั้นก็จะมีตัวอย่าง ผู้ใช้ที่ออกมาพูดขอบคุณผลิตภัณฑ์นั้น พร้อมทั้งแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อตัวสินค้า และแสดงให้เห็นว่าผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเป็นอย่างไรผ่านทางรูปร่างที่ ดูดี
จากนั้นอาจมีการอ้างอิงผลสำรวจ หรือการวิจัยบางอย่างที่ดูน่าเชื่อถือถึงประสิทธิภาพของอาหารเสริมนั้นๆ ต่อด้วยคำโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้สั่งซื้อ แล้วท้ายสุดก็ปิดฉากโฆษณาด้วยโปรโมชั่นอย่างโทร.มาในสิบนาทีนี้จะลดพิเศษ พร้อมของแถมจูงใจการซื้อ
ซึ่งผลของการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปได้ที่ผู้ใช้ส่วนหนึ่งอาจได้ผลลัพธ์ ที่พอใจ แต่ก็พบกรณีร้องเรียนมากมายถึงการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด กฎหมายไม่สามารถกระทำอวดอ้างได้ ทว่าปัญหาก็คือตอนนี้ยังไม่มีกลไกการลงโทษที่ทำให้โฆษณาเหล่านั้นหายไป เสียที
อันตรายที่ต้องรู้เท่าทัน
คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนมากกว่า 100กรณีต่อ 1เดือนซึ่ง ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยาเผยว่า จากข้อมูลที่แยกเป็นประเภทของลักษณะการทำผิดกฎของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพบว่า การโฆษณาอวดอ้างถือเป็นกรณีที่มีการร้องเรียนมากที่สุด
"ประเด็นเรื่องโฆษณานี่เยอะที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะอาหารไม่ใช่ยา เราไม่ให้โฆษณาสรรพคุณทางยา แต่ส่วนใหญ่แล้วทำขึ้นมาจะต้องโฆษณาสรรพคุณใช้ป้องกันรักษาได้ ซึ่งก็จะโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น"
นอกจากนี้ก็มีการร้องเรียนเรื่องแหล่งผลิตยาปลอม เลขใบอนุญาตปลอม ซึ่งหลายครั้งก็ขยายผลไปสู่การดำเนินคดีและจับกุมปราบปราม โดยผลิตภัณฑ์อาหารอ้างสรรพคุณประเภทยา อย่างเช่น กาแฟลดความอ้วนหรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เธอเผยว่า หากใช้ได้ผล เป็นไปได้ที่จะมีการลักลอบใส่ยาเข้าไปซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ทั้งนี้มาตรการในการดำเนินการลงโทษนั้นมีตั้งแต่ระงับโฆษณา และดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ซึ่งหากไม่หยุดโฆษณาก็จะมีโทษที่หนักขึ้น โดยโฆษณาเหล่านี้จะพบเห็นบ่อยตามช่องทีวีเคเบิลดาวเทียม ในทางปฏิบัติก็มีการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในการควบคุม ทว่ากลับไม่มีอำนาจมากนัก เพราะยังคงพบการผ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นการควบคุมลงโทษนั้น สารี อ่องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยว่า แม้อย.ร่วมกับกสทช.สั่งห้ามโฆษณาเหล่านี้ในสื่อทุกประเภท ทว่าในทางปฏิบัติอย่างการเผยแพร่สัญญาณนั้นจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือ จากบริษัท ไทยคม จำกัดในการตัดสัญญาณเพื่อปิดสถานีที่ฝ่าฝืนกฎ
"มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยร่วมกับเครือข่ายที่ทำเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค 16จังหวัด สำรวจการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร และเสริมอาหารทั้งหลายที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย ไม่ขออนุญาตโฆษณา ซึ่งพบว่า มันมีปัญหาเยอะ แล้วเราก็เร่งผลักดันให้คณะกรรมการอาหารและยาอย่างที่ทำแล้วสำเร็จ(กับกรณี รังนกร้อยเปอร์เซ็นต์) และทาง กสทช.ได้เสนอให้ห้ามโฆษณาแล้ว แต่ก็ยังพบว่ามันก็ยังมีการโฆษณากันอยู่ เขาได้ขอความร่วมมือไปที่ไทยคม"
ต่อประเด็นนี้เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเห็นว่า ไทยคมมีความรับผิดชอบต่อกรณีนี้น้อยเกินไป โดยอ้างว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ แต่ความจริงแล้วหากไทยคมพบว่า สถานีต่างๆ ยังมีการโฆษณาโดยไม่ขออนุญาต หรือโฆษณาที่ไม่เป็นจริง ก็สามารถให้ปิดรายการหรือปิดสถานีได้เลย
"ไทยคมต้องดำเนินการตามนั้น หากไทยคมจะอ้างว่าตัวเองได้สัมปทานจากไอซีทีไม่ต้องทำตามกฎหมาย มันไม่ได้ เพราะว่าไทยคมเป็นคนดูแลหรือควบคุมโฆษณาของพวกนี้ผ่านพวกช่องดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน กสทช. ก็จะบอกว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีกติกาที่กำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆ เขาได้มีความร่วมมือกับ อย. ดังนั้น เคเบิลทีวีที่เป็นเท็จหลอกลวง มันทำไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็อยากให้ไทยคมร่วมมือ รวมถึงรายการที่เป็นโฆษณาที่ทางเคเบิลทีวีทั้งหลายด้วย"
สิ่งที่สำคัญคือ อย.กับ กสทช.ต้องมีเครื่องมือในการบังคับลงโทษ หากมีเพียงคำสั่งห้ามแต่ไม่มีกลไกที่ในการติดตาม การดำเนินการก็ไร้ผล และโฆษณาที่ชวนเชื่อเกินจริงก็ยังคงอยู่ ในส่วนของทางออกต่อเรื่องนี้เธอเห็นว่าผู้บริโภคเองต้องมีสติและรู้เท่าทัน ต่อการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้น
"ถ้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารแต่โฆษณาเป็นยา อันนี้หลอกลวงแน่นอน เพราะถ้าได้ผลต้องขึ้นเป็นยา ผู้บริโภคต้องคิดว่า เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องของเรา ถ้าสมมติ คนส่วนหนึ่งเขาอยากรู้ว่าจริงไม่จริง ถ้าจริงก็อยากใช้ ไม่จริงก็ไม่ใช้ คนพวกนี้ก็อยากมีข้อมูล แต่พี่คิดว่า มันพิสูจน์มาเยอะ มันเริ่มตั้งแต่ น้ำลูกยอ คอลลาเจน มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เยอะแยะไปหมด เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ พอถูกจับอันนี้ก็เปลี่ยนเป็นอันโน้น พวกนี้ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ได้มันก็ไปเชื่อมโยงกับความโลภของคนที่ใช้กลไกส่ง เสริมการขายที่ให้ค่าตอบแทนที่สูง มันอาจจะทำให้ตัวผลิตภัณฑ์หมดไปยาก เราจะทำให้คนตื่นตัวเท่าทันเรื่องนี้ยังไง"
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.เกียรติอนันท์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่เผยว่ามูลค่าทางการตลาดของธุรกิจผลิตเสริมอาหารสูงถึงปีละหนึ่งหมื่นล้าน บาท โดยสามารถแบ่งได้ตามรายได้ของกลุ่มลูกค้าซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พบ ปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะมีการทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เป็นประเภทตีหัวเข้าบ้าน ทำกำไรระยะสั้นแล้วเลิกกิจการหรือเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแบรนด์มาลงตลาดใหม่
"กลุ่มที่มีรายได้สูงเขาก็มีเงินซื้อผลิตภัณฑ์ดีๆใช้ แต่กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยเขาก็อยากจะมีสุขภาพดี อยากดูแลตัวเองเหมือนกัน แต่เขามีรายได้น้อยดังนั้นเขาจึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ราคาไม่สูงนัก และสามารถตอบโจทย์เขาได้"
ทั้งนี้หากมองในด้านกำไร ถ้าทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมาดี ตอบโจทย์ได้ก็คงต้องใช้ต้นทุนที่สูง เขาจึงประเมินว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน โดยผลิตสินค้าในจำนวนมากแต่ต้นทุนต่ำแล้วขายเพื่อให้ได้กำไรต่อหน่วยสูงๆ ทำกำไรในระยะสั้น ผลิตมา 100กล่อง ขายได้ 5-10กล่องก็ไม่ขาดทุนแล้ว โดยกลยุทธ์นี้จะควบคู่ไปกับกลยุทธ์ด้านราคา การจูงใจแบบฮาร์ดเซลส์ทั่วไปที่ใช้ได้กับกลุ่มคนที่ไม่ค่อยระมัดระวังในการ ซื้อสินค้านัก
ในการเป็นผู้บริโภคนั้น เขาทิ้งท้ายถึงข้อแนะนำว่า น่าจะเริ่มจากร้านที่น่าเชื่อถือได้ก่อน โดยถ้าจะให้ดีที่สุดอาจคุยกับแพทย์ก่อน หรือซื้อจากร้านยาที่ขายอาหารเสริมด้วย
"ถ้าปรึกษาหมอก่อนได้ก็ดี เพราะอาหารเสริมพวกนี้ถ้ากระบวนการผลิตไม่ดีนิดนึง มีสารตะกั่วอยู่ข้างใน แทนที่เราจะสุขภาพดีก็กลายเป็นมะเร็งได้ กลายเป็นโทษมากกว่า"
.....จากการที่กลไกการควบคุมโฆษณานั้นไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงผู้ที่จ้องฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจ ทำมาหากินบนการหลอกลวงหนทางที่เปิดกว้างให้เห็นกำไร และความสำเร็จชนิดตีหัวเข้าบ้าน ทำให้โศกนาฏกรรมอย่างการกินอาหารเสริมที่เชื่อว่าจะรักษาโรค แต่กลับยิ่งทำให้โรครุมเร้าหนักขึ้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของสุขภาพ และการเลือกบริโภคก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริโภคเองที่จำเป็นจะต้องรู้เท่าทัน ต่อตัวสินค้า และต่อคำหลอกลวงโฆษณาเกินจริง
ที่มา:หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
ยิ่งทุกวันนี้ทีวีดาวเทียมเข้าถึงแทบจะทุก หลังคาเรือน ทำให้การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทนี้ดูจะฮาร์ดเซลส์มากขึ้น และต่างก็แข่งขันกันเพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งสรรพคุณราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์
แม้จะมีการร้องเรียน มีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากมาย สินค้าเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ มันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือที่เรียกกันว่า อาหารเสริมพวกนี้ขายได้ และการโฆษณาแบบฮาร์ดเซลส์พวกนี้ยังมีคนหลงเชื่อ หลงทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นออกจากปัญหาที่ตัวเองเจอ อยู่
เท่านั้นยังไม่พอ การโฆษณาชวนเชื่อของผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์พวกนี้ ยังลุกลามไปถึงวิทยุ หรือแม้ฟรีทีวีโดยที่กลไกการจัดการปัญหาไม่สามารถทำอะไรการโฆษณาที่รู้ๆ กันว่าหลอกลวง เกินจริง และทำให้ผู้บริโภคที่หลงเป็นเหยื่อเสียหายได้เลย
หลากผลิตภัณฑ์อวดอ้างเกินจริง
ในท้องตลาดตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมายและต่างก็มีกลเม็ดโฆษณา ทำการตลาดแตกต่างกันไป สิ่งที่เป็นจุดเดียวกันคือการมีสรรพคุณที่ดูดีเกินจริง โดยมักจะมีคำอธิบายในแบบของตัวเอง ซึ่งอาจสามารถแบ่งได้ 2ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงามและเรื่องเพศ กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงาม และเรื่องเพศ มีตั้งแต่สรรพคุณประเภททำให้ผิวขาวได้ในสิบสี่วัน รูปร่างกระชับ ผิวพันธ์มีน้ำมีนวลมากขึ้น มีอาหารเสริมเรียกเป็นโปรแกรมโดยมีสรรพคุณในการลดความอ้วนซึ่งมักจะบอกว่า ตัวเองไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่เป็นอาหารเสริมซึ่งอ้างว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย แค่กินผลิตภัณฑ์ตัวนี้แล้วจะสามารถลดความอ้วนได้ บางตัวก็อ้างว่า ช่วยกระชับช่องคลอด โดยมีสโลแกนที่สองแง่สามง่ามว่า สวยใสภายในกระชับ
อีกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างคือผลิตภัณฑ์เสริมความงามอย่างครีม บำรุงผิวทรวงอก โดยมักจะอ้างสรรพคุณว่าสามารถทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งส่วนมากมีส่วนผสมของกวาวเครือ ขณะที่สำหรับหนุ่มๆ ก็มีสเปรย์ฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของ เลือด ทำให้แข็งขันอดทน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้าน สุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง มีสรรพคุณในการรักษาโรคที่หลากหลาย บำรุงอวัยวะภายในลำไส้ ต่อมต่างๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิดอ้างว่า รักษาโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่มะเร็งได้ และบ้างก็สามารถแก้ไขอาการทางสุขภาพเล็กๆ น้อยๆ อย่างอาการปวดหลัง ปัสสาวะขัด
ในส่วนของการโฆษณาจะมีการใช้ดาราที่มีชื่อเสียงไม่มาก แต่พอให้มีความน่าเชื่อถือออกมาการันตีถึงตัวผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนั้นก็จะมีตัวอย่าง ผู้ใช้ที่ออกมาพูดขอบคุณผลิตภัณฑ์นั้น พร้อมทั้งแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อตัวสินค้า และแสดงให้เห็นว่าผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเป็นอย่างไรผ่านทางรูปร่างที่ ดูดี
จากนั้นอาจมีการอ้างอิงผลสำรวจ หรือการวิจัยบางอย่างที่ดูน่าเชื่อถือถึงประสิทธิภาพของอาหารเสริมนั้นๆ ต่อด้วยคำโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้สั่งซื้อ แล้วท้ายสุดก็ปิดฉากโฆษณาด้วยโปรโมชั่นอย่างโทร.มาในสิบนาทีนี้จะลดพิเศษ พร้อมของแถมจูงใจการซื้อ
ซึ่งผลของการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปได้ที่ผู้ใช้ส่วนหนึ่งอาจได้ผลลัพธ์ ที่พอใจ แต่ก็พบกรณีร้องเรียนมากมายถึงการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด กฎหมายไม่สามารถกระทำอวดอ้างได้ ทว่าปัญหาก็คือตอนนี้ยังไม่มีกลไกการลงโทษที่ทำให้โฆษณาเหล่านั้นหายไป เสียที
อันตรายที่ต้องรู้เท่าทัน
คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนมากกว่า 100กรณีต่อ 1เดือนซึ่ง ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยาเผยว่า จากข้อมูลที่แยกเป็นประเภทของลักษณะการทำผิดกฎของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพบว่า การโฆษณาอวดอ้างถือเป็นกรณีที่มีการร้องเรียนมากที่สุด
"ประเด็นเรื่องโฆษณานี่เยอะที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะอาหารไม่ใช่ยา เราไม่ให้โฆษณาสรรพคุณทางยา แต่ส่วนใหญ่แล้วทำขึ้นมาจะต้องโฆษณาสรรพคุณใช้ป้องกันรักษาได้ ซึ่งก็จะโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น"
นอกจากนี้ก็มีการร้องเรียนเรื่องแหล่งผลิตยาปลอม เลขใบอนุญาตปลอม ซึ่งหลายครั้งก็ขยายผลไปสู่การดำเนินคดีและจับกุมปราบปราม โดยผลิตภัณฑ์อาหารอ้างสรรพคุณประเภทยา อย่างเช่น กาแฟลดความอ้วนหรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เธอเผยว่า หากใช้ได้ผล เป็นไปได้ที่จะมีการลักลอบใส่ยาเข้าไปซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ทั้งนี้มาตรการในการดำเนินการลงโทษนั้นมีตั้งแต่ระงับโฆษณา และดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ซึ่งหากไม่หยุดโฆษณาก็จะมีโทษที่หนักขึ้น โดยโฆษณาเหล่านี้จะพบเห็นบ่อยตามช่องทีวีเคเบิลดาวเทียม ในทางปฏิบัติก็มีการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในการควบคุม ทว่ากลับไม่มีอำนาจมากนัก เพราะยังคงพบการผ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นการควบคุมลงโทษนั้น สารี อ่องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยว่า แม้อย.ร่วมกับกสทช.สั่งห้ามโฆษณาเหล่านี้ในสื่อทุกประเภท ทว่าในทางปฏิบัติอย่างการเผยแพร่สัญญาณนั้นจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือ จากบริษัท ไทยคม จำกัดในการตัดสัญญาณเพื่อปิดสถานีที่ฝ่าฝืนกฎ
"มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยร่วมกับเครือข่ายที่ทำเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค 16จังหวัด สำรวจการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร และเสริมอาหารทั้งหลายที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย ไม่ขออนุญาตโฆษณา ซึ่งพบว่า มันมีปัญหาเยอะ แล้วเราก็เร่งผลักดันให้คณะกรรมการอาหารและยาอย่างที่ทำแล้วสำเร็จ(กับกรณี รังนกร้อยเปอร์เซ็นต์) และทาง กสทช.ได้เสนอให้ห้ามโฆษณาแล้ว แต่ก็ยังพบว่ามันก็ยังมีการโฆษณากันอยู่ เขาได้ขอความร่วมมือไปที่ไทยคม"
ต่อประเด็นนี้เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเห็นว่า ไทยคมมีความรับผิดชอบต่อกรณีนี้น้อยเกินไป โดยอ้างว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ แต่ความจริงแล้วหากไทยคมพบว่า สถานีต่างๆ ยังมีการโฆษณาโดยไม่ขออนุญาต หรือโฆษณาที่ไม่เป็นจริง ก็สามารถให้ปิดรายการหรือปิดสถานีได้เลย
"ไทยคมต้องดำเนินการตามนั้น หากไทยคมจะอ้างว่าตัวเองได้สัมปทานจากไอซีทีไม่ต้องทำตามกฎหมาย มันไม่ได้ เพราะว่าไทยคมเป็นคนดูแลหรือควบคุมโฆษณาของพวกนี้ผ่านพวกช่องดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน กสทช. ก็จะบอกว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีกติกาที่กำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆ เขาได้มีความร่วมมือกับ อย. ดังนั้น เคเบิลทีวีที่เป็นเท็จหลอกลวง มันทำไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็อยากให้ไทยคมร่วมมือ รวมถึงรายการที่เป็นโฆษณาที่ทางเคเบิลทีวีทั้งหลายด้วย"
สิ่งที่สำคัญคือ อย.กับ กสทช.ต้องมีเครื่องมือในการบังคับลงโทษ หากมีเพียงคำสั่งห้ามแต่ไม่มีกลไกที่ในการติดตาม การดำเนินการก็ไร้ผล และโฆษณาที่ชวนเชื่อเกินจริงก็ยังคงอยู่ ในส่วนของทางออกต่อเรื่องนี้เธอเห็นว่าผู้บริโภคเองต้องมีสติและรู้เท่าทัน ต่อการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้น
"ถ้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารแต่โฆษณาเป็นยา อันนี้หลอกลวงแน่นอน เพราะถ้าได้ผลต้องขึ้นเป็นยา ผู้บริโภคต้องคิดว่า เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องของเรา ถ้าสมมติ คนส่วนหนึ่งเขาอยากรู้ว่าจริงไม่จริง ถ้าจริงก็อยากใช้ ไม่จริงก็ไม่ใช้ คนพวกนี้ก็อยากมีข้อมูล แต่พี่คิดว่า มันพิสูจน์มาเยอะ มันเริ่มตั้งแต่ น้ำลูกยอ คอลลาเจน มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เยอะแยะไปหมด เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ พอถูกจับอันนี้ก็เปลี่ยนเป็นอันโน้น พวกนี้ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ได้มันก็ไปเชื่อมโยงกับความโลภของคนที่ใช้กลไกส่ง เสริมการขายที่ให้ค่าตอบแทนที่สูง มันอาจจะทำให้ตัวผลิตภัณฑ์หมดไปยาก เราจะทำให้คนตื่นตัวเท่าทันเรื่องนี้ยังไง"
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.เกียรติอนันท์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่เผยว่ามูลค่าทางการตลาดของธุรกิจผลิตเสริมอาหารสูงถึงปีละหนึ่งหมื่นล้าน บาท โดยสามารถแบ่งได้ตามรายได้ของกลุ่มลูกค้าซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พบ ปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะมีการทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เป็นประเภทตีหัวเข้าบ้าน ทำกำไรระยะสั้นแล้วเลิกกิจการหรือเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแบรนด์มาลงตลาดใหม่
"กลุ่มที่มีรายได้สูงเขาก็มีเงินซื้อผลิตภัณฑ์ดีๆใช้ แต่กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยเขาก็อยากจะมีสุขภาพดี อยากดูแลตัวเองเหมือนกัน แต่เขามีรายได้น้อยดังนั้นเขาจึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ราคาไม่สูงนัก และสามารถตอบโจทย์เขาได้"
ทั้งนี้หากมองในด้านกำไร ถ้าทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมาดี ตอบโจทย์ได้ก็คงต้องใช้ต้นทุนที่สูง เขาจึงประเมินว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน โดยผลิตสินค้าในจำนวนมากแต่ต้นทุนต่ำแล้วขายเพื่อให้ได้กำไรต่อหน่วยสูงๆ ทำกำไรในระยะสั้น ผลิตมา 100กล่อง ขายได้ 5-10กล่องก็ไม่ขาดทุนแล้ว โดยกลยุทธ์นี้จะควบคู่ไปกับกลยุทธ์ด้านราคา การจูงใจแบบฮาร์ดเซลส์ทั่วไปที่ใช้ได้กับกลุ่มคนที่ไม่ค่อยระมัดระวังในการ ซื้อสินค้านัก
ในการเป็นผู้บริโภคนั้น เขาทิ้งท้ายถึงข้อแนะนำว่า น่าจะเริ่มจากร้านที่น่าเชื่อถือได้ก่อน โดยถ้าจะให้ดีที่สุดอาจคุยกับแพทย์ก่อน หรือซื้อจากร้านยาที่ขายอาหารเสริมด้วย
"ถ้าปรึกษาหมอก่อนได้ก็ดี เพราะอาหารเสริมพวกนี้ถ้ากระบวนการผลิตไม่ดีนิดนึง มีสารตะกั่วอยู่ข้างใน แทนที่เราจะสุขภาพดีก็กลายเป็นมะเร็งได้ กลายเป็นโทษมากกว่า"
.....จากการที่กลไกการควบคุมโฆษณานั้นไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงผู้ที่จ้องฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจ ทำมาหากินบนการหลอกลวงหนทางที่เปิดกว้างให้เห็นกำไร และความสำเร็จชนิดตีหัวเข้าบ้าน ทำให้โศกนาฏกรรมอย่างการกินอาหารเสริมที่เชื่อว่าจะรักษาโรค แต่กลับยิ่งทำให้โรครุมเร้าหนักขึ้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของสุขภาพ และการเลือกบริโภคก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริโภคเองที่จำเป็นจะต้องรู้เท่าทัน ต่อตัวสินค้า และต่อคำหลอกลวงโฆษณาเกินจริง
ที่มา:หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
ลดปัญหาข้อเข่าเสื่อมง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง
In กระดูกอ่อน, In ข้อเข่า, In ข้อเข่าเสื่อม, In ความพิการ, In สร้างสุข, In health, In PGPโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบมาก
ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีน้ำหนักมาก
รวมถึงผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้ข้อเข่ามาก
ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อ อันเนื่องมาจากอายุมาก
หรือมีการฉีกขาดและการถูกทำลายของพื้นผิวกระดูกอ่อนของข้อต่อ
ทำให้เกิดอาการปวดเวลาขยับหรือลงน้ำหนัก
การดำเนินของโรคเป็นแบบเรื้อรังโดยเกิดอาการตั้งแต่เป็นเพียงเล็กน้อย เช่น
มีอาการปวด ขยับไม่ถนัด จนถึงมีความพิการของข้อนั้นๆ
โรคข้อเข่าเสื่อม ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีวิธีที่ทำให้อาการดีขึ้นและชะลอความเสื่อมให้ช้าลง ด้วยการดูแลบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพข้อเข่า ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ ไม่เป็นภาระของคนในครอบครัว และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
นายแพทย์นันทศักดิ์ ธรรมานวัตร์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าว ถึงวิธีการลดอาการและป้องกันข้อเข่าเสื่อมอย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ว่าวิธีที่ได้รับการเชื่อถือว่าได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ คือ การออกกำลังกายข้อเข่าที่เหมาะสม เพราะสามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการงอเข่าได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของการออกกำลังกายสามารถทำได้ทั้งแบบปกติและในน้ำ ซึ่งมีหลักการสำคัญในการออกกำลังกาย อยู่ 3 วิธี คือ
1. การบริหารเพื่อกระตุ้นให้งอพับเข่าได้มากขึ้น 2. การให้กล้ามเนื้อรอบๆเข่าแข็งแรง สามารถยืนหรือเดินได้เวลานานๆ 3. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น การปั่นจักรยานอยู่กับที่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน นั่นคือ การใช้เครื่องมือเครื่องช่วยต่างๆ ที่เหมาะสม อาทิ การใช้ไม้เท้าร่วมกับการเดิน การทำรองเท้าเสริมที่ส้นให้เหมาะสมการใช้สายรัดพยุงข้อเข่า เช่น Knee Support ต่างๆ ก็จะช่วยเสริมให้อาการข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นเช่นกัน
จะพบว่า การป้องกันและลดอาการข้อเข่าเสื่อมนั้นทำได้ไม่ยาก เพียงควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน โดยการจำกัดอาหารประเภทของมัน ของหวาน หลีกเลี่ยงการใช้งานหนักไม่ให้อ้วโดยการจำเกินกำลัง และบริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมหรือผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับคู่มือโรค ข้อเข่าเสื่อมได้ที่สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ในวันและเวลาราชการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
โรคข้อเข่าเสื่อม ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีวิธีที่ทำให้อาการดีขึ้นและชะลอความเสื่อมให้ช้าลง ด้วยการดูแลบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพข้อเข่า ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ ไม่เป็นภาระของคนในครอบครัว และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
นายแพทย์นันทศักดิ์ ธรรมานวัตร์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าว ถึงวิธีการลดอาการและป้องกันข้อเข่าเสื่อมอย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ว่าวิธีที่ได้รับการเชื่อถือว่าได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ คือ การออกกำลังกายข้อเข่าที่เหมาะสม เพราะสามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการงอเข่าได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของการออกกำลังกายสามารถทำได้ทั้งแบบปกติและในน้ำ ซึ่งมีหลักการสำคัญในการออกกำลังกาย อยู่ 3 วิธี คือ
1. การบริหารเพื่อกระตุ้นให้งอพับเข่าได้มากขึ้น 2. การให้กล้ามเนื้อรอบๆเข่าแข็งแรง สามารถยืนหรือเดินได้เวลานานๆ 3. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น การปั่นจักรยานอยู่กับที่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน นั่นคือ การใช้เครื่องมือเครื่องช่วยต่างๆ ที่เหมาะสม อาทิ การใช้ไม้เท้าร่วมกับการเดิน การทำรองเท้าเสริมที่ส้นให้เหมาะสมการใช้สายรัดพยุงข้อเข่า เช่น Knee Support ต่างๆ ก็จะช่วยเสริมให้อาการข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นเช่นกัน
จะพบว่า การป้องกันและลดอาการข้อเข่าเสื่อมนั้นทำได้ไม่ยาก เพียงควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน โดยการจำกัดอาหารประเภทของมัน ของหวาน หลีกเลี่ยงการใช้งานหนักไม่ให้อ้วโดยการจำเกินกำลัง และบริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมหรือผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับคู่มือโรค ข้อเข่าเสื่อมได้ที่สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ในวันและเวลาราชการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
ตรวจหาเชื้อเสี่ยงลด 'มะเร็งมดลูก'
In ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศหญิง, In มะเร็งปากมดลูก, In สุขภาพ, In PGPผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศหญิงแนะตรวจหาเชื้อ HPV มีความเสี่ยง ช่วยลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ระบุมะเร็งร้ายนี้คร่าหญิงเกือบ 500,000 คนต่อปี หญิงไทย 14 คนต่อวัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศหญิงทั่วโลกร่วมประชุมในงาน Asia Oceania Research Organization on Genital Infections and Neoplasia (AOGIN) ที่ฮ่องกง มีความเห็นร่วมกันให้ทบทวนนโยบาย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในทวีปเอเชีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้นี้ ซึ่งในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายนี้ และครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตลง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ส่วนในไทยข้อมูลสำรวจประชากรไทย พ.ศ. 2553 พบว่ามีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อวัน และไทยติดอันดับ 4 ของกลุ่มประเทศตะวัน ออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิต จากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด
ทั้งนี้ สาเหตุหลักของมะเร็งชนิดนี้คือ เชื้อไวรัส Human Pa-pillomavirus (HPV) ที่ทำให้เกิดโรคกว่าร้อยละ 99 โดยเชื้อ HPV มี 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรค และสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มสตรีทั่วโลก
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสำคัญมากในการที่ จะลดอัตราโรคมะเร็งปากมดลูกในภูมิภาค เนื่องจากการตรวจคัดกรองโดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) เป็นการหาความผิดปรกติของเซลล์ในปากมดลูกมากกว่าการตรวจหาเชื้อ และยังมีเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่เชี่ยวชาญสูงในการแปลผล ซึ่งเวลานี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยตรวจวินิจฉัยเชื้อ HPV ในร่างกายแล้ว
ตัวอย่างเทคโนโลยีนี้รวมถึงโซลูชั่นการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างครบวงจร ของบริษัทโรช ไดแอกโนสติกส์ ที่ตรวจเชื้อ HPV สาย พันธุ์เสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16และ 18และอีก 12สายพันธุ์ได้ในการตรวจเพียงครั้งเดียว ซึ่งการศึกษาในสหรัฐพบว่าสตรีที่มีเชื้อ HPV สาย พันธุ์ 16และ 18มีความเสี่ยงสูงกว่า สตรีทั่วไปถึง 35เท่าในการพัฒนารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก
ที่มา:หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศหญิงทั่วโลกร่วมประชุมในงาน Asia Oceania Research Organization on Genital Infections and Neoplasia (AOGIN) ที่ฮ่องกง มีความเห็นร่วมกันให้ทบทวนนโยบาย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในทวีปเอเชีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้นี้ ซึ่งในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายนี้ และครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตลง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ส่วนในไทยข้อมูลสำรวจประชากรไทย พ.ศ. 2553 พบว่ามีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อวัน และไทยติดอันดับ 4 ของกลุ่มประเทศตะวัน ออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิต จากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด
ทั้งนี้ สาเหตุหลักของมะเร็งชนิดนี้คือ เชื้อไวรัส Human Pa-pillomavirus (HPV) ที่ทำให้เกิดโรคกว่าร้อยละ 99 โดยเชื้อ HPV มี 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรค และสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มสตรีทั่วโลก
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสำคัญมากในการที่ จะลดอัตราโรคมะเร็งปากมดลูกในภูมิภาค เนื่องจากการตรวจคัดกรองโดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) เป็นการหาความผิดปรกติของเซลล์ในปากมดลูกมากกว่าการตรวจหาเชื้อ และยังมีเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่เชี่ยวชาญสูงในการแปลผล ซึ่งเวลานี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยตรวจวินิจฉัยเชื้อ HPV ในร่างกายแล้ว
ตัวอย่างเทคโนโลยีนี้รวมถึงโซลูชั่นการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างครบวงจร ของบริษัทโรช ไดแอกโนสติกส์ ที่ตรวจเชื้อ HPV สาย พันธุ์เสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16และ 18และอีก 12สายพันธุ์ได้ในการตรวจเพียงครั้งเดียว ซึ่งการศึกษาในสหรัฐพบว่าสตรีที่มีเชื้อ HPV สาย พันธุ์ 16และ 18มีความเสี่ยงสูงกว่า สตรีทั่วไปถึง 35เท่าในการพัฒนารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก
ที่มา:หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
เตือนผู้ใหญ่มีสิทธิ์ป่วยมือเท้าปากสูง 50% หากสมาชิกในบ้านป่วย
In ป่วย, In โรค, In PGPวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีมีผู้ใหญ่ป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก ว่า ผู้ใหญ่มีโอกาสติดเชื้อได้มากถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะกรณีที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วย ตรงนี้ต้องระวัง เพราะโรคมือเท้าปาก ไม่ได้มีแค่เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เท่านั้น แต่มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ โดยเอนเทอโรไวรัส เป็นตระกูลที่ก่อโรคดังกล่าว แต่มีหลายชนิดรวมทั้งค็อกซากี จากนั้นก็มีปลีกย่อยอีก โดยความรุนแรงบอกไม่ได้ว่าชนิดไหน เนื่องจากบางชนิดเกิดในบางพื้นที่บางประเทศกลับรุนแรง แต่พอเกิดประเทศไทยกลับไม่รุนแรง เช่นเอนเทอโรไวรัส 71 สายพันธุ์ C4 ซึ่งในกัมพูชาพบผู้เสียชีวิต แต่ในไทยยังไม่พบ ตรงนี้นักวิชาการหลายคนเชื่อว่า อาจมาจากพันธุกรรมของคนไทยมีภูมิต้านทานมากกว่าก็เป็นได้ แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
กินครบมื้อการันตีหุ่นดี
In ผลไม้, In ผัก, In ผักต้ม, In ผักผลไม้, In พักผ่อน, In พืช, In PGPวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
นักวิจัยเลยแนะนำวัยรุ่นวัยเรียนให้กินอาหารครบ 5 หมู่ ไม่อดมื้อกินมื้อ และควรกินอาหารเช้าเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายในวัยกำลังโตได้รับสารอาหารเต็มที่ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงหนุ่มสาว โดยพื้นฐานอาหารในแต่ละวัน เด็กๆ ควรดื่มนม 3-4 แก้ว ผักผลไม้ 5 ส่วน เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 2 ส่วน และแป้ง 6 ส่วน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครายงานผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย พบผักขึ้นห้างต่ำกว่ามาตรฐาน วอนรัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค
In กากอาหาร, In การรักษาโรค, In ข่าวสุขภาพ, In ผัก, In ผักต้ม, In ผักผลไม้, In ผักพื้นบ้าน, In ผักสด, In PGPวันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครายงานผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย พบผักขึ้นห้างต่ำกว่ามาตรฐาน วอนรัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รายงาน ผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย 7 ชนิด ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และ พริกจินดา จากห้างดังหลายห้าง ทั้งชนิดที่เป็นยี่ห้อท้องถิ่น และตรารับรอง คิว (Q) เจอสารเคมีอันตรายหลายชนิด เฉพาะอย่างยิ่ง คาร์โบฟูราน และเมโทมิล ซึ่งเป็นสารเคมีเกษตรตัวที่เครือข่ายเกษตรทางเลือกเสนอให้ระงับการขึ้น ทะเบียน แม้ไม่เกินค่ามาตรฐานประเทศไทย แต่เกินค่ามาตรฐานยุโรป ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักชี คะน้า ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการคุ้มครองสุขภาพคนไทยที่ต่ำกว่ายุโรป นอกจากนี้ทั้งเมโทมิล และคาร์โบฟูราน ก็เป็นสารเคมีเกษตรที่ตรวจพบตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักที่ส่งไปยุโรปบ่อย ครั้งที่สุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงเสนอว่าประเทศไทยควรปรับมาตรฐานการตกค้างของสารเคมีเกษตรให้เป็นมาตรฐาน เดียวกับยุโรป เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีสารตัวอื่นทดแทนคาร์โบฟูราน และเมโทมิลได้ทั้งเคมี และอินทรีย์ ทั้งนี้ สารเคมี 2ชนิดนี้ หลายประเทศก็มีการห้ามใช้ และไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน
"จึงให้ทั้งกรมวิชาการเกษตร และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคเหนือผลประโยชน์ของบริษัทนำ เข้าสารเคมี และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศในระดับที่ทัดเทียมกับประเท ศอื่นๆ ขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีประกาศห้ามใช้ และไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน เมโทมิล คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น โดยทันที เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกรผู้บริโภค และรักษาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย" นายวิฑูรย์กล่าว
ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชน
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รายงาน ผลตรวจผักยอดฮิตในครัวเรือนไทย 7 ชนิด ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และ พริกจินดา จากห้างดังหลายห้าง ทั้งชนิดที่เป็นยี่ห้อท้องถิ่น และตรารับรอง คิว (Q) เจอสารเคมีอันตรายหลายชนิด เฉพาะอย่างยิ่ง คาร์โบฟูราน และเมโทมิล ซึ่งเป็นสารเคมีเกษตรตัวที่เครือข่ายเกษตรทางเลือกเสนอให้ระงับการขึ้น ทะเบียน แม้ไม่เกินค่ามาตรฐานประเทศไทย แต่เกินค่ามาตรฐานยุโรป ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักชี คะน้า ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการคุ้มครองสุขภาพคนไทยที่ต่ำกว่ายุโรป นอกจากนี้ทั้งเมโทมิล และคาร์โบฟูราน ก็เป็นสารเคมีเกษตรที่ตรวจพบตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักที่ส่งไปยุโรปบ่อย ครั้งที่สุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงเสนอว่าประเทศไทยควรปรับมาตรฐานการตกค้างของสารเคมีเกษตรให้เป็นมาตรฐาน เดียวกับยุโรป เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีสารตัวอื่นทดแทนคาร์โบฟูราน และเมโทมิลได้ทั้งเคมี และอินทรีย์ ทั้งนี้ สารเคมี 2ชนิดนี้ หลายประเทศก็มีการห้ามใช้ และไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน
"จึงให้ทั้งกรมวิชาการเกษตร และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคเหนือผลประโยชน์ของบริษัทนำ เข้าสารเคมี และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศในระดับที่ทัดเทียมกับประเท ศอื่นๆ ขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีประกาศห้ามใช้ และไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน เมโทมิล คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น โดยทันที เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกรผู้บริโภค และรักษาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย" นายวิฑูรย์กล่าว
ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชน
แนะใช้วิธีตรวจสอบสานพันธุกรรมป้องกันการแพ้ยา
In กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, In น้ำยาสำเร็จรูป, In เภสัชพันธุศาสตร์, In สุขภาพ, In PGPกระทรวงสาธารณสุข
โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
พัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ยา
เพื่อป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง
สามารถทดแทนการใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและต้องใช้เครื่องมือพิเศษใน
การตรวจ เผยระหว่างปี 2527-2553 มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการผื่นแพ้ยาร้ายแรง
ซึ่งรวมถึงชนิดกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน และท็อกซิก
อิพิเดอร์มอลเนโครไลซิส ประมาณ 6,965 ราย และเสียชีวิต 260 ราย
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิด เผยว่า การใช้ยาเพื่อรักษาโรคในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการแพ้ยาที่ใช้ได้ บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Steven-Johnson syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) และท็อกซิกอิพิเดอร์มอล เนโครไลซิส (toxic epidermal necrolysis เรียกชื่อย่อว่า TEN) โดยผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้จะมีผื่นขึ้นตามลำตัว หรือมีการหลุดลอกของผิวหนัง รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ และความผิดปรกติของระบบอวัยวะสำคัญต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดหรือถึงแก่ชีวิตได้
ทั้งนี้ระหว่างปี พ.ศ.2527 -2553 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยแพ้ยาร้ายแรงชนิด SJS/TEN ประมาณ 6,965 ราย และเสียชีวิต 260 ราย รายการยาที่สงสัยที่มีการรายงานมาก 10 อันดับแรก ได้แก่ ยาโคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) ยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine) ยาแอลโลพูรินอล (Allopurinol) ผลิตภัณฑ์ที่มีเนวิราปีนเป็นส่วนประกอบ(Nevirapine Containing product) ยาเฟนิทอยน์ (Phenytoin) ยาอะม็อกซีซิลิน (Amoxicillin) ยาฟิโนบาร์บิทอล (Phenobarbital) ยาไอบู โปรเฟน (Ibuprofen) ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) และยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างน้อย 20,000 ถึงมากกว่า 100,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ผู้ป่วยเสียโอกาสในการทำงานกรณีที่พิการ และกรณีเกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
ผลการวิจัยทางเภสัชพันธุศาสตร์ พบว่า การแพ้ยาสัมพันธ์กับการมี HLA อัลลีล (allele) บางชนิดในพันธุกรรม ดังนั้นจึงมีการตรวจHLA อัลลีลก่อนการให้ยาโดยผู้ที่มีอัลลีลชนิดเสี่ยงควรเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นแทน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า งานวิจัยในประชากรของประเทศไทย พบว่า ผู้ป่วยที่มี HLA-B*1502allele มีความเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN จากยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine)เพิ่มขึ้น 55 เท่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) แนะนำให้ผู้ป่วยที่มาจากประเทศแถบเอเชียที่จำเป็นต้องได้รับยาคาร์บามาซีพีน ควรตรวจหา HLA-B*1502 อัลลีลก่อนเริ่มให้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ SJS/TEN ต่อยาคาร์บามาซีพีน และผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องได้รับยาแอลโลพูรินอล หากมี HLA-B*5801 อัลลีล จะเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN เพิ่มขึ้นถึง 348 เท่า
"การตรวจสารพันธุกรรม HLA-B* 1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 เป็นวิธีการตรวจที่มีความสำคัญในการป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ดำเนินการพัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรม HLA-B*1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 ด้วยวิธี allele specific PCR เพื่อทดแทน การใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจและได้ ถ่ายทอดเทคนิค
วิธีการตรวจดังกล่าวให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคเพื่อ ให้บริการตรวจครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อหายีนเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง SJS/TEN (THAISCAR) สำหรับยาที่ยังไม่มีรายงาน" นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิด เผยว่า การใช้ยาเพื่อรักษาโรคในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการแพ้ยาที่ใช้ได้ บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Steven-Johnson syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) และท็อกซิกอิพิเดอร์มอล เนโครไลซิส (toxic epidermal necrolysis เรียกชื่อย่อว่า TEN) โดยผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้จะมีผื่นขึ้นตามลำตัว หรือมีการหลุดลอกของผิวหนัง รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ และความผิดปรกติของระบบอวัยวะสำคัญต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดหรือถึงแก่ชีวิตได้
ทั้งนี้ระหว่างปี พ.ศ.2527 -2553 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยแพ้ยาร้ายแรงชนิด SJS/TEN ประมาณ 6,965 ราย และเสียชีวิต 260 ราย รายการยาที่สงสัยที่มีการรายงานมาก 10 อันดับแรก ได้แก่ ยาโคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) ยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine) ยาแอลโลพูรินอล (Allopurinol) ผลิตภัณฑ์ที่มีเนวิราปีนเป็นส่วนประกอบ(Nevirapine Containing product) ยาเฟนิทอยน์ (Phenytoin) ยาอะม็อกซีซิลิน (Amoxicillin) ยาฟิโนบาร์บิทอล (Phenobarbital) ยาไอบู โปรเฟน (Ibuprofen) ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) และยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างน้อย 20,000 ถึงมากกว่า 100,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ผู้ป่วยเสียโอกาสในการทำงานกรณีที่พิการ และกรณีเกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
ผลการวิจัยทางเภสัชพันธุศาสตร์ พบว่า การแพ้ยาสัมพันธ์กับการมี HLA อัลลีล (allele) บางชนิดในพันธุกรรม ดังนั้นจึงมีการตรวจHLA อัลลีลก่อนการให้ยาโดยผู้ที่มีอัลลีลชนิดเสี่ยงควรเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นแทน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า งานวิจัยในประชากรของประเทศไทย พบว่า ผู้ป่วยที่มี HLA-B*1502allele มีความเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN จากยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine)เพิ่มขึ้น 55 เท่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) แนะนำให้ผู้ป่วยที่มาจากประเทศแถบเอเชียที่จำเป็นต้องได้รับยาคาร์บามาซีพีน ควรตรวจหา HLA-B*1502 อัลลีลก่อนเริ่มให้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ SJS/TEN ต่อยาคาร์บามาซีพีน และผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องได้รับยาแอลโลพูรินอล หากมี HLA-B*5801 อัลลีล จะเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN เพิ่มขึ้นถึง 348 เท่า
"การตรวจสารพันธุกรรม HLA-B* 1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 เป็นวิธีการตรวจที่มีความสำคัญในการป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ดำเนินการพัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรม HLA-B*1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 ด้วยวิธี allele specific PCR เพื่อทดแทน การใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจและได้ ถ่ายทอดเทคนิค
วิธีการตรวจดังกล่าวให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคเพื่อ ให้บริการตรวจครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อหายีนเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง SJS/TEN (THAISCAR) สำหรับยาที่ยังไม่มีรายงาน" นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
13 เคล็ดลับอายุยืนหมื่นปี
In กากอาหาร, In ธัญพืช, In พันธุกรรม, In สร้างสุข, In PGPวันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ทุกคนคงอยากมีอายุยืนยาว แค่ถึง 90 ปีขึ้นไปก็แทบจะดีใจแย่แล้ว พันธุกรรมอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรามีอายุยืนยาวได้ แต่สาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้เรามีอายุยืนยาว แท้จริงแล้วคือ การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม การมีชีวิตยืนยาว เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา วันนี้ผู้เขียนมีคำแนะนำดี ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการมีชีวิตยืนยาวดังนี้
1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงในมื้อเช้า การทานอาหารที่มีกากอาหารสูง เช่น ธัญพืช ในมื้อเช้าจะทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะที่สมดุลตลอดทั้งวัน ลดความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดอาหารจำพวกแป้งสีขาว และดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว
2. นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงต่อวัน หากอยากมีอายุยืนยาวถึง 100ปี ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ร่างกายต้องการและช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นหาทางงีบนอนกลางวันพักผ่อนบ้างหากเป็นได้
3. อย่าหยุดทำงาน จากการศึกษาพบว่าในสังคมที่คนหยุดทำงาน หรือเกษียณอายุมักมีโรคเรื้อรังตามมา ดังนั้นหากเราถึงวัยที่ต้องเกษียณอายุ ให้เราฟิตร่างกายให้กระฉับกระเฉงเหมือนวัยทำงาน ทำงานเป็นจิตอาสา เป็นอาสาสมัครทำงานในที่ต่าง ๆ อย่าปล่อยตัวเองให้ว่างเปล่าไปวัน ๆ โดยไม่มีคุณค่าและไม่มีความหวัง
4. ออกกำลังกาย อย่าอยู่เฉย ๆ ศาสตราจารย์ เจย์ โอแซงสกีจาก มหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ ชิคาโก สหรัฐอเมริกากล่าวว่าการออกกำลังกายมีผลต่ออารมณ์และสมอง ทำให้ความคิดเฉียบแหลม อีกทั้งทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกมีความแข็งแรง ทำงานได้อย่างสมดุล การเดินถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด
5. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าไม่ใช่อาหารเสริม งานวิจัย แนะนำว่าคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรรับประทานอาหารที่มีเบต้า แคโรตีน ซึ่งเกี่ยวกับวิตามินเอ ซิลีเนียม คือพวกเกลือแร่ต่างๆ รวมทั้งวิตามินซีและอี ซึ่งจะช่วยลดอัตราของโรคความจำเสื่อมได้ แต่ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าการรับประทานยาที่มีสารอาหารเหล่านั้นจะส่งผล ให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่ใช่แป้งสีขาว แต่เป็นอาหารพวกธัญพืช ข้าวสาลี ข้าวซ้อมมือ ผักผลไม้ที่มีสีสันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้
6. เข้าสังคม สมาคมกับเพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือคนรักจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควร การมีเพื่อนสนิทหรือครอบครัวที่ใกล้ชิดจะได้เปรียบกว่าคนที่อยู่โดดเดียว ลำพัง เพราะคนเหล่านั้นจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันให้เราได้เมื่อคราวจำเป็น จะดีแค่ไหนที่มีคนคอยเฝ้าระวังหลังให้เรา เช่น คนใกล้ชิดจะช่วยบอกเราได้ว่าเราเริ่มมีความจำไม่ค่อยดีแล้วและควรไปหาหมอ เพื่อตรวจสุขภาพ ก่อนที่จะสายเกินไป
7. ตรวจสุขภาพฟันและปากเป็นประจำ แปรงฟันให้สะอาด ทุกซอกทุกมุม ใช้ไหมขัดฟัน อมเกลือ ถึงตรงนี้ผู้อ่านคงอาจนึกขำ แต่ความจริงแล้วจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก พบว่าการใช้ไหมขัดฟันทุกวันจะช่วยลดแบคทีเรียในปากและฟันเป็นอย่างดี ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้เป็นอันตรายเพราะสามารถเข้าสู่กระแสโลหิตและทำให้เกิด อาการอักเสบส่งผลต่อเส้นเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญต่อโรคหัวใจได้
8. ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งแจ่มใส หากต้องการที่จะมีอายุยืนยาว ต้องมีจิตใจที่แจ่มใส เบิกบาน หาทางกำจัดความเครียด เช่น ไปเที่ยวชายทะเล ว่ายน้ำ เล่นโยคะ นั่งสมาธิ รำมวยจีน หายใจเข้าออกลึก ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดี การนั่งแช่อยู่บนเก้าอี้ เคี้ยวขนมขบเคี้ยวหน้าทีวี หรือการเมาหัวราน้ำ เป็นการบั่นทอนต่อสุขภาพทั้งสิ้น
9. ปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี ทำกิจวัตรประจำวันสม่ำเสมอ เช่นทานอาหารที่มีคุณค่า ทำอย่างเป็นระบบตลอดเนื่องตลอดชีวิต พยายามนอนและตื่นในเวลาเดิมทุกวัน การทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีความสมดุล หากร่างกายขาดความสมดุล ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะลดน้อยลงไปด้วย เป็นเหตุถูกโจมตีโดยเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ง่าย
10. มีสติและรอบคอบ บุคลิกภาพที่ดีที่สุดคือการมีสติและรอบคอบ เพราะผู้มีสติสามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามคำสั่งของหมอได้ ทานยาได้ครบตามวันและเวลาที่กำหนด รับผิดชอบเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันที่แพทย์นัดหมายได้
11. ใช้ชีวิตที่มีคุณค่า หาที่ยึดเหนี่ยวทางศาสนา มีคุณธรรม ละจากบุหรี่ สุรา รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่มีรสหวานเกินไป ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ทานมังสวิรัติบ้าง และมีจุดสนใจที่ครอบครัวและชุมชน
12. สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเอง เมื่อเรามีอารมณ์ขันและมีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endophins) ซึ่งเป็นสารที่เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีต่อสุขภาพจิต ส่งผลต่อที่ดีต่อร่างกายและจิตใจ
13. รักษ์โลก รักษาธรรมชาติ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ การแสดงความรักต่อสัตว์เลี้ยงและการรักษาสภาพแวดล้อมส่งผลให้เรามีความสุข จากภายในได้
การมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีถือเป็นพรที่ประเสริฐ การมีวินัยกับชีวิต มีสติรอบคอบจะทำให้ชีวิตมีความสุข เป็นที่พึ่งทางใจของลูกหลาน ได้เห็นลูกหลานประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับครอบครัวและชุมชน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ
ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
แค่รู้จักปรับใช้! ในกระเป๋าหญิงมีอุปกรณ์ช่วยปฐมพยาบาลเพียบ!!
In กระเป๋าถือ, In ปฐมพยาบาล, In ผ้าอนามัย, In ฟกช้ำ, In PGPวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
อู้ยยย! กระเป๋าหนักจัง คุณเธอจะบ้าหอบฟางอะไรนักหนาเนี้ย เดินทีไหล่แทบทรุด ยืนรอรถเมล์ทีหลังงี้แทบหัก
ก็นะ!ผู้หญิงเรามักเป็นแบบนี้แหล่ะ จะใช้หรือไม่ใช้ ยัดกระเป๋าไว้ก่อน อุ่นใจจะตาย
แต่..จะได้ใช้ก็ยามฉุกเฉินนี่แห ล่ะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุสารพัดสิ่งของในกระเป๋าของผู้หญิงคือสิ่งที่เป็น ประโยชน์ช่วยชีวิตได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ มือถือ ผ้าอนามัย ร่ม ตลับแป้ง เอย
เราลองมาดูกันว่าภายในกระเป๋าของผู้หญิงนั้นมี สามารถปรับเปลี่ยนอะไรมาเป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้บ้าง นะ
"กระเป๋าใบเก๋ อุปกรณ์ในการแต่งตัวที่ทำให้ชุดสาวออฟฟิศเรียบ ๆ เปรี้ยว เก๋ เนี๊ยบ หรือไฮโซขึ้นทันที ไม่เพียงแต่เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการแต่งตัวของสาว ๆ แต่ยังมีสถานะเป็นกระเป๋าโดเรมอนที่เก็บของใช้จำเป็นหลากหลาย
เช่น เครื่องสำอาง สายชาร์จโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง นามบัตร เมมโมรี่สติ๊ก เครดิตการ์ด บัตรสมาชิกฟิตเนส ทิชชู โทรศัพท์ กุญแจบ้านออฟฟิศคอนโด กระจก ขวดน้ำดื่ม ผ้าอนามัย กระดาษซับมัน ร่ม สมุดโน๊ต ไดอารี่ ตลับยา ยาดม แปรงสีฟัน นิตยสาร บิลค่าโทรศัพท์ น้ำ ไฟ ใบเสร็จรับเงินสะสมไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว
แม้จะเรียกกระเป๋าว่า รกเหมือนรังหนู แต่สิ่งของสารพันในกระเป๋าของสาวๆ กลับสามารถนำมาแปลงใช้เป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในยามฉุกเฉิน
ยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อลื่นหกล้มแล้วข้อเท้า ข้อมือ แขน ขาแพลง ถลอกหรือแตกร้าวช่วงหน้าฝนนี้ได้" คุณณัฐนันท์ ปัญญาโกษา นักสุขศึกษา แผนกสร้างเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 แบ่งปันข้อมูลดีๆ ในกระเป๋าของสาวเรา ว่ามีอุปกรณ์อะไรนำมาปฐมพยาบาลได้
“ช่วงหน้าฝนมักจะมีอุบัติเหตุที่เกิดจากการลื่นล้ม โดยเฉพาะสาวทำงานที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ ส้นรองเท้ายิ่งสูงยิ่งทำให้ทรงตัวลำบาก เมื่อต้องเจอกับพื้นถนนที่เปียกแฉะ ทำให้เสี่ยงต่อการลื่นล้ม ส้นรองเท้ายิ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดจากลื่นล้มก็จะมากขึ้นเท่านั้น
การลื่นล้มอาจเสี่ยงต่อเข่าช้ำ บวม ถลอก ข้อเท้า พลิก แพลง ร้าว เวลาที่ลื่นล้มเรามักจะใช้ข้อมือยันพื้น ทำให้เสี่ยงต่อการแตกร้าวของข้อมือ หรือท่อนแขนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลื่นตกบันไดยิ่งเสี่ยงทำให้กระดูกส่วนที่กระแทกรุนแรง เกิดการร้าวได้มากขึ้น
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม ที่จริงแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะสามารถช่วยลดอาการเจ็บปวด การบาดเจ็บ ป้องกันไม่ให้บาดเจ็บมากยิ่งขึ้นหรือช่วยลดความพิการลง ทำให้แพทย์ทำการรักษาได้ง่ายขึ้น หายเร็วขึ้นเช่น ถ้ากระดูกแตกแล้วไม่ทำการปฐมพยาบาล กระดูกที่แตกอาจไปกด หรือบาดกล้ามเนื้อโดยรอบ ทำให้เจ็บปวดและบวม หรืออาจทำให้เกิดอาการเอ็นอักเสบ หรือถ้าข้อเท้าแพลงแล้วไม่ทำการปฐมพยาบาล จะทำให้เจ็บปวดมาก เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บลำบาก และทำให้การอักเสบนานขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะหายภายใน 2-3 วัน กลายเป็นต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะเดินได้เหมือนเดิม”
คุณณัฐนันท์ สาธิตการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากอุปกรณ์ในกระเป๋าได้อย่างน่าสนใจ และเพียบด้วยประโยชน์ เพราะอุบัติเหตุช่วงหน้าฝนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไปดูกันเลยจ้า
ข้อมือ - ขา เคล็ด
“เรามาดูกัน ภายในกระเป๋าของผู้หญิงนั้นมี เราจะเอาอะไรมาปฐมพยาบาลได้บ้าง เราลื่นหกล้มแล้วบังเอิญไปเอามือค้ำยันเอาไว้อาจจะรู้สึกเจ็บ จะเป็นข้อมือหรือข้อขาก็ได้ หลักสำคัญจริงๆ คือ พยายามอยู่ให้นิ่งที่สุด อาจจะเกิดกรณีที่มีกระดูกแตกได้ ตอนแรกอาจจะประคบเย็นได้ก่อน หลังจากประคบเย็นแล้ว เราจะดามอย่างไรล่ะ
ลองหาในกระเป๋าดูว่าใช้อะไรได้บ้าง เช่น กระเป๋าเงินก็ใช้ได้ กระเป๋าบัตร หรือบัตรเครดิตที่เรามีอยู่สามารถนำมาเรียงกันให้หนาเล็กน้อยเพื่อให้ดามได้
หรือ ร่ม หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือเราก็สามารถใช้ได้ ในกรณีข้อมือเคล็ด หลักสำคัญที่ย้ำเลยคือไม่ให้ข้อมือเขยื้อน หลังจากนั้น หาอะไรที่เป็นเส้นยาวๆ ลักษณะคล้ายเชือก เช่น สาย small talk หรือหูฟังโทรศัพท์นั่นเอง พันเข้าไป หลักสำคัญคือ ยึดวัตถุที่แข็งเพื่อทำไม่ให้ข้อมือหรือข้อเท้าเราขยับได้
พันให้อุปกรณ์อยู่ติดกับแขนเรา อย่าพันให้แน่นมาก เพราะบางทีสาย small talk อาจไปมัดยึดเส้นเลือดทำให้ปลายนิ้วเราชาได้ ต้องสังเกตปลายนิ้วเราด้วย ว่าจะชาหรือไม่
หากเป็นข้อเท้าพลิก อาจจะต้องใช้อะไรที่ยาวหน่อย หากใช้ร่มแบบสั้น ก็ดึงแกนออกมาให้ยาวขึ้นแล้วใช้ดามข้อเท้า ขา โดยใช้สาย small talk ยึดให้แน่นเช่นกัน”
แผลถลอก เลือดออก
“กรณีห้ามเลือดออกเยอะแบบไม่หยุดไหล แนะนำให้ใช้ผ้าอนามัยแผ่นใหญ่เลย”
หลายคนสงสัยทำไมไม่ใช้กระดาษทิชชู่ล่ะ หาง่ายกว่าอีก คุณณัฐนันท์ ย้ำเลยว่า
“มันจะเป็นขุยค่ะ เวลาแกะออกจะลำบาก ลองนึกภาพตามแค่เราซับหน้าบริเวณที่มันๆ ทิชชู่ยังติดที่หน้าเลย แล้วหากยิ่งเป็นแผลเลือดออกล่ะ พอถึงเวลาเราดึงกระดาษทิชชู่ออกมันจะติด และเวลาเลือดแข็งตัวเราต้องแซะกระดาษทิชชู่ออกอีก ซึ่งลำบากมาก ยิ่งทำให้เลือดไหลขึ้นใหม่ได้ด้วย แทนที่จะให้เลือดหยุดภายในทีเดียว
คุณสมบัติของผ้าอนามัยอย่างที่รู้กัน คือ ซับเลือดได้อยู่แล้ว แผ่นผ้าอนามัยจะไม่เปื่อยยุ่ยติดแผลเหมือนกระดาษทิชชู และที่สำคัญ สะอาด เพราะไม่ได้ผ่านการแกะมาก่อน หลังจากแกะก็ซับได้เลย
หรือในกรณีแผลถลอกจะใช้แผ่นผ้าอนามัยแบบบางก็ได้ ก่อนอื่นควรใช้น้ำสะอาดเช็ดล้างแผลก่อนเพราะแผลถลอกส่วนใหญ่จะมีสิ่งสกปรก ติดบริเวณแผลจะทำให้ติดเชื้อง่าย โดยการกำจัดเศษผง โคลน หิน ออกโดยการปัดเบาๆ แล้วใช้น้ำเปล่าล้างแผลส่วนที่สะอาดกว่าก่อนส่วนแผลที่สกปรกกว่าป้องกันแผล สกปรกมากขึ้น
จากนั้นใช้แผ่นผ้าอนามัยแบบบางซับไว้กดห้ามเลือดจนกว่าเลือดจะหยุด หรือแค่เลือดซิบๆ ไม่ต้องใช้น้ำล้าง ซับไปเลยก็ยังได้ เพราะสะอาดอยู่แล้ว”
หกล้มบวมช้ำ
เพราะสาวออฟฟิศมักเดินถือแก้วน้ำ ซื้อกาแฟเย็นดื่มด่ำกันก่อนเข้างานและหลังเลิกงานกันอยู่แล้ว แต่หากพลาดพลั้งล้มหัวคะมำ จิ้มพื้นขึ้นมา ใช้แก้วน้ำเย็น ที่มีน้ำแข็งนี่แหล่ะ ประคบบริเวณที่บวมช้ำเพื่อลดอาการบวมเบื้องต้นได้จ้า
การฟกช้ำหรือห้อเลือดเป็นอาการที่มีเลือดออกใต้ผิวหนัง โดยไม่มีบาดแผล แต่ผิวหนังบริเวณที่เป็นบาดแผลจะบวมช้ำ และมีสีม่วง
“หากเกิดแผลฟกช้ำง่ายๆเลยคือให้ใช้ความเย็น เพื่อหยุดการไหลของเลือด จริงๆแล้วการช้ำ เลือดจะไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของเรา เราจะใช้ความเย็นบล็อกไว้พอรู้สึกเย็นๆ มากเกินไปก็ดึงออก แล้วจึงประคบใหม่ คือให้ประคบเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรก
จากนั้นจึงควรหาพวกเจลร้อน หรืออะไรอุ่นๆมาประคบเพื่อสลายลิ่มเลือดที่คั่งค้างไว้ เพื่อให้รอยช้ำลดน้อยลงกว่าเดิมไม่ให้แผลกระจายวงกว้าง”คุณณัฐนันท์ กล่าว
อย่าลืมนะจ๊ะ อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน เก็บข้อมูลเลิศๆไว้ในคลังสมอง เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งอาจจำเป็นต้องใช้!
อ้อ! ถ้ายังไม่จุใจ เรามีทั้งภาพและเสียงมาให้ดูกันเลยจ้า
ที่มา :หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการBy Lady Manager =======
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
ก็นะ!ผู้หญิงเรามักเป็นแบบนี้แหล่ะ จะใช้หรือไม่ใช้ ยัดกระเป๋าไว้ก่อน อุ่นใจจะตาย
แต่..จะได้ใช้ก็ยามฉุกเฉินนี่แห ล่ะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุสารพัดสิ่งของในกระเป๋าของผู้หญิงคือสิ่งที่เป็น ประโยชน์ช่วยชีวิตได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ มือถือ ผ้าอนามัย ร่ม ตลับแป้ง เอย
เราลองมาดูกันว่าภายในกระเป๋าของผู้หญิงนั้นมี สามารถปรับเปลี่ยนอะไรมาเป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้บ้าง นะ
"กระเป๋าใบเก๋ อุปกรณ์ในการแต่งตัวที่ทำให้ชุดสาวออฟฟิศเรียบ ๆ เปรี้ยว เก๋ เนี๊ยบ หรือไฮโซขึ้นทันที ไม่เพียงแต่เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการแต่งตัวของสาว ๆ แต่ยังมีสถานะเป็นกระเป๋าโดเรมอนที่เก็บของใช้จำเป็นหลากหลาย
เช่น เครื่องสำอาง สายชาร์จโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง นามบัตร เมมโมรี่สติ๊ก เครดิตการ์ด บัตรสมาชิกฟิตเนส ทิชชู โทรศัพท์ กุญแจบ้านออฟฟิศคอนโด กระจก ขวดน้ำดื่ม ผ้าอนามัย กระดาษซับมัน ร่ม สมุดโน๊ต ไดอารี่ ตลับยา ยาดม แปรงสีฟัน นิตยสาร บิลค่าโทรศัพท์ น้ำ ไฟ ใบเสร็จรับเงินสะสมไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว
แม้จะเรียกกระเป๋าว่า รกเหมือนรังหนู แต่สิ่งของสารพันในกระเป๋าของสาวๆ กลับสามารถนำมาแปลงใช้เป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในยามฉุกเฉิน
ยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อลื่นหกล้มแล้วข้อเท้า ข้อมือ แขน ขาแพลง ถลอกหรือแตกร้าวช่วงหน้าฝนนี้ได้" คุณณัฐนันท์ ปัญญาโกษา นักสุขศึกษา แผนกสร้างเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 แบ่งปันข้อมูลดีๆ ในกระเป๋าของสาวเรา ว่ามีอุปกรณ์อะไรนำมาปฐมพยาบาลได้
“ช่วงหน้าฝนมักจะมีอุบัติเหตุที่เกิดจากการลื่นล้ม โดยเฉพาะสาวทำงานที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ ส้นรองเท้ายิ่งสูงยิ่งทำให้ทรงตัวลำบาก เมื่อต้องเจอกับพื้นถนนที่เปียกแฉะ ทำให้เสี่ยงต่อการลื่นล้ม ส้นรองเท้ายิ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดจากลื่นล้มก็จะมากขึ้นเท่านั้น
การลื่นล้มอาจเสี่ยงต่อเข่าช้ำ บวม ถลอก ข้อเท้า พลิก แพลง ร้าว เวลาที่ลื่นล้มเรามักจะใช้ข้อมือยันพื้น ทำให้เสี่ยงต่อการแตกร้าวของข้อมือ หรือท่อนแขนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลื่นตกบันไดยิ่งเสี่ยงทำให้กระดูกส่วนที่กระแทกรุนแรง เกิดการร้าวได้มากขึ้น
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม ที่จริงแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะสามารถช่วยลดอาการเจ็บปวด การบาดเจ็บ ป้องกันไม่ให้บาดเจ็บมากยิ่งขึ้นหรือช่วยลดความพิการลง ทำให้แพทย์ทำการรักษาได้ง่ายขึ้น หายเร็วขึ้นเช่น ถ้ากระดูกแตกแล้วไม่ทำการปฐมพยาบาล กระดูกที่แตกอาจไปกด หรือบาดกล้ามเนื้อโดยรอบ ทำให้เจ็บปวดและบวม หรืออาจทำให้เกิดอาการเอ็นอักเสบ หรือถ้าข้อเท้าแพลงแล้วไม่ทำการปฐมพยาบาล จะทำให้เจ็บปวดมาก เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บลำบาก และทำให้การอักเสบนานขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะหายภายใน 2-3 วัน กลายเป็นต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะเดินได้เหมือนเดิม”
คุณณัฐนันท์ สาธิตการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากอุปกรณ์ในกระเป๋าได้อย่างน่าสนใจ และเพียบด้วยประโยชน์ เพราะอุบัติเหตุช่วงหน้าฝนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไปดูกันเลยจ้า
ข้อมือ - ขา เคล็ด
“เรามาดูกัน ภายในกระเป๋าของผู้หญิงนั้นมี เราจะเอาอะไรมาปฐมพยาบาลได้บ้าง เราลื่นหกล้มแล้วบังเอิญไปเอามือค้ำยันเอาไว้อาจจะรู้สึกเจ็บ จะเป็นข้อมือหรือข้อขาก็ได้ หลักสำคัญจริงๆ คือ พยายามอยู่ให้นิ่งที่สุด อาจจะเกิดกรณีที่มีกระดูกแตกได้ ตอนแรกอาจจะประคบเย็นได้ก่อน หลังจากประคบเย็นแล้ว เราจะดามอย่างไรล่ะ
ลองหาในกระเป๋าดูว่าใช้อะไรได้บ้าง เช่น กระเป๋าเงินก็ใช้ได้ กระเป๋าบัตร หรือบัตรเครดิตที่เรามีอยู่สามารถนำมาเรียงกันให้หนาเล็กน้อยเพื่อให้ดามได้
หรือ ร่ม หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือเราก็สามารถใช้ได้ ในกรณีข้อมือเคล็ด หลักสำคัญที่ย้ำเลยคือไม่ให้ข้อมือเขยื้อน หลังจากนั้น หาอะไรที่เป็นเส้นยาวๆ ลักษณะคล้ายเชือก เช่น สาย small talk หรือหูฟังโทรศัพท์นั่นเอง พันเข้าไป หลักสำคัญคือ ยึดวัตถุที่แข็งเพื่อทำไม่ให้ข้อมือหรือข้อเท้าเราขยับได้
พันให้อุปกรณ์อยู่ติดกับแขนเรา อย่าพันให้แน่นมาก เพราะบางทีสาย small talk อาจไปมัดยึดเส้นเลือดทำให้ปลายนิ้วเราชาได้ ต้องสังเกตปลายนิ้วเราด้วย ว่าจะชาหรือไม่
หากเป็นข้อเท้าพลิก อาจจะต้องใช้อะไรที่ยาวหน่อย หากใช้ร่มแบบสั้น ก็ดึงแกนออกมาให้ยาวขึ้นแล้วใช้ดามข้อเท้า ขา โดยใช้สาย small talk ยึดให้แน่นเช่นกัน”
แผลถลอก เลือดออก
“กรณีห้ามเลือดออกเยอะแบบไม่หยุดไหล แนะนำให้ใช้ผ้าอนามัยแผ่นใหญ่เลย”
หลายคนสงสัยทำไมไม่ใช้กระดาษทิชชู่ล่ะ หาง่ายกว่าอีก คุณณัฐนันท์ ย้ำเลยว่า
“มันจะเป็นขุยค่ะ เวลาแกะออกจะลำบาก ลองนึกภาพตามแค่เราซับหน้าบริเวณที่มันๆ ทิชชู่ยังติดที่หน้าเลย แล้วหากยิ่งเป็นแผลเลือดออกล่ะ พอถึงเวลาเราดึงกระดาษทิชชู่ออกมันจะติด และเวลาเลือดแข็งตัวเราต้องแซะกระดาษทิชชู่ออกอีก ซึ่งลำบากมาก ยิ่งทำให้เลือดไหลขึ้นใหม่ได้ด้วย แทนที่จะให้เลือดหยุดภายในทีเดียว
คุณสมบัติของผ้าอนามัยอย่างที่รู้กัน คือ ซับเลือดได้อยู่แล้ว แผ่นผ้าอนามัยจะไม่เปื่อยยุ่ยติดแผลเหมือนกระดาษทิชชู และที่สำคัญ สะอาด เพราะไม่ได้ผ่านการแกะมาก่อน หลังจากแกะก็ซับได้เลย
หรือในกรณีแผลถลอกจะใช้แผ่นผ้าอนามัยแบบบางก็ได้ ก่อนอื่นควรใช้น้ำสะอาดเช็ดล้างแผลก่อนเพราะแผลถลอกส่วนใหญ่จะมีสิ่งสกปรก ติดบริเวณแผลจะทำให้ติดเชื้อง่าย โดยการกำจัดเศษผง โคลน หิน ออกโดยการปัดเบาๆ แล้วใช้น้ำเปล่าล้างแผลส่วนที่สะอาดกว่าก่อนส่วนแผลที่สกปรกกว่าป้องกันแผล สกปรกมากขึ้น
จากนั้นใช้แผ่นผ้าอนามัยแบบบางซับไว้กดห้ามเลือดจนกว่าเลือดจะหยุด หรือแค่เลือดซิบๆ ไม่ต้องใช้น้ำล้าง ซับไปเลยก็ยังได้ เพราะสะอาดอยู่แล้ว”
หกล้มบวมช้ำ
เพราะสาวออฟฟิศมักเดินถือแก้วน้ำ ซื้อกาแฟเย็นดื่มด่ำกันก่อนเข้างานและหลังเลิกงานกันอยู่แล้ว แต่หากพลาดพลั้งล้มหัวคะมำ จิ้มพื้นขึ้นมา ใช้แก้วน้ำเย็น ที่มีน้ำแข็งนี่แหล่ะ ประคบบริเวณที่บวมช้ำเพื่อลดอาการบวมเบื้องต้นได้จ้า
การฟกช้ำหรือห้อเลือดเป็นอาการที่มีเลือดออกใต้ผิวหนัง โดยไม่มีบาดแผล แต่ผิวหนังบริเวณที่เป็นบาดแผลจะบวมช้ำ และมีสีม่วง
“หากเกิดแผลฟกช้ำง่ายๆเลยคือให้ใช้ความเย็น เพื่อหยุดการไหลของเลือด จริงๆแล้วการช้ำ เลือดจะไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของเรา เราจะใช้ความเย็นบล็อกไว้พอรู้สึกเย็นๆ มากเกินไปก็ดึงออก แล้วจึงประคบใหม่ คือให้ประคบเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรก
จากนั้นจึงควรหาพวกเจลร้อน หรืออะไรอุ่นๆมาประคบเพื่อสลายลิ่มเลือดที่คั่งค้างไว้ เพื่อให้รอยช้ำลดน้อยลงกว่าเดิมไม่ให้แผลกระจายวงกว้าง”คุณณัฐนันท์ กล่าว
อย่าลืมนะจ๊ะ อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน เก็บข้อมูลเลิศๆไว้ในคลังสมอง เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งอาจจำเป็นต้องใช้!
อ้อ! ถ้ายังไม่จุใจ เรามีทั้งภาพและเสียงมาให้ดูกันเลยจ้า
ที่มา :หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการBy Lady Manager =======
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
ภาวะฉุกเฉินทางหัวใจ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
In เจ็บป่วย, In ฉุกเฉิน, In รุนแรง, In สุขภาพ, In PGPภาวะฉุกเฉินทางหัวใจ คือ ภาวะการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและมีอาการรุนแรงที่มีสาเหตุมาจาก โรคหัวใจ และผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
อาการผิดปกติสำคัญที่บ่งชี้ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ เช่น
-อาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง
-อาการหอบเหนื่อยหรือหายใจลำบาก
-อาการสั่นจากมีภาวะหัวใจเต้นเร็วและแรงผิดปกติ
-อาการหน้ามืดหรือหมดสติ
อาการต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดได้หลายสาเหตุเช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โรคหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น บทความที่จะกล่าวต่อไปนี้จะพิจารณาในแง่ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็น หลัก เนื่องจากเป็นโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน
กลุ่มเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
1.ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ ซึ่งได้แก่
a.เพศ จากข้อมูลทางสถิติที่ผ่านมาพบว่า พบผู้ชายป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง
b.อายุ มักพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในวัยกลางคนขึ้นไปถึงวัยสูงอายุ กล่าวคือ อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปในเพศชาย และอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปในเพศหญิง
c.พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเดียวกันป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ร่วมด้วย โดยเฉพาะถ้าคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้เริ่มมีอาการตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไป บุคคลผู้นั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติคนใน ครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้ร่วมด้วย
2.ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้มีดังนี้
a.โรคประจำคตัวหรือโรคที่พบร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นต้น
b.พฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งได้แก่ การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย ภาวะเครียดเรื้อรัง
อาการที่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้เป็น 3 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 มีอาการเจ็บหน้าอกขณะออกแรง โดยมักเจ็บหน้าอกแบบแน่นๆ บีบๆ หรือหนักๆ ที่หน้าอกตรงกลางหรือหน้าอกด้านซ้าย โดยอาการเจ็บหน้าอกอาจร้าวที่ขากรรไกรล่าง กราม หัวไหล่ หรือท้องแขนด้านซ้ายหรือทั้งสองข้างก็ได้ และมักเป็นอยู่ไม่นานประมาณ 5-10 นาที อาการมักดีขึ้นหรือหายไปได้เมื่อหยุดพัก
ระดับที่ 2 มีอารเจ็บหน้าอกขณะพัก และอาการเจ็บหน้าอกมักจะเป็นรุนแรงมากขึ้น เป็นเวาลานานมาขึ้นประมาณ 10-20 นาที และเป็นบ่อยครั้งขึ้นกว่าเดิมโดยอาการอาจทุเลาลงได้เมื่อหยุดพักหรืออาจไม่ ดีขึ้นแต่ตรวจไม่พบมีการบาเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ
ระดับที่ 3 มีอาการเจ็บหน้าอกขณะพัก โดยมักมีอาการเกิดขึ้นทันทีทันใด อาการเจ็บหน้าอกมักเป็นรุนแรงและเป็นยาวนานกว่า 30 นาทีขึ้นไป โดยมักมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น หายใจไม่สะดวกหน้ามืดหรือเป็นลม และตรวจพบว่ามีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอาการรุนแรงและเฉียบพลัน ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
ดังนั้น ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรสังเกตอาการของตนเองว่ามีลักษณะอาการที่อาจ บ่งชี้ว่ามีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดร่วมด้วยหรือไม่ และควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมถ้ามีอาการผิดปกติดังกล่าว ข้างต้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงระดับที่ 3 ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที เนื่องจากอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเสียชีวิตได้
การป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สำคัญที่สุดคือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของโรคโดยเฉพาะการควบคุมและรักษาโรคที่ พบร่วมต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งได้แก่ การงดสูบบุหรี่ การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนจนเกินไปโดยการออกกำลังกายชนิดแอโรบิกเป็น ประจำสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 5 ครั้งต่อสัปดาห์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่าร่างกาย เช่น ปลา ผักและผลไม้ งดรับประทานอาหารที่มีรสมันจัดหรือมีคอเลสเตอรอลสูง และอาการผ่อนคลายจิตใจเพื่อลดภาวะเครียด
ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
=======
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
เครือข่ายเภสัช วอน สธ. คลอดกฏกระทรวงคุมเข้มร้านขายยา
In กรมควบคุมโรค, In เครือข่ายเภสัช, In เภสัชกร, In ร้านขายยา, In PGPเครือข่ายเภสัช ฯ พบ “วิทยา” เร่งคลอดกฎกระทรวงคุมเข้มร้านขายยา ส่งเสริม ให้มีเภสัชฯ ประจำร้าน
ภก.ณรงค์ชัย จันทร์พรผู้ประสานงานเครือข่ายส่งเสริมให้เภสัชกรอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในร้านขายยาตลอดเวลาการทำการ กล่าวในระหว่างการเดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า การมายื่นจดหมายถึง รมว.สธ. ครั้งนี้ทางเครือข่ายฯ เครือข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้ดำเนินโครงการผู้บริโภคปลอดภัย เภสัชกรไทยไม่แขวนป้าย แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) สมาคมเภสัชกรชุมชน (ประเทศไทย) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย และสภาเภสัชกรรม เพื่อเรียกร้องให้ รมว.สธ.เร่งรัดเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ยา ฉบับปัจจุบันที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2529ว่า ร้านยาต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาที่เปิดทำการ เพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพที่ผู้บริโภคอาจได้รับจากการใช้ยา อาทิ การใช้ยาอันตราย การแพ้ยา การกินยาเสตียรอยด์ ซึ่งที่ผ่านมาเกี่ยวกับการมีเภสัชกรประจำรานขายยาฯ นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยได้สำรวจมาแล้วว่า ร้านขายยากว่า 80% ไม่มีเภสัชกรประจำร้าน
“นอกจากเรื่องการคุมเข้มเรื่องเภสัชกรประจำร้านแล้ว ยังมีเรื่องของการเร่งรัดการออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการคุมเข้มการซื้อขายยา ในร้านในฐานะสถานประกอบวิชาชีพการขายยา เช่น การติดตามการใช้ยาของผู้ป่วย การรายงานสถานการณ์ยา การร่วมพิจารณาอาการของผู้ป่วย รวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริโภคยาของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบในเรื่องการใช้ยาเกดินความจำเป็นยาเหลือใช้ของ ประชาชน ที่สำคัญอาจไม่ต้องมาแก้ปัญหาที่ปลายทางเหมือนกับกรณีไข่แลกยาในขณะนี้ด้วย” ภก.ณรงค์ชัย กล่าว
ด้าน ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อุปนายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ร้านขายยากว่า 20,000 แห่ง มีร้านที่มีเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลาทำการแค่ไม่เกิน 2,500 แห่ง อีก 8,000 แห่ง มีการแขวนป้ายไว้ว่ามีเภสัชประจำร้าน แต่ตัวเภสัชไม่อยู่ โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทางสภาก็มีการคุมเข้มเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยหากพบว่า ใน 1 ปี ร้านขายยาใดไม่มีเภสัชฯ โดยดำเนินการไปแล้วกว่า 300-400 ราย ประจำร้านต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ก็จะดำเนินการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเวลา 1 ปี และหากทำซ้ำก็จะเพิกถอนใบอนุญาต แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีรายใดถูกเพิกถอน อย่างไรก็ตาม อยากให้ รมว.สธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นผลต่อผู้บริโภคโดยตรง
ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
=======
PG&P
ส โนว์ PG&P ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
ภก.ณรงค์ชัย จันทร์พรผู้ประสานงานเครือข่ายส่งเสริมให้เภสัชกรอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในร้านขายยาตลอดเวลาการทำการ กล่าวในระหว่างการเดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า การมายื่นจดหมายถึง รมว.สธ. ครั้งนี้ทางเครือข่ายฯ เครือข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้ดำเนินโครงการผู้บริโภคปลอดภัย เภสัชกรไทยไม่แขวนป้าย แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) สมาคมเภสัชกรชุมชน (ประเทศไทย) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย และสภาเภสัชกรรม เพื่อเรียกร้องให้ รมว.สธ.เร่งรัดเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ยา ฉบับปัจจุบันที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2529ว่า ร้านยาต้องมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาที่เปิดทำการ เพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพที่ผู้บริโภคอาจได้รับจากการใช้ยา อาทิ การใช้ยาอันตราย การแพ้ยา การกินยาเสตียรอยด์ ซึ่งที่ผ่านมาเกี่ยวกับการมีเภสัชกรประจำรานขายยาฯ นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยได้สำรวจมาแล้วว่า ร้านขายยากว่า 80% ไม่มีเภสัชกรประจำร้าน
“นอกจากเรื่องการคุมเข้มเรื่องเภสัชกรประจำร้านแล้ว ยังมีเรื่องของการเร่งรัดการออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการคุมเข้มการซื้อขายยา ในร้านในฐานะสถานประกอบวิชาชีพการขายยา เช่น การติดตามการใช้ยาของผู้ป่วย การรายงานสถานการณ์ยา การร่วมพิจารณาอาการของผู้ป่วย รวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริโภคยาของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบในเรื่องการใช้ยาเกดินความจำเป็นยาเหลือใช้ของ ประชาชน ที่สำคัญอาจไม่ต้องมาแก้ปัญหาที่ปลายทางเหมือนกับกรณีไข่แลกยาในขณะนี้ด้วย” ภก.ณรงค์ชัย กล่าว
ด้าน ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อุปนายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ร้านขายยากว่า 20,000 แห่ง มีร้านที่มีเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลาทำการแค่ไม่เกิน 2,500 แห่ง อีก 8,000 แห่ง มีการแขวนป้ายไว้ว่ามีเภสัชประจำร้าน แต่ตัวเภสัชไม่อยู่ โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทางสภาก็มีการคุมเข้มเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยหากพบว่า ใน 1 ปี ร้านขายยาใดไม่มีเภสัชฯ โดยดำเนินการไปแล้วกว่า 300-400 ราย ประจำร้านต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ก็จะดำเนินการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเวลา 1 ปี และหากทำซ้ำก็จะเพิกถอนใบอนุญาต แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีรายใดถูกเพิกถอน อย่างไรก็ตาม อยากให้ รมว.สธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นผลต่อผู้บริโภคโดยตรง
ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
=======
PG&P
ส โนว์ PG&P ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
แนะใช้วิธีตรวจสอบสานพันธุกรรมป้องกันการแพ้ยา
In น้ำยาสำเร็จรูป, In แพ้ยา, In เภสัชพันธุศาสตร์, In สุขภาพ, In PGPกระทรวงสาธารณสุข
โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
พัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ยา
เพื่อป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง
สามารถทดแทนการใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและต้องใช้เครื่องมือพิเศษใน
การตรวจ เผยระหว่างปี 2527-2553 มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการผื่นแพ้ยาร้ายแรง
ซึ่งรวมถึงชนิดกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน และท็อกซิก
อิพิเดอร์มอลเนโครไลซิส ประมาณ 6,965 ราย และเสียชีวิต 260 ราย
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิด เผยว่า การใช้ยาเพื่อรักษาโรคในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการแพ้ยาที่ใช้ได้ บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Steven-Johnson syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) และท็อกซิกอิพิเดอร์มอล เนโครไลซิส (toxic epidermal necrolysis เรียกชื่อย่อว่า TEN) โดยผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้จะมีผื่นขึ้นตามลำตัว หรือมีการหลุดลอกของผิวหนัง รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ และความผิดปรกติของระบบอวัยวะสำคัญต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดหรือถึงแก่ชีวิตได้
ทั้งนี้ระหว่างปี พ.ศ.2527 -2553 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยแพ้ยาร้ายแรงชนิด SJS/TEN ประมาณ 6,965 ราย และเสียชีวิต 260 ราย รายการยาที่สงสัยที่มีการรายงานมาก 10 อันดับแรก ได้แก่ ยาโคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) ยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine) ยาแอลโลพูรินอล (Allopurinol) ผลิตภัณฑ์ที่มีเนวิราปีนเป็นส่วนประกอบ(Nevirapine Containing product) ยาเฟนิทอยน์ (Phenytoin) ยาอะม็อกซีซิลิน (Amoxicillin) ยาฟิโนบาร์บิทอล (Phenobarbital) ยาไอบู โปรเฟน (Ibuprofen) ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) และยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างน้อย 20,000 ถึงมากกว่า 100,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ผู้ป่วยเสียโอกาสในการทำงานกรณีที่พิการ และกรณีเกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
ผลการวิจัยทางเภสัชพันธุศาสตร์ พบว่า การแพ้ยาสัมพันธ์กับการมี HLA อัลลีล (allele) บางชนิดในพันธุกรรม ดังนั้นจึงมีการตรวจHLA อัลลีลก่อนการให้ยาโดยผู้ที่มีอัลลีลชนิดเสี่ยงควรเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นแทน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า งานวิจัยในประชากรของประเทศไทย พบว่า ผู้ป่วยที่มี HLA-B*1502allele มีความเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN จากยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine)เพิ่มขึ้น 55 เท่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) แนะนำให้ผู้ป่วยที่มาจากประเทศแถบเอเชียที่จำเป็นต้องได้รับยาคาร์บามาซีพีน ควรตรวจหา HLA-B*1502 อัลลีลก่อนเริ่มให้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ SJS/TEN ต่อยาคาร์บามาซีพีน และผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องได้รับยาแอลโลพูรินอล หากมี HLA-B*5801 อัลลีล จะเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN เพิ่มขึ้นถึง 348 เท่า
"การตรวจสารพันธุกรรม HLA-B* 1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 เป็นวิธีการตรวจที่มีความสำคัญในการป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ดำเนินการพัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรม HLA-B*1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 ด้วยวิธี allele specific PCR เพื่อทดแทน การใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจและได้ ถ่ายทอดเทคนิค
วิธีการตรวจดังกล่าวให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคเพื่อ ให้บริการตรวจครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อหายีนเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง SJS/TEN (THAISCAR) สำหรับยาที่ยังไม่มีรายงาน" นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว
=======
PG&P
สโนว์ PG&P ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิด เผยว่า การใช้ยาเพื่อรักษาโรคในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการแพ้ยาที่ใช้ได้ บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Steven-Johnson syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) และท็อกซิกอิพิเดอร์มอล เนโครไลซิส (toxic epidermal necrolysis เรียกชื่อย่อว่า TEN) โดยผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้จะมีผื่นขึ้นตามลำตัว หรือมีการหลุดลอกของผิวหนัง รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ และความผิดปรกติของระบบอวัยวะสำคัญต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดหรือถึงแก่ชีวิตได้
ทั้งนี้ระหว่างปี พ.ศ.2527 -2553 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยแพ้ยาร้ายแรงชนิด SJS/TEN ประมาณ 6,965 ราย และเสียชีวิต 260 ราย รายการยาที่สงสัยที่มีการรายงานมาก 10 อันดับแรก ได้แก่ ยาโคไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) ยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine) ยาแอลโลพูรินอล (Allopurinol) ผลิตภัณฑ์ที่มีเนวิราปีนเป็นส่วนประกอบ(Nevirapine Containing product) ยาเฟนิทอยน์ (Phenytoin) ยาอะม็อกซีซิลิน (Amoxicillin) ยาฟิโนบาร์บิทอล (Phenobarbital) ยาไอบู โปรเฟน (Ibuprofen) ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) และยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างน้อย 20,000 ถึงมากกว่า 100,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ผู้ป่วยเสียโอกาสในการทำงานกรณีที่พิการ และกรณีเกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
ผลการวิจัยทางเภสัชพันธุศาสตร์ พบว่า การแพ้ยาสัมพันธ์กับการมี HLA อัลลีล (allele) บางชนิดในพันธุกรรม ดังนั้นจึงมีการตรวจHLA อัลลีลก่อนการให้ยาโดยผู้ที่มีอัลลีลชนิดเสี่ยงควรเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นแทน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า งานวิจัยในประชากรของประเทศไทย พบว่า ผู้ป่วยที่มี HLA-B*1502allele มีความเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN จากยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine)เพิ่มขึ้น 55 เท่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) แนะนำให้ผู้ป่วยที่มาจากประเทศแถบเอเชียที่จำเป็นต้องได้รับยาคาร์บามาซีพีน ควรตรวจหา HLA-B*1502 อัลลีลก่อนเริ่มให้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ SJS/TEN ต่อยาคาร์บามาซีพีน และผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องได้รับยาแอลโลพูรินอล หากมี HLA-B*5801 อัลลีล จะเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN เพิ่มขึ้นถึง 348 เท่า
"การตรวจสารพันธุกรรม HLA-B* 1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 เป็นวิธีการตรวจที่มีความสำคัญในการป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ดำเนินการพัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรม HLA-B*1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 ด้วยวิธี allele specific PCR เพื่อทดแทน การใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพงและต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจและได้ ถ่ายทอดเทคนิค
วิธีการตรวจดังกล่าวให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคเพื่อ ให้บริการตรวจครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อหายีนเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง SJS/TEN (THAISCAR) สำหรับยาที่ยังไม่มีรายงาน" นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว
=======
PG&P
สโนว์ PG&P ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
เปลือกไข่มีค่า ช่วยให้ไฟติดได้ ง่ายขึ้น
In ไข่มีค่า, In วัตถุดิบช่วยผลิตก๊าซ, In ไฮโดรเจน ติดไฟ, In PGPวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เปลือกไข่นอกจากจะช่วยให้ไฟติดได้
ง่ายขึ้น โดยที่ขณะก่อไฟให้ทุบเปลือกไข่จนแตกละเอียด
แล้วใช้กระดาษห่อมัดไว้วางข้างใต้ฟืนจะทำให้ไฟแรงขึ้น
หรือจะนำเปลือกไข่ไปย่างไฟให้เกรียม นำไปวางตรงที่มีมดชอบมาชุมนุมกัน
มดก็จะไม่มาบริเวณนั้นอีกเลย
เปลือกไข่ยังมีประโยชน์ใช้สอยในด้านเป็นเครื่องมือทำความสะอาดสามารถนำไป ใช้ขัดล้างอ่างล้างหน้าอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เซรามิคทั้งหลาย ใช้แทนแปรงล้างขวดหรือภาชนะที่มีปากแคบ หรือจะใช้เป็นปุ๋ยสำหรับต้นไม้รอบบ้าน
งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio University) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า เปลือกไข่อาจใช้เป็นวัตถุดิบช่วยผลิตก๊าซไฮโดรเจน เพื่อไปผสมกับก๊าซออกซิเจนที่ใช้กำเนิดพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง
งานวิจัยระบุว่า เปลือกไข่มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ไฮโดรเจนบริสุทธิ์สามารถแยกออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยการเติมเปลือกไข่ลงไปในขั้นตอนการผลิตก๊าซไฮโดรเจน แคลเซียมออกไซด์ (Calcium oxide) ที่อยู่ในเปลือกไข่ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ ทำให้กระบวนการผลิตสะอาดขึ้น และเมื่อนำเปลือกไข่ที่ใช้แล้วไปฝังดิน ก็จะเป็นการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นออก โดยไม่ปล่อยมันสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย
งานวิจัยสรุปด้วยว่า ปริมาณขยะเปลือกไข่ที่คนอเมริกันทิ้งไว้ทั่วประเทศมีมากถึง 455,000 ตัน นั้นมากพอที่จะผลิตก๊าซไฮโดรเจนได้มากถึง 35 พันล้านลูกบาศก์ฟุตเมื่อเทียบเท่ากับก๊าซถ่านหิน ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อว่าไฮโดรเจนอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ สำคัญในอนาคต แต่นักวิจัยจะต้องพัฒนาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตไฮโดรเจนจำนวนมากต่อไป
ที่มา : มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย เรียบเรียงโดยสมุย
เปลือกไข่ยังมีประโยชน์ใช้สอยในด้านเป็นเครื่องมือทำความสะอาดสามารถนำไป ใช้ขัดล้างอ่างล้างหน้าอ่างอาบน้ำและเครื่องใช้เซรามิคทั้งหลาย ใช้แทนแปรงล้างขวดหรือภาชนะที่มีปากแคบ หรือจะใช้เป็นปุ๋ยสำหรับต้นไม้รอบบ้าน
งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio University) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า เปลือกไข่อาจใช้เป็นวัตถุดิบช่วยผลิตก๊าซไฮโดรเจน เพื่อไปผสมกับก๊าซออกซิเจนที่ใช้กำเนิดพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง
งานวิจัยระบุว่า เปลือกไข่มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ไฮโดรเจนบริสุทธิ์สามารถแยกออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยการเติมเปลือกไข่ลงไปในขั้นตอนการผลิตก๊าซไฮโดรเจน แคลเซียมออกไซด์ (Calcium oxide) ที่อยู่ในเปลือกไข่ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ ทำให้กระบวนการผลิตสะอาดขึ้น และเมื่อนำเปลือกไข่ที่ใช้แล้วไปฝังดิน ก็จะเป็นการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นออก โดยไม่ปล่อยมันสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย
งานวิจัยสรุปด้วยว่า ปริมาณขยะเปลือกไข่ที่คนอเมริกันทิ้งไว้ทั่วประเทศมีมากถึง 455,000 ตัน นั้นมากพอที่จะผลิตก๊าซไฮโดรเจนได้มากถึง 35 พันล้านลูกบาศก์ฟุตเมื่อเทียบเท่ากับก๊าซถ่านหิน ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อว่าไฮโดรเจนอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ สำคัญในอนาคต แต่นักวิจัยจะต้องพัฒนาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตไฮโดรเจนจำนวนมากต่อไป
ที่มา : มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย เรียบเรียงโดยสมุย
มหันตภัยบิ๊กอายส์
In จักษุแพทย์, In ดวงตา, In ตาบอด, In บิ๊กอายส์, In สร้างสุข, In PGPจักษุแพทย์เตือนสาวอยากตาโตด้วย “บิ๊
กอายส์” ต้องระวัง หลังพบคนไข้สาววัย 18 ซื้อมาใส่เอง แค่
วันเดียวได้เรื่อง ตาหวิดบอด
เพราะเกิดอาการระคายเคืองแล้วเผลอขยี้ตาจนกระจกตาดำ
เป็นแผลติดเชื้อแบคทีเรียกัดกินกระจกตาดำเกือบทะลุ โชคดีมาพบแพทย์ทัน
แต่ต้องตามัว มองไม่ชัดไปตลอดชีวิต เพราะเกิดแผลเป็นที่ตาดำ
ได้แต่เตือนอยากสวยด้วยบิ๊กอายส์ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ปัญหาของสาวอยากมีดวงตาโตกว่าเดิม แต่กลับส่งผลร้ายต่อสุขภาพในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่า ปัจจุบันยังพบว่าวัยรุ่นผู้หญิงยังนิยมใส่คอนแทคเลนส์ตาโต หรือ บิ๊กอายส์ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ไม่ใช่เลนส์สายตา แต่เป็นเลนส์เพื่อความสวยงาม เปลี่ยนสีตา ขยายขนาดของตาดำ เพราะต้องการเลียนแบบดารา นักร้อง นางแบบ อยากสวยอยากงาม ทั้งๆที่การใช้บิ๊กอายส์ หรือแม้กระทั่งคอนแทคเลนส์ที่เป็นเลนส์สายตา เสี่ยงอันตรายทั้งสิ้น เพราะอย่าลืมว่าคอนแทคเลนส์เป็นสิ่งแปลกปลอม และเมื่อต้องสัมผัสกับกระจกตาโดยตรงและเป็นเวลานาน หากคอนแทคเลนส์สกปรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตาและอาจลุกลามถึงขั้น ตาบอดได้ภายใน 2 วัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้ป่วยจากการใส่คอนแทคเลนส์ และบิ๊กอายส์มารักษาที่ รพ.พระนั่งเกล้า อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 มีประมาณ 20 รายส่วนในปี 2555 พบ 2 ราย โดยรายล่าสุดเข้ามารักษาที่ รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อประมาณวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา
นพ.ฐาปนวงศ์กล่าวถึงผู้ป่วยรายล่าสุดว่าเป็นหญิงอายุ 18 ปี ไปซื้อบิ๊กอายส์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแถวบางลำภู นำมาใส่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่พอใส่แล้วที่ตาขวามีอาการแสบตา ระคายเคือง น้ำตาไหลต่อเนื่อง แล้วไปขยี้ตา และถอดบิ๊กอายส์ออก ต่อมาช่วงเย็นมีอาการตาบวม จึงเข้ามาพบแพทย์ที่ รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณกระจกตาดำข้างขวา โดยเชื้อแบคทีเรียได้กัดกินบริเวณกระจกตาดำมีแนวยาว 5 มิลลิเมตรและลึกลงไปประมาณ 1 มิลลิเมตร จนเกือบทะลุกระจกตาดำ ซึ่งโชคดีมากที่มารักษาทัน เพราะหากมาช้า 1 วัน ตาบอดแน่นอน ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่พบนั้น ชื่อว่า ซูโดโมแนส ออรูจิโนซ่า (Pseudomonas aeruginosa) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ตามสภาพแวดล้อมทั่วไป ซึ่งหากมีบาดแผลแล้วติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว จะมีอันตรายมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายนี้โชคดีที่มาพบแพทย์ได้ทันทำให้ตาไม่บอด แต่เมื่อรักษาจนหายแล้วจะเกิดแผลเป็นที่ตาดำ ส่งผลให้เวลามองแล้วจะไม่ชัดเหมือนคนปกติ
จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า กล่าวต่อไปว่าคอนแทคเลนส์มาตรฐานจะมีขนาดมาตรฐานทางการแพทย์ คือเส้นผ่าศูนย์กลาง 13.5-14.5 มิลลิเมตร ส่วนบิ๊กอายส์จะมีขนาดตั้งแต่ 15-19 มิลลิเมตร ซึ่งใส่แล้วจะทำให้ดวงตาคับแน่น และผู้ใส่จะเกิดอาการไม่สบายตาต้องขยี้ตาบ่อยๆ เป็นผลให้เกิดแผลถลอกที่กระจกตาดำ และเชื้อโรคอาจเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบเป็นแผลที่กระจกตาดำทำให้ตาบอดได้ ขณะเดียวกันหากใส่เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาขาวอักเสบจากอาการ แพ้เรื้อรัง ทำให้เยื่อบุตาขาวแห้งและอาจทำให้กระจกตาอักเสบ เกิดเป็นโรคตาแห้งคือเยื่อบุตาขาวแห้งโดยถาวร เกิดอาการตาผ่าวร้อน แพ้แสง ซึ่งจะเกิดความรำคาญแก่ดวงตาไปตลอดชีวิต ขอเตือนว่าการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ควรศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รวมทั้งต้องดูแลรักษาอย่างเคร่งครัด ต้องเก็บรักษาในน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์โดยเฉพาะและปิดฝาให้สนิท เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ทุกครั้งที่ใช้ ไม่ใช้น้ำยาแช่เลนส์ซ้ำๆห้ามล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำประปา เนื่องจากสารคลอรีนอาจทำให้เลนส์เสื่อมสภาพ และต้องล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ทุกครั้ง
ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าว ว่า ได้รับแจ้งมาจากนพ.ฐาปนวงศ์จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบจุดที่ผู้ป่วยระบุว่า ไปซื้อบิ๊กอายส์ พบว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อสอบถามกลับไปยังผู้ป่วยพบว่าไปซื้อบิ๊กอายส์มาเก็บไว้นานแล้วจึงนำ มาใส่ การใส่บิ๊กอายส์หรือคอนแทคเลนส์ หากเกิดการระคายเคืองดวงตาให้รีบพบแพทย์ทันที และโดยปกติแล้วการใส่บิ๊กอายส์หรือคอนแทคเลนส์จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อน โดยในปัจจุบันมีบิ๊กอายส์ที่ได้รับอนุญาตจากทาง อย. เพียง 2-3 ยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งประชาชนสามารถโทร.มาสอบถามได้ที่เบอร์สายด่วน อย. โทร.1556
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ปัญหาของสาวอยากมีดวงตาโตกว่าเดิม แต่กลับส่งผลร้ายต่อสุขภาพในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่า ปัจจุบันยังพบว่าวัยรุ่นผู้หญิงยังนิยมใส่คอนแทคเลนส์ตาโต หรือ บิ๊กอายส์ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ไม่ใช่เลนส์สายตา แต่เป็นเลนส์เพื่อความสวยงาม เปลี่ยนสีตา ขยายขนาดของตาดำ เพราะต้องการเลียนแบบดารา นักร้อง นางแบบ อยากสวยอยากงาม ทั้งๆที่การใช้บิ๊กอายส์ หรือแม้กระทั่งคอนแทคเลนส์ที่เป็นเลนส์สายตา เสี่ยงอันตรายทั้งสิ้น เพราะอย่าลืมว่าคอนแทคเลนส์เป็นสิ่งแปลกปลอม และเมื่อต้องสัมผัสกับกระจกตาโดยตรงและเป็นเวลานาน หากคอนแทคเลนส์สกปรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตาและอาจลุกลามถึงขั้น ตาบอดได้ภายใน 2 วัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้ป่วยจากการใส่คอนแทคเลนส์ และบิ๊กอายส์มารักษาที่ รพ.พระนั่งเกล้า อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 มีประมาณ 20 รายส่วนในปี 2555 พบ 2 ราย โดยรายล่าสุดเข้ามารักษาที่ รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อประมาณวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา
นพ.ฐาปนวงศ์กล่าวถึงผู้ป่วยรายล่าสุดว่าเป็นหญิงอายุ 18 ปี ไปซื้อบิ๊กอายส์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแถวบางลำภู นำมาใส่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่พอใส่แล้วที่ตาขวามีอาการแสบตา ระคายเคือง น้ำตาไหลต่อเนื่อง แล้วไปขยี้ตา และถอดบิ๊กอายส์ออก ต่อมาช่วงเย็นมีอาการตาบวม จึงเข้ามาพบแพทย์ที่ รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณกระจกตาดำข้างขวา โดยเชื้อแบคทีเรียได้กัดกินบริเวณกระจกตาดำมีแนวยาว 5 มิลลิเมตรและลึกลงไปประมาณ 1 มิลลิเมตร จนเกือบทะลุกระจกตาดำ ซึ่งโชคดีมากที่มารักษาทัน เพราะหากมาช้า 1 วัน ตาบอดแน่นอน ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่พบนั้น ชื่อว่า ซูโดโมแนส ออรูจิโนซ่า (Pseudomonas aeruginosa) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ตามสภาพแวดล้อมทั่วไป ซึ่งหากมีบาดแผลแล้วติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว จะมีอันตรายมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายนี้โชคดีที่มาพบแพทย์ได้ทันทำให้ตาไม่บอด แต่เมื่อรักษาจนหายแล้วจะเกิดแผลเป็นที่ตาดำ ส่งผลให้เวลามองแล้วจะไม่ชัดเหมือนคนปกติ
จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า กล่าวต่อไปว่าคอนแทคเลนส์มาตรฐานจะมีขนาดมาตรฐานทางการแพทย์ คือเส้นผ่าศูนย์กลาง 13.5-14.5 มิลลิเมตร ส่วนบิ๊กอายส์จะมีขนาดตั้งแต่ 15-19 มิลลิเมตร ซึ่งใส่แล้วจะทำให้ดวงตาคับแน่น และผู้ใส่จะเกิดอาการไม่สบายตาต้องขยี้ตาบ่อยๆ เป็นผลให้เกิดแผลถลอกที่กระจกตาดำ และเชื้อโรคอาจเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบเป็นแผลที่กระจกตาดำทำให้ตาบอดได้ ขณะเดียวกันหากใส่เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาขาวอักเสบจากอาการ แพ้เรื้อรัง ทำให้เยื่อบุตาขาวแห้งและอาจทำให้กระจกตาอักเสบ เกิดเป็นโรคตาแห้งคือเยื่อบุตาขาวแห้งโดยถาวร เกิดอาการตาผ่าวร้อน แพ้แสง ซึ่งจะเกิดความรำคาญแก่ดวงตาไปตลอดชีวิต ขอเตือนว่าการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ควรศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รวมทั้งต้องดูแลรักษาอย่างเคร่งครัด ต้องเก็บรักษาในน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์โดยเฉพาะและปิดฝาให้สนิท เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ทุกครั้งที่ใช้ ไม่ใช้น้ำยาแช่เลนส์ซ้ำๆห้ามล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำประปา เนื่องจากสารคลอรีนอาจทำให้เลนส์เสื่อมสภาพ และต้องล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ทุกครั้ง
ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าว ว่า ได้รับแจ้งมาจากนพ.ฐาปนวงศ์จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบจุดที่ผู้ป่วยระบุว่า ไปซื้อบิ๊กอายส์ พบว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อสอบถามกลับไปยังผู้ป่วยพบว่าไปซื้อบิ๊กอายส์มาเก็บไว้นานแล้วจึงนำ มาใส่ การใส่บิ๊กอายส์หรือคอนแทคเลนส์ หากเกิดการระคายเคืองดวงตาให้รีบพบแพทย์ทันที และโดยปกติแล้วการใส่บิ๊กอายส์หรือคอนแทคเลนส์จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อน โดยในปัจจุบันมีบิ๊กอายส์ที่ได้รับอนุญาตจากทาง อย. เพียง 2-3 ยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งประชาชนสามารถโทร.มาสอบถามได้ที่เบอร์สายด่วน อย. โทร.1556
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
'ภูมิแพ้' รักษาได้
In พักผ่อน, In สารก่อภูมิแพ้, In สุขภาพ, In PGPวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
"โรคภูมิแพ้" เป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยากับ "สารก่อภูมิแพ้" ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น ละอองเกสรหญ้า หรือพวกขนสัตว์ต่างๆ ฯลฯ เมื่อสารก่อภูมิแพ้สัมผัสกับเยื่อบุของร่างกายจะปล่อยสารสำคัญที่เรียกว่า "ฮีสตามีน" ออกมา ทำให้เกิดอาการระคายเคือง
โรคภูมิแพ้สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายระบบในร่างกาย ได้แก่
1.โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ จะมีอาการน้ำมูกไหล จาม คันจมูก คัดจมูก บางรายอาจมีอาการของไซนัสอักเสบร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการทางตา เช่น คันตา ตาแดง รอบตามีสีคล้ำ บางรายอาจมีอาการหูอื้อ หรือหูชั้นกลางอักเสบ
2.โรคหืดภูมิแพ้มักมีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เวลาเป็นหวัดจะไอนานกว่าปรกติ บางรายอาจใช้ยาขยายหลอดลมแล้วรู้สึกดีขึ้น
3.โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ส่วนมากจะมีผื่นคันในระยะแรกผื่นอาจมีน้ำเหลืองปกคลุมอยู่ ในระยะเรื้อรังผื่นจะแห้ง และผิวหนังจะหนาขึ้น เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในเด็กจะพบได้บ่อยกว่า ภูมิแพ้กับพันธุกรรม
โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าหากคุณพ่อคุณแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกทุกคนจะเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย เด็กบางคนอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ทางสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การติดเชื้อในทางเดินหายใจในวัยเด็ก
ภูมิแพ้...รักษาได้
สิ่งที่สำคัญและจำเป็นคือเราควรรู้ก่อนว่าแพ้อะไร วิธีการที่จะรู้ได้คือทำการทดสอบภูมิแพ้ หรือ Skin Test โดยแพทย์จะหยดน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังบริเวณแขนหรือแผ่นหลัง แล้วใช้เข็มสะกิดที่ผิวหนังบริเวณนั้น การทดสอบนี้ไม่เจ็บและทราบผลภายใน 15 นาที เมื่อเรารู้แล้วว่าแพ้อะไรจะทำให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ดียิ่งขึ้น การรักษามีหลายวิธี ได้แก่
1.หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เช่น ถ้าแพ้ขนสัตว์ก็ต้องไม่เลี้ยงสัตว์ดังกล่าวไว้ในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน หรือถ้าตรวจพบว่าแพ้ไรฝุ่น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่แพ้กันมากถึงร้อยละ 70 ก็ควรหลีกเลี่ยงการปูพรมในห้องนอน เครื่องนอนทุกชิ้นควรซักด้วยน้ำร้อนทุก 2 สัปดาห์ หรืออาจใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนกันไรฝุ่น
2.รับประทานยาแก้แพ้ ใช้ในกรณีที่หลีกเลี่ยงหรือป้องกันสารที่ก่อภูมิแพ้แล้วแต่ยังมีอาการแพ้อีก การรับประทานยาแก้แพ้จำพวกยาต้านฮีสตามีนบางชนิดอาจทำให้มีผลข้างเคียงได้ เช่น อาการง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น
3.การใช้ยาพ่นจมูกสำหรับรักษาภูมิแพ้โดยเฉพาะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ชนิดปานกลางถึงรุนแรง ยาชนิดนี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ซึ่งพบได้น้อยแต่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการระคายเคืองของเยื่อบุจมูก และเลือดกำเดาไหล ซึ่งถ้าผู้ป่วยพ่นยาอย่างถูกวิธีจะเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวน้อยมาก
4.การใช้ยาสูดเพื่อรักษาโรคหืดภูมิแพ้ ยาสูดเพื่อรักษาโรคหืดภูมิแพ้แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
4.1 ยาสูดเพื่อการรักษาและควบคุมโรคหืด เป็นยาที่ผู้ป่วยต้องสูดต่อเนื่องทุกวันด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรใช้ยาเฉพาะตอนมีอาการ หลังสูดเสร็จควรบ้วน ปากและกลั้วคอเพื่อชะล้างยาที่ตกค้างอยู่ในช่องปาก
4.2 ยาสูดเพื่อบรรเทาอาการ ผู้ป่วยควรพกพาติดตัวและนำมาใช้เฉพาะเวลามีอาการ หรือใช้ก่อนออกกำลังกายประมาณ 30นาที ไม่ควรใช้เป็นประจำ ในผู้ป่วยบางรายที่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ ดีพบว่ามีความต้องการ ที่จะใช้ยาชนิดนี้น้อยครั้งมาก
ที่มา :หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข โดย รศ.นพ.ต่อพงษ์ ทองงาม
งาดำ พืชเมล็ดเล็ก ๆ แต่มีคุณประโยชน์มหาศาล
In งาดำ, In พักผ่อน, In พืช, In รักษาโรค, In ลดความอ้วน, In PGPPG&P THAI พีจีแอนด์พี เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์:
งาดำ พืชเมล็ดเล็ก ๆ แต่มีคุณประโยชน์มหาศาล จนได้รับการขนานนามว่าเป็น"ราชินีแห่งพืชน้ำมัน ราชันแห่งธัญพืช" โดยสารสำคัญในงาดำมีชื่อว่า "เซซามิน" ส่วนจะมีสรรพคุณอะไรบ้างไปฟังคำตอบกัน
รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา และอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดงาดำ "เซซามิน" กล่าวว่า เรามีองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากงามากว่า 4,000 ปีแล้ว การทำวิจัยเรื่องนี้ก็เพราะอยากใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์มาพิสูจน์องค์ความรู้ตั้งแต่โบราณ เช่น สรรพคุณในการผสานหรือต่อกระดูก ดูแลเกี่ยวกับความดันโลหิต ดูแลภูมิต้านทาน เมื่อทำวิจัยก็พบว่าสิ่งที่คนโบราณมีความเชื่อนั้นเป็นเรื่องจริง
"เซซามิน" ในงาดำมีคุณประโยชน์ 8 ประการ คือ
1. ช่วยในการเผาผลาญ สลายไขมัน ลดความอ้วนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
2. ลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล
3. ทำให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนพอดี
4. ช่วยในการทำงานของวิตามินอี
5. ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท
6. ลดปฏิกิริยาความเครียด
7. ต้านอนุมูลอิสระ
8. ต้านการอักเสบ
สำหรับสรรพคุณในเรื่องการลดการอักเสบนั้นได้มีการค้นคว้าวิจัยสรรพคุณด้านนี้เป็นพิเศษในเชิงลึก เพราะการอักเสบเป็นตัวการทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่คนไทยเป็นมาก และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีหนึ่งมหาศาล ในระยะแรกได้ทดลองกับกระดูกอ่อนของหมู พบว่า สารเซซามินที่สกัดจากงาดำสามารถยับยั้งการเสื่อมสลายของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่ห่อหุ้มข้อต่าง ๆ ของร่างกายได้ จึงเชื่อว่าจะมีสรรพคุณเช่นเดียวกันเมื่อนำมาใช้กับคน ทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างการเริ่มทดลองขั้นสูงในระดับคลินิกต่อไป
ปัจจุบันงาดำที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดอาจอยู่ในรูปของสารสกัดที่เป็นแคปซูล ดังนั้นประชาชนทั่วไปอาจทำกินเองได้ ด้วยการคั่วแล้วบดวันละไม่เกิน 4ช้อนชา สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมคุณภาพให้ได้ แต่ ปัญหาคือ การคั่วนาน ๆ อาจทำให้เกิดสารพิษที่ทำให้ก่อมะเร็งได้ ของบางอย่างเมื่อถูกความร้อน ของดีกลายเป็นของไม่ดี กลายเป็นสารพิษได้ และการเก็บไว้นาน ๆ อาจเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทำให้มีกลิ่นเหม็นหืน
มีข้อห้ามหรือไม่ว่าใครไม่ควรรับประทานงาดำ? รศ.ดร.ปรัชญา กล่าวว่า ยังไม่เคยเจอ แต่มีแพทย์บางท่านบอกว่ามีบางคนที่รับประทานเข้าไปอาจเกิดการแพ้ได้
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย นวพรรษ บุญชาญ
เอช พลัส (30 แคปซูล) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ให้ทำงานดีขึ้น
In เอช พลัส, In HCA, In H Plus, In Hydroxy-citrc acid, In PGPวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เอช พลัส (30 แคปซูล)
เอช พลัส
ส่วนประกอบสำคัญ
แอล-คาร์นิทีน
เป็นกรดอะมิโนธรรมชาติ ทำหน้าที่นำพากรดไขมันในกระแสเลือดไปเผาผลาญในเซลล์ให้เกิดเป็นพลังงานที่ กล้ามเนื้อ เป็นกรดอะมิโน (หน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน) ชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยในการลดน้ำหนักได้ เนื่องจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น และกระตุ้นอัตราการเผาผลาญของร่างกาย ปกติแล้วร่างกายจะได้รับ แอล-คาร์นิทีนจากการบริโภคเนื้อสัตว์และสามารถผลิตขึ้นได้เองในตับและไต หน้าที่ของแอล-คาร์นิทีนในร่างกายคือการนำเอากรดไขมันเข้าสู่เซลล์เพื่อเผา ผลาญไขมัน นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและทำให้การทำงานของตับและไตดีขึ้น
โครเมียม อะมิโน แอซิต คีเลต
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และฮิวแมนโก๊รธฮอร์โมน ในร่างกายให้ทำงานดียิ่งขึ้น ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ ในการเปลี่ยนอาหารทุกชนิดโดยเฉพาะแป้งและน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ลดการสะสมของไขมันฮิวแมนโก๊รธฮอร์โมนมีหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สลายไขมันเก่าใหม่ และสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย ทำหน้าที่เร่งและเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำตาลในกระแสเลือด ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานและสะสมเป็นพลังงานสำรอง (ไกลโคเจน) เพื่อนำมาใช้ใหม่
เคลป์
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ร่างกายมีการเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันให้กลายพลังงานในรูปไกลโคเจนได้ มากกว่าปกติ 20 % จึงส่งผลให้มีพลังงานอย่างรวดเร็วช่วยให้สามารถออกกำลังกายหรือทำงานได้ มากกว่าเดิมโดยไม่อ่อนเพลีย
โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง
เป็นโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนธรรมชาติ ทำหน้าที่นำพากรดไขมันในกระแสเลือดไปเผาผลาญในเซลล์ให้เกิดเป็นพลังงานที่ กล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยในการลดน้ำหนักได้ เนื่องจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี
คอปเปอร์ อะมิโน แอซิค คีแลต
ช่วยปรับสมดุลต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบการเผาผลาญ การหายใจ สร้างภูมิคุ้มกัน และมีผลวิจัยสนับสนุนในเรื่องของการช่วยลดความเครียดอีกด้วย
สังกะสี อะมิโน แอ ซิค คีเลต
ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายทนต่อมลภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น ป้องกันการระคายเคือง และเพิ่มความแข็งแรงของผิวที่แพ้ง่าย
ซีเลียม อะมิโน แอซิค คอมเพล็กซ์
เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูบำรุงและพิทักษ์ผิว ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ผิดปกติ หรือเสื่อมสภาพให้กลับเป็นปกติ และมีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยให้รอยหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยเหี่ยวย่นจางลง รักษาสมดุลให้ระบบการทำงานของผิวเป็นไปอย่างปกติ ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่งไร้ริ้วรอย รวมไปถึงสุขภาพผมและเล็บที่แข็งแรง เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว ทำให้สามารถต่อสู้มลภาวะแสงแดดและการแพ้ได้มากขึ้น
แมงกานีส อะมิโน แอซิต คีเลต
เพิ่มอัตราการเผาผลาญ ไขมันให้กลายเป็นพลังงานมากขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานอย่างรวดเร็ว กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวสดชื่นและพร้อมที่จะรับสารอาหารได้เต็มที่
สารสกัดจากชาเขียว “เร่งการสลายของไขมันเก่า”
มีฤทธิ์ในการกระตุ้นอัตราการเผาผลาญของร่างกาย และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการควบคุมเอนไซม์อะไมเลสที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งและน้ำตาลให้ทำงานช้าลงและ สม่ำเสมอขึ้น ช่วยไม่ให้หิวบ่อยจนเกินไป ทำให้ลดความอยากอาหารลงได้ สารออกฤทธิ์ในชาเขียวมีชื่อว่า EGCG ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่กระตุ้นการเผาผลาญแล้ว ยังมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน และลดคอเลสเตอรอลในหนูทดลอง ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน พบว่า มีสารแคดทีซีนที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย การย่อย การดูดซึมให้ดียิ่งขึ้น
สารสกัดจากพริก “เพิ่มการเผาผลาญยับยั้งการเกิดไขมันใหม่”
ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน เดิมการกินพริกถูกมองว่า ทำให้ระคายเคืองต่อระบบย่อย แต่ในช่วง 25 ปี ที่ผ่านมานี้ นักวิจัยกลับพบว่าในพริกมีสาร “แคปไซซีน” ซึ่งให้ผลต่อสุขภาพเกินคาด ช่วยลดความเจ็บปวดช่วยในระบบการย่อย เกิดการเผาผลาญอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันของร่างกาย และยังกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดียิ่งขึ้น
สารสกัด HCA ในผลส้มแขก
มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมความหิว ความอยากอาหารและไม่ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง เหมือนกับยาลดน้ำหนักสมัยใหม่ จึงไม่มีอาการแทรกซ้อน เช่น หงุดหงิด คลื่นไส้อาเจียน หรืออาการตื่นตัวผิดปกติ
จากการวิจัยพบว่าสาร HCA หรือ Hydroxy-citrc acid มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย ลดความอยากอาหารได้ เพราะเหตุนี้จึงได้มีคนนำสาร CHA ในผลส้มแขกมาใช้ในการควบคุมน้ำหนัก
โดยกลไก HCA จะออกฤทธิ์ไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb’s cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคสของเซลล์ร่างกาย) ช่วยยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภทแป้ง, ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสม แต่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย เมื่อกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันก็จะนำไปสะสม ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันก็จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้น ให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง จึงมีผลทำให้รูปร่างดีขึ้น
วิธีการรับประทาน :
ครั้งละ 1-2 แคปซูล หลังอาหาร กลางวัน
http://www.pgpthai.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81_Weight_control_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B5_pgp_pgpthai/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%8A-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%AA_H-PLUS_%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
HTTP://WWW.PGPTHAI.COM
เอช พลัส
ส่วนประกอบสำคัญ
แอล-คาร์นิทีน
เป็นกรดอะมิโนธรรมชาติ ทำหน้าที่นำพากรดไขมันในกระแสเลือดไปเผาผลาญในเซลล์ให้เกิดเป็นพลังงานที่ กล้ามเนื้อ เป็นกรดอะมิโน (หน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน) ชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยในการลดน้ำหนักได้ เนื่องจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น และกระตุ้นอัตราการเผาผลาญของร่างกาย ปกติแล้วร่างกายจะได้รับ แอล-คาร์นิทีนจากการบริโภคเนื้อสัตว์และสามารถผลิตขึ้นได้เองในตับและไต หน้าที่ของแอล-คาร์นิทีนในร่างกายคือการนำเอากรดไขมันเข้าสู่เซลล์เพื่อเผา ผลาญไขมัน นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและทำให้การทำงานของตับและไตดีขึ้น
โครเมียม อะมิโน แอซิต คีเลต
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และฮิวแมนโก๊รธฮอร์โมน ในร่างกายให้ทำงานดียิ่งขึ้น ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ ในการเปลี่ยนอาหารทุกชนิดโดยเฉพาะแป้งและน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ลดการสะสมของไขมันฮิวแมนโก๊รธฮอร์โมนมีหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สลายไขมันเก่าใหม่ และสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย ทำหน้าที่เร่งและเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำตาลในกระแสเลือด ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานและสะสมเป็นพลังงานสำรอง (ไกลโคเจน) เพื่อนำมาใช้ใหม่
เคลป์
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ร่างกายมีการเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันให้กลายพลังงานในรูปไกลโคเจนได้ มากกว่าปกติ 20 % จึงส่งผลให้มีพลังงานอย่างรวดเร็วช่วยให้สามารถออกกำลังกายหรือทำงานได้ มากกว่าเดิมโดยไม่อ่อนเพลีย
โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง
เป็นโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนธรรมชาติ ทำหน้าที่นำพากรดไขมันในกระแสเลือดไปเผาผลาญในเซลล์ให้เกิดเป็นพลังงานที่ กล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยในการลดน้ำหนักได้ เนื่องจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี
คอปเปอร์ อะมิโน แอซิค คีแลต
ช่วยปรับสมดุลต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบการเผาผลาญ การหายใจ สร้างภูมิคุ้มกัน และมีผลวิจัยสนับสนุนในเรื่องของการช่วยลดความเครียดอีกด้วย
สังกะสี อะมิโน แอ ซิค คีเลต
ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายทนต่อมลภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น ป้องกันการระคายเคือง และเพิ่มความแข็งแรงของผิวที่แพ้ง่าย
ซีเลียม อะมิโน แอซิค คอมเพล็กซ์
เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูบำรุงและพิทักษ์ผิว ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ผิดปกติ หรือเสื่อมสภาพให้กลับเป็นปกติ และมีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยให้รอยหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยเหี่ยวย่นจางลง รักษาสมดุลให้ระบบการทำงานของผิวเป็นไปอย่างปกติ ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่งไร้ริ้วรอย รวมไปถึงสุขภาพผมและเล็บที่แข็งแรง เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว ทำให้สามารถต่อสู้มลภาวะแสงแดดและการแพ้ได้มากขึ้น
แมงกานีส อะมิโน แอซิต คีเลต
เพิ่มอัตราการเผาผลาญ ไขมันให้กลายเป็นพลังงานมากขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานอย่างรวดเร็ว กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ผิวสดชื่นและพร้อมที่จะรับสารอาหารได้เต็มที่
สารสกัดจากชาเขียว “เร่งการสลายของไขมันเก่า”
มีฤทธิ์ในการกระตุ้นอัตราการเผาผลาญของร่างกาย และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการควบคุมเอนไซม์อะไมเลสที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งและน้ำตาลให้ทำงานช้าลงและ สม่ำเสมอขึ้น ช่วยไม่ให้หิวบ่อยจนเกินไป ทำให้ลดความอยากอาหารลงได้ สารออกฤทธิ์ในชาเขียวมีชื่อว่า EGCG ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่กระตุ้นการเผาผลาญแล้ว ยังมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน และลดคอเลสเตอรอลในหนูทดลอง ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน พบว่า มีสารแคดทีซีนที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย การย่อย การดูดซึมให้ดียิ่งขึ้น
สารสกัดจากพริก “เพิ่มการเผาผลาญยับยั้งการเกิดไขมันใหม่”
ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน เดิมการกินพริกถูกมองว่า ทำให้ระคายเคืองต่อระบบย่อย แต่ในช่วง 25 ปี ที่ผ่านมานี้ นักวิจัยกลับพบว่าในพริกมีสาร “แคปไซซีน” ซึ่งให้ผลต่อสุขภาพเกินคาด ช่วยลดความเจ็บปวดช่วยในระบบการย่อย เกิดการเผาผลาญอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันของร่างกาย และยังกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดียิ่งขึ้น
สารสกัด HCA ในผลส้มแขก
มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมความหิว ความอยากอาหารและไม่ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง เหมือนกับยาลดน้ำหนักสมัยใหม่ จึงไม่มีอาการแทรกซ้อน เช่น หงุดหงิด คลื่นไส้อาเจียน หรืออาการตื่นตัวผิดปกติ
จากการวิจัยพบว่าสาร HCA หรือ Hydroxy-citrc acid มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย ลดความอยากอาหารได้ เพราะเหตุนี้จึงได้มีคนนำสาร CHA ในผลส้มแขกมาใช้ในการควบคุมน้ำหนัก
โดยกลไก HCA จะออกฤทธิ์ไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb’s cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคสของเซลล์ร่างกาย) ช่วยยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภทแป้ง, ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสม แต่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย เมื่อกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันก็จะนำไปสะสม ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันก็จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้น ให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง จึงมีผลทำให้รูปร่างดีขึ้น
วิธีการรับประทาน :
ครั้งละ 1-2 แคปซูล หลังอาหาร กลางวัน
http://www.pgpthai.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81_Weight_control_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1_%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B5_pgp_pgpthai/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%8A-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%AA_H-PLUS_%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
HTTP://WWW.PGPTHAI.COM
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
หลายคนคงเคยผ่านตากับโฆษณาฮาร์ด เซลส์ประเภทลงท้ายด้วย "8,000 เราไม่ขาย! 7,000 ไม่หรอก! เราเสนอให้คุณเพียง 4,990 บาทเท่านั้น! แต่ช้าก่อน...
-
ยี่ห้อ: พีจีแอนด์พี เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ รหัสสินค้า: โค คิว เทน ขนาดบรรจุ 30 แคปซูล (200 PV) คะแนนสะสม: 0 มีสินค้า: ในสต็อค โค...
-
PG&P Thai พีจีแอนด์พี www.pgpthai.com ยี่ห้อ: พีจีแอนด์พี เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ รหัสสินค้า: แกซซ์ (30 แคปซูล, 250 PV) คะแนนสะส...
-
จากการศึกษาในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าการเสียชีวิตที่เกิดจากการบาดเจ็บในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไป 70% มีสาเหตุจากการห...
-
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินโครงการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เด็ก และเยาวชน ตั้งแต่ปี 2548-255...