น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ

สอนลูกจัดการกับความเจ้าอารมณ์ของตัวเอง

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สอนลูกจัดการกับความเจ้าอารมณ์ของตัวเอง

ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาแล้วไม่เคย โกรธ…เพราะฉะนั้นพ่อแม่ไม่ต้องเครียดเมื่อลูกมีอาการโกรธ โมโห เพราะจัดเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่งของมนุษย์กันเลยทีเดียว ไม่ใช่เป็นสิ่งไม่ดี หรือเป็นความผิด แต่เป็นอารมณ์ที่เด็กต้องการส่งสัญญาณบางประการให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ได้รับ รู้ว่าหนูเกิดความไม่พอใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
แต่ประเด็นคือ เมื่อมีอาการโกรธ หรือโมโหแล้ว เจ้าตัวเล็กของเราสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้หรือเปล่าต่างหาก และก็เป็นหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องตระหนัก และต้องหาทางช่วยให้ลูกจัดการอารมณ์ของตัวเองให้ได้ มิเช่นนั้นแล้วเขาหรือเธอตัวน้อยอาจติดพฤติกรรมโมโหร้าย หรือเจ้าอารมณ์ไปจนโตก็ได้
แล้วถ้าเจ้าตัวเล็กของเราเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ล่ะ ..!!
ประการแรก เริ่มจากการตรวจสอบตัวเองก่อนว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ชอบตามใจลูก หรือตอบสนองลูกทุกครั้งที่ลูกต้องการสิ่งใดๆ โดยไม่ได้สนใจว่าเหมาะสม ควรหรือไม่ควร แต่ไม่อยากขัดใจลูกหรือไม่ ถ้าใช่แล้วล่ะก็ต้องปรับตัวเองก่อนว่าจากนี้ไปจะไม่ตามใจลูกพร่ำเพรื่อ ควรจะมีขอบเขต บางอย่างก็ต้องขัดใจบ้าง แต่เวลาขัดใจต้องอธิบายให้ลูกฟังด้วยว่าเพราะอะไร
และถ้าพ่อแม่ประเภทนี้ไม่เริ่มจากการปรับตัวเองก่อนล่ะก็ ยากที่จะสอนลูกให้จัดการอารมณ์ของตัวเองได้แน่
ประการที่สอง ควรฝึกให้ลูกรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเอง ให้สังเกตว่าอะไรคือสัญญาณเริ่มต้นของอารมณ์โกรธของตัวเอง เช่น อึดอัด หายใจแรง กล้ามเนื้อเกร็งตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มือเย็น เหงื่อแตก ฯลฯ และเมื่อพบว่ามีอาการเหล่านี้ ก็ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ถ้าหากมีพฤติกรรมเหล่านี้ ให้พยายามหายใจเข้าลึกๆ และฝึกให้ผ่อนอารมณ์ เช่น นับหนึ่งถึงร้อย หรือให้นึกถึงเรื่องที่ลูกคิดถึงแล้วสบายใจ
ประการที่สาม ฝึกให้ลูกระบายความรู้สึกเมื่อเกิดอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ ให้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พ่อแม่ฟัง ซึ่งหมายความว่า พ่อแม่ต้องพร้อมทุกเมื่อที่จะรับฟังลูกเมื่อลูกต้องการเรา และเมื่อรับฟังเรื่องราวจากลูกแล้ว ก็ต้องสอบถามอารมณ์ความรู้สึกว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร เพื่อให้เขาได้เรียนรู้อารมณ์ของตัวเองด้วย จากนั้น พ่อแม่ค่อยๆ ให้คำแนะนำเพื่อให้อารมณ์ของลูกกลับเข้าสู่สภาวะปกติให้ได้ก่อน
ประการที่สี่ พาลูกออกไปจากบรรยากาศที่ทำให้เขาเกิด สภาวะอารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจ เพื่อเบี่ยงเบนสถานการณ์ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย แต่ถ้าลูกโตก็ต้องใช้เวลาและเทคนิคของพ่อแม่มากหน่อย
ประการที่ห้า ชวนทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าจะช่วยให้ลูกผ่อนคลาย เช่น ชวนไปเดินเล่น วาดรูป ชวนไปกินไอศกรีม หรือกิจกรรมโปรดของลูก เพื่อให้คลื่นลมพายุในใจลูกสงบซะก่อน
ประการสุดท้าย เมื่ออารมณ์พุ่งพล่านสงบเข้าสู่สภาวะ ปกติแล้ว อย่าลืมที่จะชวนลูกพูดคุยว่าต้นตอของความโกรธเกิดจากอะไร และเขาคิดอย่างไรกับสถานการณ์นั้นๆ แล้วอาจลองโยนคำถามหรือเสนอแนะทางออกว่าถ้าทำอย่างนี้ หรือแก้ปัญหาแบบนี้จะดีกว่าไหม จากนั้นก็ควรสอบถามว่าเมื่อเกิดอารมณ์โกรธแล้วผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ยิ่งถ้าหากลูกมีอารมณ์โกรธแล้วขว้างปาข้าวของเสียหาย หรือทำให้ผู้อื่นหรือตัวเองเจ็บตัว ผลที่ตามมาคืออะไร เพื่อให้เขาได้ลำดับเหตุการณ์และคิดถึงผลเสียที่ตามมาหากไม่สามารถควบคุม อารมณ์ของตัวเองได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้วย่อมไม่อยากให้ลูกมีอารมณ์โกรธ หรือเป็นเด็กเจ้าอารมณ์อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่ปลูกฝังให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี จะช่วยสร้างพื้นฐานด้านอารมณ์ที่ดีให้กับลูกได้ เพราะคนที่มีทักษะทางอารมณ์ที่ดี คือคนที่รู้จักและเท่าทันอารมณ์ตัวเอง และมีโอกาสที่จะจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ดีกว่า เพราะพื้นฐานอารมณ์มีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และมีความมั่นคงทางอารมณ์
แน่นอนว่า วิธีที่จะส่งเสริมให้ลูกมีพื้นนิสัยอารมณ์ดี ก็ต้องเริ่มจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยความรัก ความเข้าใจ โอบกอดสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้เกิดความไว้วางใจ เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นที่รัก ไม่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งเป็นรากฐานของการเห็นคุณค่าในตัวเอง
รวมไปถึงการส่งเสริมให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ต้องการ เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดหรือแก้ปัญหาสิ่งใดก็ตาม โดยไม่ลืมที่จะชื่นชมหรือให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยเรื่องพื้นฐานทางด้านอารมณ์ของลูกด้วย ก็คือ การส่งเสริมกิจกรรมที่ลูกได้แสดงความรู้สึกและอารมณ์ เช่น เล่านิทาน ดนตรี ศิลปะ การเล่น ฯลฯ เพราะจะช่วยฝึกเรื่องสมาธิหรือการจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วย และสิ่งนี้ยังเป็นฐานของการพัฒนาไปสู่ความมุมานะ พยายามตั้งใจได้อีกด้วย
อย่าลืมว่าสังคมยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เด็กยุค ใหม่เป็นเด็กหงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ขี้โมโห เพราะเป็นสังคมแห่งความเร่งรีบ สังคมแห่งเทคโนโลยีที่เป็นตัวปลุกเร้ากระตุ้นอารมณ์เด็กรุ่นใหม่อยู่ตลอด เวลา
แต่สิ่งสำคัญที่สุด พ่อแม่ต้องไม่ตกเป็นทาสความเจ้าอารมณ์ของตัวเองด้วย เพราะถ้าพ่อแม่ไม่สามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ ก็อย่าได้หวังที่จะสอนให้ลูกจัดการอารมณ์ได้ด้วยเช่นกัน ..!!!


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ    




PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

กินครบมื้อการันตีหุ่นดี

ซอนย่า โกเมซ มาติเนซ นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยีและโภชนาการ ประเทศสเปน รวบรวมข้อมูลของเด็กๆ ระหว่างอายุ 8-18 ปี จำนวน 1,978 คน พบว่า เด็กที่กินอาหารวันละ 4 มื้อ ส่วนใหญ่มีร่างกายผอมเพรียว และน้ำหนักน้อยกว่ากลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เอาแต่อดอาหารเพราะ กลัวอ้วน ยิ่งอดนาน ก็ยิ่งหิว ในที่สุดก็ทนไม่ไหว กลายเป็นเขมือบได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า และจบลงด้วยโรคอ้วน โรคกระเพาะ รวมถึงเสี่ยงต่อโรคบูลิเมีย และอนอเร็กเซียในภายหลัง
นักวิจัยเลยแนะนำวัยรุ่นวัยเรียนให้กินอาหารครบ 5 หมู่ ไม่อดมื้อกินมื้อ และควรกินอาหารเช้าเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายในวัยกำลังโตได้รับสารอาหารเต็มที่ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงหนุ่มสาว โดยพื้นฐานอาหารในแต่ละวัน เด็กๆ ควรดื่มนม 3-4 แก้ว ผักผลไม้ 5 ส่วน เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 2 ส่วน และแป้ง 6 ส่วน


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด 




PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

คำถามยอดนิยม 'หัวใจเต้นผิดจังหวะ'

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำถามยอดนิยม 'หัวใจเต้นผิดจังหวะ'
ในภาวะปกตินั้น เด็กจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเท่ากับผู้ใหญ่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ในผู้ใหญ่ทั่วไปในภาวะปกติหัวใจจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยอัตราประมาณ 60-100 ครั้ง/นาที 
1.ภาวะปกติ หัวใจเต้นด้วยอัตราเท่าไหร่อย่างไร
ในภาวะปกตินั้น เด็กจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเท่ากับผู้ใหญ่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ในผู้ใหญ่ทั่วไปในภาวะปกติหัวใจจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยอัตราประมาณ 60-100 ครั้ง/นาที ในภาวะตื่นเต้นตกใจ หรือขณะออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นในนักกีฬาหรอืคนที่ออกกำลังกายเป็น ประจำจะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าคนปกติ
ส่วนหญิงมีครรภ์ จะมีอัตราการเต้าหัวใจที่เร็วขึ้นกว่าปกติ       
2.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมายถึง ภาวะอย่างไร
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมายถึงภาวะหัวใจเต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือภาวะหัวใตเต้นสะดดุด หรอทหยุดเต้นเป็นช่วงๆ
3.อาการและอันตรายที่อาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นมีความรุนแรงตั้งแต่น้แยจนมากขึ้นกับความบ่อย ของการเกิดและชนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรวมถึงสาเหตุของภาวะหัวใจเต้า ผิดจังหวะ และโรคอื่นๆ ด้วย ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการก็ได้
อาการที่อาจพบได้จากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้าช้า เช่น วิงเวียนหน้ามืดหมดสติ อ่อนเพลีย เป็นต้น
อาการที่อาจพบได้จากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้นเร็ว เช่น ใจสั่น ใจสะดุด วิงเวียน เหนื่อย เป็นลมหมดสติ ในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้นเร็ว จากหัวใจห้องว่างบางชนิด อาจจะทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้หรือในบางรายอาจมีกาการจากภาวะแทรกซ้อนเช้น อัมพฤกา อัมพาค จากภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว เป็นต้น
4.สาเหตุของภสวะหัวใขเต้นผิดจังหวะมีสาเหตุจาดอะไรได้บ้าง
1.สาเหตุเกิดจากภาวะอื่นที่ไม่ใช่หัวใจ เช่น ยาหรือสารเคมี เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำหรือเป็นพิษภาวะฮอร์โมนต่อมหมวกไตบางชนิดผิดปกติที่ ปอด สมอง ตับ เป็นต้น
2.สาเหตุเกิดจาจกความผิดปกติจากหัวใจ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใตอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมเมื่ออายุมาก เป็นต้น
5.การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทำอย่างไร
การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็จะเริ่มจาการที่แพทย์ทำการซักประวัติต่างๆรวมถึงอาการหรืออาการแสดงที่อาจ เป็นผลจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น หน้ามืด วิงเวียน หรือลมหมดสติ อาการใจสั่น ใจเต้นสะดุดเป็นต้น จากนั้นแพทย์ก็จะทำการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น กราฟหัวใจ หรือ ECG การติดเครื่องบันทึกการเต้นหัวใจ 24-48 ขั่วโมง การตรวจเลือด (Blood tests) เอกซเรย์ปอด การตรวจอัลตราซาวนต์หัวใจ การเดินสายพานหรือ EST การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอกเลือดหัวใจ การฉีดสีหลิดเลือด เป็นต้น
6.การรักษาภาวัหัวใจเต้นผิดจังหวะ
1.หาสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอละทำการรักษาหรือแก้ไขสาเหตุ
2.ทำการรักษาเพื่อลดการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ลดอาการหรือป้องกันภาวะแทรกว้อน
6.1 การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้นช้า
1.การรักษาและแก้ไขสาเหตุและติดตามอาการ เช่น การหยุดยาหรือสารเคมี หรือการรักษาภาวะหรือความผิดปกติที่เป็นสาเหตุ
2.การรักษษด้วยยา เพื่อลดภาวะหรืออาการรวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
3.การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือ Pacemaker ใช้ในกรณีที่มีอาการมากหรือรุนแรง
6.2 การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้นเร็ว
1. การรักษาและแก้ไขปัญหาสาเหตุและติดตามอาการ เช่น การหยุดยาหรือสารเคมี หรือการรักษาความผิดปกติที่เป็นสาเหตุ
2.การักษาด้วยยา เพื่อลดภาวะหรืออาการรวมถึงภาวะแทรกซ้อน
3.การจี้ไฟฟ้าหัวใจ เป็นการรักษาที่อาจทำให้หายขาดได้ โดยจะเลือกทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อย มีการมากหรือรุนแรง ในการที่ใช้ยาไม่ได้ผลหรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา
4.การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแพทย์จะเลือกใส่เครื่องกระตุ้นหะวใจ ในกรณีที่เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเร็วที่ร้ายแรงซึ่งอาจเป็นสาเหตุ ของการเสียชีวิตกะทันหันได้ เข่น หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดจังหวะบางชนิด


ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

'กล้ามเนื้ออ่อนแรง จากโรคหมอนรองกระดูก'

'กล้ามเนื้ออ่อนแรง จากโรคหมอนรองกระดูก'
คุณป้าวนิดา อายุ 65 ปี วางแผนจะไปเที่ยวต่างประเทศกับลูกๆ หลานๆ แต่คุณป้ามีอาการปวดที่น่องเวลาเดินช็อปปิ้ง เดินไปได้ซักครึ่งชั่วโมงจะมีอาการหนักๆ ขาไม่ค่อยมีแรง ก้าวเดินต่อไปไม่ได้เพราะเมื่อยขามาก ต้องนั่งลงซักพัก ถึงจะเดินซื้อของต่อไปได้ คิดว่าคงไม่มีอะไร คงเป็นกล้ามเนื้ออักเสบตามปกติ ทายา นวด เดี๋ยวก็คงหายไปเอง 2-3เดือนต่อมาอาการดังกล่าว...กลับมาอีก คราวนี้เดินได้เพียง 20-30 ก้าว ก็มีอาการขาอ่อนแรง เมื่อยขามากต้องนั่งพัก ลูกสาวเห็นว่าท่าจะไม่ดี เพราะอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของคุณแม่ชักเป็นบ่อยขึ้นๆ และคุณแม่ยังบ่นว่าปัสสาวะเริ่มผิดปกติคือเริ่มกลั้นไม่ค่อยอยู่ เวลาปวดต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ บางครั้งก็ทัน บางครั้งก็ปัสสาวะราดออกมาโดยไม่สามารถกลั้นไว้ได้ ไปพบแพทย์ทำการตรวจร่างกาย คุณหมอให้ส่งเอกซเรย์ พบว่า "กระดูกสันหลังคุณวนิดาตีบแคบไปกดทับเส้นประสาทสันหลัง อันเนื่องมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ" ทำไมถึงเกิดได้ล่ะคะ...
สาเหตุของหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม เกิดได้จาก
1.การเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ พูดง่ายๆ ก็คือ อายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกก็แห้งลงไป ทำให้เสียความยืดหยุ่น ทำให้หมอนรองกระดูกแตกทรุดลงไป
2.การบาดเจ็บ เช่น การลื่นหกล้ม อุบัติเหตุตกบันได หรือ อุบัติเหตุทางรถยนต์ บาดเจ็บที่สันหลังในอดีต ซึ่งส่งผลต่อมาในปัจจุบัน
3.การใช้หลังทำงานหนัก เช่น แบกของหนักต่อเนื่องซ้ำๆ กันทุกวัน การนั่งทำงานต่อเนื่องในท่าผิดลักษณะวันแล้ววันเล่า
"ทำไมถึงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ล่ะคะ"
กระดูกสันหลังเป็นที่อยู่ของไขสันหลังและเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุม การทำงานของกล้ามเนื้อขา เมื่อถูกกดทับโดยหมอนรองกระดูกหรือกระดูกงอก (หินปูน) จะทำให้การส่งสัญญาณไฟฟ้าไปควบคุมบกพร่องไป เหมือนกับสายไฟฟ้า (เส้นประสาท) ชำรุด ทำให้ไฟฟ้าอ่อนไปไม่ถึงปลายทาง (กล้ามเนื้อ) นานวันเข้า นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อาจถึงขั้นเดินไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้าช่วยค้ำยัน บางรายเป็นหนักถึงขนาดต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลาเพราะเดินไม่ได้


ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เผยข้อมูลสำคัญเรื่องเอดส์ก่อนหน้าประชุมเอดส์โลก


เผยข้อมูลสำคัญเรื่องเอดส์ก่อนหน้าประชุมเอดส์โลก

องค์การอนามัยโลก หรือดับเบิลยู เอชโอ เผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ก่อนหน้าการประชุมเอดส์โลกที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ วันที่ 22-27 กรกฎาคมนี้ว่า นับจนถึงสิ้นปี 2553 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี/เอดส์ราว 34 ล้านคน โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 2.7 ล้านคนในปี 2553
ตั้งแต่ปี 2544 อุบัติการณ์ของโรคเอดส์ลดลงใน 33 ประเทศ ในจำนวนนี้ 22 ประเทศอยู่ในกลุ่มแอฟริกาตอนใต้แถบซับซาฮารา ขณะที่พบผู้ติดเชื้อมากขึ้นในแถบยุโรปตะวันออก เอเชียกลาง ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยเมื่อปี 2545 มีผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตมากที่สุดที่ 2.2 ล้านคน นอกจากนี้ เมื่อเทียบระหว่างปี 2544 และ ปี 2553 ผู้ป่วยเอดส์ในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า จากราว 7,800 คน เป็น 90,000 คน ส่วนเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 24,000 คน เป็น 56,000 คน
นับจนถึงสิ้นปี 2553 ผู้ติดเชื้อที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอถึงระดับที่จำเป็นต้องรักษาในกลุ่ม ประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางทั้งหมด 14.2 ล้านคน ได้รับยาต้านเชื้อร้อยละ 47 โดยตัวเลขล่าสุดโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาติ หรือยูเอ็นเอดส์จะประกาศในวันที่ 18 กรกฎาคม ทั้งนี้ การประชุมเอดส์โลกครั้งก่อนจัดขึ้นที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐ เมื่อปี 2533 ขณะนั้นรัฐบาลสหรัฐสั่งห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวี เดินทางเข้าประเทศ แต่ยกเลิกคำสั่งไปเมื่อปี 2551 และ 2552


ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks