น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ

ความรู้เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555


ความจริงที่ว่าผักดีต่อสุขภาพ คุณวิเศษของผักมีมากมาย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ อาจไม่เหมาะกับผักบางชนิด ข้อมูลดีๆ ในการเลือกกินผักเพื่อสุขภาพโดยไม่ต้องสงสัย หรือกังวล สำหรับคนเป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ ไว้หลีกเลี่ยงผักบางชนิดได้ทัน
ผักที่มีน้ำตาล 3-5 เปอร์เซ็นต์
มะเขือ น้ำเต้า ใบตังโอ๋ ผักกาดขาว ผักกระเฉด แตงกวา บวบ ผักโขม ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวผักกาดขาว ฟักเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ยอดฟักทอง เห็ดบัว แตงร้าน ผักตำลึง ผักกาดขาวปลี ขึ้นฉ่าย มะระ ถั่วงอก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า กุยช่าย สายบัว ชะอม ดอกหอม กะหล่ำปลี
ผักที่มีน้ำตาล 5-10 เปอร์เซ็นต์
ฝักถั่วลันเตา ใบชะพลู ต้นหอม ดอกกะหล่ำ ถั่วแขก ผักโขม หอมใหญ่ ใบทองหลาง ดอกโสน ถั่วพู มะรุม ดอกแค ขิง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน หัวปลี กระเจี๊ยบ มะละกอดิบ ใบกระถิน ยอดและฝักอ่อนกระถิน
ผักที่มีน้ำตาล 15-20 เปอร์เซ็นต์
ดอกขี้เหล็ก เมล็ดถั่วลันเตา ใบมะขามอ่อน ใบย่านาง ผักหวาน ลูกเนียง มันฝรั่ง
ผักที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์
กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก แห้วจีน 
อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอฟันธงกันชัดๆ เลยค่ะว่า ผักในกลุ่มที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์ ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน ลองเช็คดูว่าควรลดผักอะไรที่เป็นของชอบบ้าง


ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ขนตาปลอม ภัยร้ายที่ควรระวัง!

ปัจจุบัน การติดขนตาปลอมเพื่อช่วยเสริมเสน่ห์ใบหน้า หรือเสริมให้ตาโตหวานคมแบบตุ๊กตา ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งกลุ่มเด็กวัยรุ่น และกลุ่มคนทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่าขนตาปลอมอาจนำภัยร้ายมาสู่ดวงตาของคุณได้
ความสำคัญของขนตาธรรมชาติ (Eyelashes)
ขนตาตามธรรมชาติของคนเรามีความสำคัญมากต่อดวงตา เพราะขนตามีหน้าที่ปกป้องดวงตาจากอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับดวงตา เช่น ป้องกันฝุ่นผง ฝุ่นละออง และเหงื่อไม่ให้ไหลเข้าสู่ดวงตา โดยธรรมชาติขนตาของคนเราจะมีขนตาบนมากกว่าขนตาล่าง โดยขนตาบนมีประมาณ 120 เส้น และขนตาล่างมีประมาณ 80 เส้น โดยที่โคนขนตาแต่ละเส้นจะมีต่อมไขมันและต่อมเหงื่อช่วยผลิตไขมันและน้ำไป หล่อเลี้ยงในดวงตา เพื่อเคลือบกระจกตาให้ชุ่มชื้น ทำให้ดวงตาไม่แห้ง
ภัยร้ายจากขนตาปลอม
การนำสิ่งแปลกปลอมวัสดุต่างๆ มาติดที่ขนตานับว่าเสี่ยงอันตรายต่อนัยน์ตา เป็นตัวทำลายดวงตาทางอ้อม เนื่องจากอาจทำให้เกิดสิ่งสกปรกมาสะสมบริเวณหนังตา และหากเก็บรักษาขนตาปลอมไม่ถูกวิธี ไม่สะอาด เมื่อนำมาติดที่ขอบตาซึ่งติดกับขนตาจึงมีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ดวงตา อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง อักเสบ มีโอกาสเสี่ยงถึงขั้นตาบอดได้
ขณะที่ดึงขนตาปลอมออกจะมีกาวเหนียวๆ ที่ใช้ติดขนตาปลอมอาจจะทำให้ขนตาจริงหลุดติดมาด้วย และยิ่งทำบ่อยครั้งก็จะสร้างความกระทบกระเทือนต่อขนตาจริง เป็นเหตุให้ขนตาหลุดร่วง หรือเปราะบาง หักง่าย และไม่แข็งแรง ส่งผลให้การงอกของขนตาผิดเพี้ยนไปจากตำแหน่งเดิมบริเวณเปลือกตา อาการขนตาคุดหรือขนตางอกผิดทิศทาง
เปลือกตาเป็นผิวที่บอบบางมาก การใช้กาวซึ่งเป็นสารเคมีติดถึงตำแหน่งโคนขนตาบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ขนตาจริงเปราะบาง หัก หลุดร่วงได้ง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการแสบตา ตาอักเสบ ผิวหนังอักเสบ เกิดตุ่มพุพอง หรือเป็นหนอง การอักเสบนี้อาจถึงขั้นทำให้ต่อมรากขนตาฝ่อ ส่งผลให้ขนตาหยุดการงอกใหม่ได้
*ข้อควรระวัง* สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ขนตาปลอมนั้น ควรใช้อย่างระมัดระวัง ดังนี้
- การเลือกซื้อขนตาปลอมและกาวติดขนตาปลอม ควรเลือกซื้อที่ได้มาตรฐาน ฉลากต้องระบุชัดเจนว่าสามารถใช้กับดวงตาได้ (การใช้กาวอื่นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้) ก่อนใส่ต้องล้างมือให้สะอาด
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขนตาปลอมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ควรมีระยะเวลาหยุดพักบ้าง
- ไม่ใช้มือขยี้ตาในขณะที่มีขนตาปลอมติดอยู่
- ไม่ควรใช้ขนตาปลอมร่วมกับคนอื่น
- ทำความสะอาดอุปกรณ์สำหรับติดขนตาปลอมให้สะอาดเสมอทั้งก่อนและหลังใช้งาน
- สำหรับผู้ที่ติดขนตาปลอมถาวร ควรรักษาความสะอาดโดยใช้สำลีชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดเบาๆ
- เมื่อสังเกตเห็นว่า เกิดผื่นแดง อักเสบ บวม หรือมีตุ่มหนองใสๆ บริเวณรอบดวงตา ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้อาจเนื่องมาจากการแพ้ขนตาปลอมที่คุณใช้งาน
* การถอดหรือดึงขนตาปลอมออก อาจจะมีขนตาจริงหลุดติดมาอย่าพึ่งตกใจ เพราะขนตาสามารถงอกใหม่ได้ ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยถนอมขนตาให้แข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย ได้แก่ อาหารที่มีกรดโฟลิค ซึ่งพบมากในตับ ผักใบเขียว ยีสต์ ที่มีในขนมปังและนมเปรี้ยว ธาตุสังกะสีที่มีในหอยนางรม อาหารทะเล และไข่ เป็นต้น
- สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ทำเลสิค (Lasik) หากต้องการติดขนตาปลอม โดยปกติสามารถติดได้หลังจากทำเลสิค (Lasik) ไปแล้วหนึ่งเดือนขึ้นไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อดวงตาของท่าน ควรสอบถามจากจักษุแพทย์ที่ดูแลโดยตรงอีกครั้ง

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ไข้คอตีบระบาดหนักอีสาน

ไข้คอตีบระบาดหนักอีสาน

กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (Public Health Emergency) ด้านการอุบัติหมู่ของโรคไข้คอตีบในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยได้แจ้งเตือนผ่านทางโทรศัพท์ไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทุกแห่ง ก่อนจะออกคำสั่งเป็นทางการอีกครั้ง
สำหรับสถานการณ์การระบาดล่าสุด มีความรุนแรงใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่มีการรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการ โดย คร.คาดการณ์เส้นทางการระบาดของโรคมาจากชายแดนไทย-ลาว บริเวณ จ.เลย
นพ.ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภายในให้เฝ้าระวัง และกำหนดมาตรการค้นหาผู้ที่เป็นพาหะของโรค อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าสถานการณ์ไม่รุนแรงและการระบาดสูงสุดได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้ตัวเลขผู้ป่วยลดลงเรื่อยๆ
“เราประกาศให้หน่วยงานภายในเตรียม พร้อม แต่สถานการณ์ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นต้องประกาศให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ โดยพบผู้เสียชีวิตเพียง 2 ราย ซึ่งเป็นสถิติสะสมจากช่วงระบาดใหญ่” นพ.ภาสกร กล่าว
นพ.ภาสกร ย้ำว่า สถานการณ์ของโรคไม่รุนแรง ไม่ได้ระบาดใหญ่ ประชาชนสามารถไปงานเทศกาล งานบุญ หรืองานที่มีการรวมกลุ่มกันได้ตามปกติ
สำหรับโรคคอตีบ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์ พบ.วว.รังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่า เป็นโรคที่เกิดจากทางเดินหายใจติดเชื้อแบคทีเรีย พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย มักจะเกิดกับเด็กเล็ก ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อคือ ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) รวมทั้งผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแออัด ขาดสุขอนามัย และในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ
เชื้อจะอาศัยอยู่ในโพรงจมูก โพรงหลังจมูก ลำคอ แต่อาจจะพบได้ในผิวหนัง นอกจากนี้เชื้อมีโอกาสจะอยู่ในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติได้ โดยโรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายและระบาดได้รวดเร็ว จากผู้ที่คลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ละอองหายใจ การไอจาม
เมื่อได้รับเชื้อ เชื้อจะค่อยๆ สร้างสารพิษ ซึ่งเป็นโปรตีนมีพิษต่อร่างกายชนิดหนึ่ง เรียกว่า Diphtheria Toxin สารพิษนี้จะก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อเมือกในทางเดินหายใจ เกิดการตายของเซลล์เยื่อเมือกในทางเดินหายใจของเซลล์เม็ดเลือดขาวและของเม็ด เลือดแดง รวมทั้ง|การตายสะสมของตัวแบคทีเรียเอง ก่อให้เกิดเป็นแผ่นเยื่อหนาปกคลุมทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจึงมีอาการหายใจไม่ออก คล้ายมีอะไรบีบรัดในทางเดินหายใจ
อาการพบคือ มีไข้แต่ไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย เจ็บคอมาก หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ จากนั้นเสียงจะแหบลงเรื่อยๆ น้ำมูกอาจมีเลือดปน และอาจมีแผลทางผิวหนัง การรักษาจะให้ยาต้านสารพิษ ยาปฏิชีวนะ และการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังมีการรักษาประคับประคองตามอาการ


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เป็นโรคปริทันต์จะจัดฟันได้มั้ย | PG&P

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับฟัน และการจัดฟันที่กำลังฮอตฮิตกันในขณะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนรักฟัน จำนวนมากสงสัยว่าเมื่อเป็นโรคปริทันต์แล้วจะสามารถจัดฟันได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบครับ

เป็นโรคปริทันต์จะจัดฟันได้มั้ย

อวัยวะปริทันต์  คือ กลุ่มของเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบฟัน  ทำหน้าที่ยึดและพยุงฟัน  ทำให้ฟันสามารถอยู่ในกระดูกขากรรไกรได้  ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 4 ชนิด คือ เหงือก  เอ็นยึดปริทันต์  เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน

โรคปริทันต์ (Periodontal  disease) คือ โรคที่มีการอักเสบของอวัยวะปริทันต์  ลักษณะอาการที่พบคือ  เหงือกอักเสบ  บวม  มีเลือดออก ร่องเหงือกลึกกว่าปกติมาก  ในคนที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีการละลายของกระดูกหุ้มรากฟัน  ซึ่งมีผลให้ฟันโยกและต้องถูกถอนฟันไปในที่สุด  โดยมีสาเหตุมาจากคราบจุลินทรีย์ที่เกาะบริเวณรอยต่อระหว่างขอบเหงือกและฟัน หรือที่เรียกว่าคอฟันซึ่งจะกลายเป็นหินน้ำลายหรือหินปูนในเวลาต่อมาการจัด ฟันมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคปริทันต์อย่างไร

จัดเรียงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดด้วยตนเองได้ ลดความจำเป็นในการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการของกระดูกรองรับรากฟันที่เกิด จากการทำลายของโรคปริทันต์ ปิดหรือลดช่องว่างระหว่างฟันซึ่งเกิดจากภาวะของโรคปริทันต์ แก้ไขฟันที่ยื่นยาวออกมาทางด้านริมฝีปากซึ่งเกิดจากการทำลายกระดูกรองรับ รากฟันของโรคปริทันต์แล้วถ้าหากเป็นโรคปริทันต์แต่จะจัดฟันต้องทำอย่างไร

เริ่มจากผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจอวัยวะปริทันต์อย่างละเอียดเพื่อ ประเมินความรุนแรงของโรคปริทันต์ ต่อมาจะต้องได้รับการรักษาโดยการขูดหินน้ำลาย  เกลารากฟันให้สะอาดเรียบร้อยหรืออาจได้รับการทำศัลยกรรมตกแต่งแผ่นเหงือก กรณีที่เหงือกร่นรวมถึงทำการศัลยกรรมตกแต่งกระดูก  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ผู้ดูแลโรคปริทันต์อยู่ สำหรับฟันที่เป็นโรคปริทันต์มากๆ จนคิดว่าควรได้รับการถอน  อาจพิจารณาเก็บฟันซี่นั้นไว้ก่อน  เพื่อใช้เป็นฟันหลักยึดชั่วคราว  สำหรับติดเครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องสามารถดูแลความสะอาดช่องปากได้เป็นอย่างดีก่อนจัดฟัน  เพราะเมื่อติดเครื่องมือจัดฟันแล้ว  การทำความสะอาดจะทำได้ค่อนข้างยุ่งยากกว่ามาก

หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้วเป็นเวลา 4-6 เดือนก่อนที่จะเริ่มการจัดฟัน  เพื่อให้เกิดการหายของแผลที่เกิดจากการรักษาโรคปริทันต์ และทันตแพทย์เล็งเห็นว่าผู้ป่วยสามารถดูแลสุขอนามัยช่องปากของตนเองได้

หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้วจะมีโอกาสสูญเสียอวัยวะปริทันต์มากขึ้นจากการจัดฟันหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับสภาพของอวัยวะปริทันต์  ถ้าหากมีสภาพสมบูรณ์ดีก็จะไม่มีการสูญเสียอวัยวะปริทันต์เพิ่มขึ้น แต่หากยังมีการลุกลามของโรคอยู่ การจัดฟันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำลายอวัยวะปริทันต์เพิ่มมากขึ้นได้







ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน โดย อ.ทพ.พงศธร  พู่ทองคำ อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมจัดฟันคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

หมอ-พยาบาล เหยื่อ'ไวรัสอีโบลา' | PG&P

"อีโบลา"ไวรัสไข้เลือดออกสาย พันธุ์มรณะกลับมาระบาดอีกครั้งในยูกันดาและคองโก แม้อยู่ห่างจากประเทศไทยไปไกลถึงทวีปแอฟริกา แต่หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ เนื่องจากในแต่ละปีมีชาวต่างชาติจากประเทศทั้งสองเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว เกือบ 1 หมื่นคน!!

หมอ-พยาบาล เหยื่อ'ไวรัสอีโบลา'

ข้อมูลสถิติการเดินทางเข้าออก จำแนกตามสัญชาติในปี 2554 จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่ามีชาวคองโกเข้ามาประเทศไทยประมาณ 5,600 คน ส่วนชาวยูกันดาประมาณ 2,500 คน ที่สำคัญเชื้อตัวนี้สามารถแพร่จากมนุษย์สู่มนุษย์ได้ด้วย และอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 80-90

วันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักข่าวทั่วโลกรายงานถ้อยคำของ "โยเวรี มูเซเวนี" ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐยูดา (Republic of Unganda)ซึ่งออกแถลงการณ์ฉุกเฉินทางโทรทัศน์เตือนประชาชนให้ระวังเชื้อไข้ เลือดออกอีโบลาที่กำลังระบาดหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 14 คน และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีก 6 คน ตัวเลขนี้เฉพาะรายงาน อย่างเป็นทางการเท่านั้น คาดว่ามีผู้ติดเชื้อแล้วเสียชีวิตโดยไม่ได้รายงานอีกจำนวนหนึ่ง พร้อม ขอร้องให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหลีกเลี่ยงการจับมือ จูบ หรือมีเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะเชื้อไวรัสมรณะตัวนี้รุนแรงติดแล้วเสียชีวิตภายใน 72 ชั่วโมง ไวรัสอีโบลากำลังระบาดหนักในบริเวณเขตคิบาล ห่างจากเมืองหลวงยูกันดาประมาณ 200 กม. ห่างจากชายแดนประเทศคองโก 50 กม.

หมอ-พยาบาล เหยื่อ'ไวรัสอีโบลา'ขณะ นี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อให้เข้าสู่ พื้นที่กักกันโรค รวมถึงแพทย์และพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยด้วย  ทั้งนี้โรงพยาบาลกรุงกัมปาลา ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวง สั่งกักพื้นที่แพทย์ 4 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 13 คน หลังจากรับผู้ป่วย 2 คนเข้ามารักษา แล้วเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากผู้ป่วยจนเสียชีวิต

หลังยูกันดาประกาศเตือนได้ไม่กี่วัน องค์การอนามัยโลกรายงานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมว่า ประเทศเพื่อนบ้านของยูกันดาคือประเทศคองโกก็มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสร้ายตัว นี้ไปแล้ว 9 คนเช่นกันและพบผู้ติดเชื้อกว่า 20 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีพรมแดนติดกับยูกันดา ผู้เสียชีวิตชาวคองโก 3 ใน 9 คนเป็นบุคลากรแพทย์ติดเชื้อจากการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ภายในโรงพยาบาล

"อีโบลา"(Ebola)เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในคองโก แหล่งต้นกำเนิดไวรัสตัวนี้ พบระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2519 นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าไวรัสอีโบลามีต้นตอมาจากสัตว์ท้องถิ่นในป่าแถว แอฟริกา มีการระบาดเป็นระยะ ครั้งร้ายแรงสุดเกิดขึ้นในยูกันดาเมื่อปี 2543 มีผู้ติดเชื้อกว่า 400 คน ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วัน

อาการป่วยเริ่มแรกจะเป็นไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่ หนาวสั่น เจ็บหน้าอก ปวดช่องท้อง อาเจียน ท้องเสีย ฯลฯ จากนั้นเริ่มหายใจลำบาก ผู้ป่วยทั้งหมดมีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ ระบบอวัยวะภายในด้วย

หลายฝ่ายสงสัยว่า ทำไม "ไวรัสมรณะอีโบลา"ทำให้แพทย์และพยาบาลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยเสียชีวิตลงอย่างง่ายดาย !?!

ศ.ดร.พิไลพรรณ พุทธวัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีว วิทืยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาลไขปริศนาให้ฟังว่า เชื้อไวรัสไข้เลือดออกทั่วโลกพบ 14 สายพันธุ์ โดยอีโบลาเป็นหนึ่งในเชื้อตัวดุสุด อัตราผู้เสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 80-90 ส่วนไวรัสไข้เลือดออกที่พบในไทยนั้นเป็นสายพันธุ์ "เดงกี่" (Dengue) ตัวนี้ไม่ร้ายแรงนัก มีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำกว่า 1 สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลติดเชื้อจากผู้ป่วยได้ง่ายเนื่องจากคนไข้ ที่ป่วยโรคนี้จะมีอาการเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ รวมถึงถ่ายเป็นเลือดด้วย เชื้อไวรัสจะออกมาพร้อมของเหลวเหล่านี้ และไปติดตามเตียงหรืออุปกรณ์แพทย์ โรงพยาบาลในแอฟริกาส่วนใหญ่ขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน และอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ เช่น ผ้าปิดปาก ถุงมือ แอลกอฮอล์ และน้ำที่จะใช้ทำความสะอาด ทำให้สัมผัสเชื้อโดยตรงได้ง่าย โรงพยาบาลหลายแห่งเมื่อพบผู้ป่วยต้องสั่งปิดโรงพยาบาลทันทีเพราะรู้ตัวดีว่า ไม่สามารถควบคุมได้

หมอ-พยาบาล เหยื่อ'ไวรัสอีโบลา'"ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาไวรัสไข้เลือดออก แพทย์ทำได้แค่ประคับประคองตามอาการ เช่นให้ยาลดไข้ ยาสลายลิ่มเลือด ให้เกล็ดเลือดเพิ่ม ฯลฯ แต่เชื้อตัวนี้จะไม่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ต้องสัมผัสจากตัวผู้ป่วย หรือเลือดและสารคัดหลั่งที่ออกมาตามร่างกาย หากคุมพื้นที่ได้เชื้อจะหายไป แต่จะกลับระบาดใหม่ เมื่อมีคนเข้าไปในป่าลึกแล้วติดจากสัตว์ที่มีไวรัสตัวนี้ ไวรัสจะเข้าไปในร่างกายทำให้มีอาการป่วยรุนแรงเมื่อญาติไปสัมผัสก็ติดทันที รวมถึงแพทย์และพยาบาลด้วย แต่ยังไม่เคยพบโรคระบาดไปนอกทวีป แอฟริกา ในเอเชียเคยมีรายงานว่าพบสายพันธุ์คล้ายๆ กัน ที่ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ แต่เกิดจากการสัมผัสสัตว์ท้องถิ่นในป่าลึกโดยตรง"

ผู้เชี่ยวชาญเชื้อไวรัสข้างต้น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่วงแรกที่ค้นพบเชื้อนี้คาดเดาว่าพรานไปล่าสัตว์แล้วติดมาจากลิง เพราะผู้ป่วยรายแรกเล่าว่า เดินทางเข้าไปในลึกเกือบ 20 กม.ไม่รู้ว่าสัมผัสสัตว์ตัวไหนบ้าง แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า น่าจะเป็นเชื้อจากค้างคาวชนิดหนึ่งมากกว่า

ขณะที่ ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ม.มหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส วิทยา เตือนว่า ไวรัสตัวนี้สามารถติดจากคนสู่คนได้ง่าย เป็นเชื้อรุนแรงทำให้ป่วยเฉียบพลัน แพร่กระจายรวดเร็ว แต่ต้องสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเท่านั้น ยังไม่เคยมีรายงานการพบผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วยเชื้อไวรัสอีโบลาในเมืองไทยมา ก่อน ส่วนที่กังวลว่าอาจมีนักท่องเที่ยวจากแอฟริกาสัมผัสเชื้อแล้วไม่รู้ตัว กลายเป็นพาหะนำไวรัสเข้ามาในไทยนั้น ส่วนตัวแล้วเชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก

"ใครก็ตามที่ติดเชื้อตัวนี้ จะป่วยแทบลุกไม่ไหวทันที ระยะฟักตัว 2-3 วันเท่านั้น คงไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ และถ้ามีชาวแอฟริกันซึ่งอยู่ในระยะแพร่เชื้อเดินทางเข้ามาในไทยจริง เมื่อป่วยแล้วไปโรงพยาบาล แพทย์จะรู้ทันทีจากอาการป่วยและการสัมภาษณ์ ยิ่งรู้ว่าเดินทางมาจากยูกันดา หรือ คองโก หรือประเทศแถบแอฟริกา คงต้องกักพื้นที่เพื่อรักษาและไม่ให้เชื้อแพร่กระจายออกไป" ศ.นพ.ประเสริฐกล่าว




ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks