น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ

ระวัง 2 โรคร้ายอันตรายในหน้าร้อน PG&P THAI

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

พอย่างเข้าเดือนเมษายนทีไรทุก คนคงโฟกัสไปถึงอุณหภูมิที่ร้อนระอุทะลุปรอท และเตรียมเล่นสงกรานต์กันให้ฉ่ำปอด นอกจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปีเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ โลกอย่างที่เรารู้ๆ กันแล้ว ทุกครั้งในหน้าร้อนเรายังได้ยินได้ฟังเรื่องไฟป่าที่แผดเผาจนเกิดหมอกควัน ซึ่งนำไปสู่อันตรายจากระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ
นอกจากความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และหมอกควันแล้ว ร้อนๆ อย่างนี้ ยังมีโรคภัยจากอาหาร และสัตว์เลี้ยง ที่เราจำเป็นต้องเตือนกันให้ระมัดระวังกันทุกปี ลองไปดูว่า ร้อนนี้มีโรคอะไรบ้างที่เราต้องระวัง
1.โรคจากสัตว์เลี้ยง จริงๆ แล้วโรคจากสัตว์ในช่วงนี้ ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ เพราะมีรายงานว่าพบโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนจำนวนมากถึง 271 โรค เป็นต้นว่า สัตว์ฟันแทะ 44 โรค การทำปศุสัตว์ 37 โรค โรคจากแมว 34 โรค ลิง 27 โรค สัตว์เลื้อยคลานและปลา 20 โรค กระต่าย 17 โรค และนก 15 โรค นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ยังมีรายงานว่ามีโรคอุบัติใหม่อย่าง 'พยาธิ หนอนหัวใจ' ที่ติดจากยุงมากัดสุนัข และพบว่า โรคนี้อาจเป็นภัยคุกคามคนเมืองได้เนื่องจากมีรายงานในต่างประเทศว่ามีการ ติดต่อจากสุนัขมาสู่คนได้ด้วย
ที่สำคัญยังพบโรคจากสัตว์เลี้ยงแสนรักมากถึง 47 โรค โดยเฉพาะร้อนๆ แบบนี้ ต้องระวังพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่อันตรายร้ายแรง
โรคพิษสุนัขบ้า หรือ "โรคกลัวน้ำ" (Hydrophobia) เกิดจากผู้ที่มีบาดแผลถูกสัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อ "เลีย" หรือถูก "กัด" เมื่อได้รับเชื้อแล้ว ผู้ป่วยที่มีอาการจะต้องเสียชีวิตทุกราย ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโลกนี้ไม่ต่ำกว่า 55,000 รายต่อปี ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ประชาคมอาเซียนมีเป้าหมายร่วมกันจะกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากอาเซียน ภายในปี ค.ศ.2020 หรือ พ.ศ.2563
สำหรับประเทศไทย มีผู้สัมผัสโรคได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าไม่ต่ำกว่าปีละ 5 แสนราย แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทุกปี จากรายงานสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ระหว่างปี พ.ศ.2551-2555 พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว 9, 24, 15, 8 และ 4 รายตามลำดับ ในปี พ.ศ.2556 ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย
ส่วนผู้ที่ถูกสุนัขกัดและไปรับ วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้านั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี 33.17% ของผู้มารับการฉีดวัคซีน) และมักถูกลูกสุนัขกัด ดังนั้นในช่วงฤดูร้อนนี้ ผู้ปกครองต้องระวังบุตรหลานอย่าเข้าใกล้สุนัข ที่ตนเองไม่ได้เลี้ยง แม้จะเป็นลูกสุนัขที่น่ารักหรือไม่ดุก็ตาม อย่าปล่อยให้เด็กอยู่กับสุนัขตามลำพัง เพราะหากสุนัขที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามาข่วน ขบ กัด แค่เพียงเป็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ก็สามารถติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้ ที่สำคัญระลึกไว้เสมอว่า "โรคนี้เป็นแล้วตายไม่มียารักษา"
อย่างไรก็ตามหากถูกสุนัขกัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อโรค เช่น เบตาดีน แล้วรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ และควรกักขังหรือติดตามดูอาการสุนัข 10 วัน (ถ้าเป็นสุนัขบ้าจะตายภายใน 10 วันหลังแสดงอาการ) นอกจากสุนัขแล้ว แมวก็เป็นสัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่งที่สามารถแพร่เชื้อพิษสุนัขบ้าสู่คนได้
นอกจาก พิษสุนัขบ้า โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่ควรมีการเฝ้าระวังในปี 2556 คือ โรคโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ 2012 ที่ระบาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โรคไข้หวัดนก โรคคอตีบ ซึ่งประเทศไทยหายไปแล้วราว 20 ปี แต่กลับมาพบอีกครั้ง
2. โรคจากอาหารและน้ำ ได้แก่ โรค อุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค และไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย และโรคตับอักเสบจากไวรัสทางเดินอาหารชนิดเอ จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค โรคติดต่อทางอาหารและน้ำเป็นโรคที่พบบ่อย โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน
ในช่วงเกือบ 2 เดือนแรกของปี 2556 นี้ มีรายงานผู้ป่วยทั้ง 6 โรค รวม 146,452 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต โรคที่พบมากอันดับ 1 ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง 128,855 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 28 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ โรคอาหารเป็นพิษ 15,965 ราย โรคบิด 1,197 ราย และโรคตับอักเสบจากไวรัสทางเดินอาหารชนิดเอ จำนวน 43 ราย ส่วนโรคอหิวาตกโรค ยังไม่มีรายงานผู้ป่วย
แนวทางป้องกันที่สำคัญ คือควรล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหารและหลังออกจากห้องน้ำ แยกอาหารสดออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้วเสมอ ควรปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง หากผู้ที่มีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคคั่งค้างในร่างกาย จะเป็นอันตรายรุนแรงขึ้น
ขอให้ดื่มน้ำหรือทานอาหารเหลวมากๆ และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือโออาร์เอสแทนน้ำ โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ 1 ซอง ผสมกับน้ำต้มสุกเย็น 1 แก้ว ประมาณ 250 ซีซี หากไม่มีผงเกลือแร่สำเร็จ สามารถปรุงเองได้ โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายกับน้ำต้มสุกเย็น 1 ขวดน้ำปลากลม ประมาณ 750 ซีซี ให้ผู้ป่วยดื่มบ่อยๆ เพื่อทดแทนการเสียน้ำและเกลือแร่ หลังดื่มแล้วอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้น แต่หากยังไม่หยุดถ่ายและมีอาการมากขึ้น เช่น อาเจียนมากขึ้น อุจจาระมีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายหัวกุ้งเน่า ปวดบิด มีไข้สูงขึ้นหรือชัก ควรพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้เสียชีวิตได้
ร้อนนี้ หากใครมีโรคประจำตัว นอกจากจะต้องใส่ใจแล้ว อาหารและสัตว์เลี้ยงยังเป็นอีกสองอย่างที่ต้องระมัดระวัง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ


PG&P
น้ำมันรำข้าว  สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ผิวสวยได้ แม้แดดจ้า

นอกจากอากาศร้อนจะทำให้คนหงุดหงิด ง่ายขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อผิวหนังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย ในช่วงแดดเปรี้ยงและอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทุกวันนั้น หนุ่มสาวทั้งหลายจึงควรรู้ถึงวิธีดูแลผิวหนังตัวเองอย่างไรให้ดูดีอยู่เสมอ
ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แนะนำ ว่า ในช่วงแดดจ้าและร้อนมากเ่ช่นนี้ จะมีอาการทางผิวหนังอยู่ 2 อาการ ได้แก่ 1. อาการผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดด และ 2. ผดขึ้นตามผิวหนัง โดยอาการผิวไหม้เกรียมจากแสงแดดนั้น คุณหมอแนะนำให้ค่อยๆ ออกแดดทีละนิด เพื่อให้ผิวหนังคุ้นเคยกับแสงแดด รวมถึงทนกับแสงแดดให้มากขึ้น ก่อนที่จะโดนแสงทีเดียวครั้งละมากๆ
นอกจากนี้ ยังต้องเลือกครีมทากันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิวหนังมากที่สุด โดยหากออกแดดนาน ต้องพิจารณาครีมกันแดด ที่มีค่า PA+++ ซึ่งสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตไม่ให้เข้ามาทำอันตรายกับผิวหนังได้ดี ขณะเดียวกันต้องเลือกครีมกันแดด ที่มีค่า SPF (Sun Protection Factor) ที่เหมาะสมกับตัวเองในแต่ละวัน เช่น หากอยู่ในเมือง ออกแดดแค่ช่วงกลางวันไม่นาน ก็ให้เลือกใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 15 PA+ และPA++ ก็พอ
แต่หากไปเที่ยวทะเล ก็ขอให้ใช้ครีมกันแดดระดับ SPF 50 และ PA+++ ขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายสามารถทนกับแดดจ้าได้ โดยหากไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร หรือนั่งนิ่งเป็นเวลานาน ก็ควรหยิบครีมคู่ใจขึ้นมาทาซ้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในช่วงหน้าร้อนไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่ออกกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเล่นกีฬา หรือเล่นสงกรานต์ก็ขอให้พกไว้ตลอด
สำหรับความเชื่อที่ว่านั่งใต้ร่มผ้าใบ ชายหาด จะสามารถป้องกันผิวหนัง จากการโดนแดดเผานั้น คุณหมอบอกว่าเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะผิวหนังยังมีโอกาสได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตปริมาณมหาศาล การสะท้อนแสงแดดของน้ำทะเลอยู่ดี เพราะฉะนั้นหากเลือกที่จะนอนเล่นบริเวณเตียงผ้าใบก็ขอให้ทาครีมกันแดด ป้องกันผิวไว้ด้วย
ส่วนการป้องกันตัวเองจากอาการผดผื่นขึ้นตามผิวหนังนั้น ขอให้หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะอบร้อน ยกตัวอย่างเช่น ผ้าร่ม ไม่ควรใส่เด็ดขาด โดยควรเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะโปร่ง และให้ความร้อนผ่านได้ดี จะทำให้อาการผดเกิดได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสถานที่อย่างรวดเร็วจากบริเวณที่อยู่ใน ห้องแอร์ และออกไปยังที่ที่มีอากาศร้อนทันที เพราะผดเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก


ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์


PG&P
น้ำมันรำข้าว  สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

"ไม้ประดับ" มีส่วนช่วยลดมลพิษ


นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่าได้ ทดสอบความสามารถของพืชพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 50 ชนิด พบว่าพืชบางชนิดมีส่วนช่วยดูดซับสารพิษ และแนะนำให้ไปใช้ในอาคารที่ทำงาน และที่บ้านเพื่อช่วยลดมลพิษ
นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่า ได้ทดสอบความสามารถของ พืชพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 50 ชนิด จากการทดสอบความสามารถของพืชบางชนิดในการลดสารพิษจำพวกสารอินทรีย์ที่ระเหย ง่าย พบว่า ดอกเบญจมาศ หรือที่ใช้ทำน้ำเก๊กฮวย มีส่วนช่วยขจัดสารมลพิษได้มากกว่าร้อยละ 90 เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง
หมากเหลือง เป็นไม้ประดับภายในอาคารที่นิยมเป็นอย่าง มาก มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายในอาคาร และคายความชื้นให้แก่อากาศภายในห้องได้มาก และยังมีประสิทธิภาพสูงในการช่วยดูดซับสารพิษจากอากาศได้ปริมาณมากเมื่อ เทียบกับไม้ประดับด้วยกัน เป็นไม้ประดับที่แนะนำให้ปลูกภายในอาคาร หรือ บ้านเรือน
สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้ประดับอีกอย่างที่สามารถปลุกได้ทั้งภายนอก และภายในอาคาร และยังเลี้ยงง่าย มีส่วนช่วยลดไซลีนโทลูอีน ที่เกิดจากไม้อัด เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพิมพ์ สีทาห้องในอัตราสูงได้ที่ เพราะหากสูดดมสารนี้ในระยะสั้นจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตาผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ วิงเวียน หน้ามืด


ที่มา : สำนักข่าวไทยพีบีเอส


PG&P
น้ำมันรำข้าว  สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

โรคอ้วนในวัยทอง ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม !!


ในปัจจุบันโลกของเรามีจำนวนประชากร 7 พันล้านคน และในจำนวนนี้ ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 12.8  ซึ่งบ่งบอกได้ชัดเจนว่า ในปัจจุบันโลกของเรามีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ทางภาครัฐและเอกชนหันมาตระหนักถึงปัญหาของโรคภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับวัยชราที่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
โดยเฉพาะปัญหาภาวะอ้วนในวัยทอง ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง กล่าวคือ ภาวะโรคอ้วนทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่ร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง ที่มีอัตราการเสียชีวิตทั่วโลกในปี 2548 สูงถึง 5.7 ล้านคน/ปี โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป
รศ.พญ.มยุรี จิรภิญโญ นายกสมาคมสตรีวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมวัยหมดระดูนานาชาติ (The International Menopause Society) โดยความร่วมมือกับ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้กำหนดให้วันที่ 18 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันสตรีวัยทองโลก และที่ผ่านมา ได้มีการร่วมมือในการรณรงค์ ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงความรุนแรงของโรคอ้วนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ช่วงชีวิตในแต่ละวัย 
ในช่วงชีวิตของสตรีจะมี 3 วัย คือ วัยเด็ก วัยเจริญพันธุ์  และ วัยหมดระดู โดย “วัยเด็ก ” จะนับตั้งแต่แรกเกิด จนถึงเริ่มเป็นวัยรุ่นสาว กินเวลาประมาณ 10-12 ปี ในวัยนี้รังไข่ยังไม่มีการผลิตฮอร์โมนจนกว่าจะถึง “วัยเจริญพันธุ์ ” ซึ่งวัยเจริญพันธุ์ของสตรีเป็นวัยที่สามารถมีบุตรได้ และยังมีประจำเดือน  ในวัยนี้ร่างกายจะได้รับอิทธิพลของฮอร์โมนจากรังไข่ ได้แก่ เอสโตรเจน ทำให้ร่างกายเจริญเปลี่ยนแปลงจากเด็กหญิง มาเป็นเด็กสาว และมีการเจริญเติบโตของอวัยวะเพศอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีการตกไข่ออกจากรังไข่เดือนละหนึ่งครั้ง สามารถมีบุตรเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ได้ และมีประจำเดือนหรือระดูสม่ำเสมอทุกเดือน ตราบใดที่ยังไม่ตั้งครรภ์
ส่วน “วัยหมดประจำเดือน” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “วัยทอง” จะเป็นวัยที่รังไข่หยุดทำงาน ไม่มีการตกไข่ และหยุดสร้างฮอร์โมน สังเกตได้จากการมีประจำเดือนหรือระดูมาไม่ปกติ และหายไปในที่สุด ช่วงตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเป็นต้นไป เรียกว่า วัยหมดประจำเดือน เกิดขึ้นในช่วงอายุ 45-55 ปี ซึ่งโดยเฉลี่ยที่เริ่มเข้าสู่วัยหมดระดูของสตรีไทย อยู่ที่อายุประมาณ 48 ปี ซึ่งจะมีเวลาเหลืออีกประมาณ 20-30 ปีกว่าจะสิ้นอายุขัย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวัยหมดระดูมีเวลานานถึง 1 ใน 3 ของชีวิตสตรี
อย่างไรก็ตาม สำหรับสตรีแล้ว ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ต้องเตรียมตัว คือ “ช่วงปลายของวัยเจริญพันธุ์” ซึ่งรังไข่จะทำงานน้อยลง มีการตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีการตกไข่ แต่ยังผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ ระยะนี้จะสังเกตได้ว่าประจำเดือนมาไม่ค่อยปกติ คือมาเร็วหรือช้ากว่าธรรมดา เลือดออกมากและนาน หรือออกน้อย หรือไม่สม่ำเสมอเหมือนเดิม อาการผิดปกตินี้มักเกิดในช่วงอายุเลย 35 ปีขึ้นไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน
โรคอ้วน” ภัยคุกคามสตรีวัยทอง
พญ.มยุรี กล่าวว่า สำหรับการรณรงค์ในปีนี้ สมาคมฯ จะเน้นการดูแลสุขภาพโดยการควบคุมน้ำหนัก และตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญของโรคอ้วน เพราะเราจะพบว่า สตรีในวัยทองเมื่อฮฮร์โมนหมดไป จะมีอาการหงุดหงิดง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ได้รุนแรงนัก แต่ปัญหาที่รุนแรงกว่า คือโรคเรื้อรังที่เกิดจากวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเกิดจากกระบวนการชราภาพของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย นอกจากกระบวนการตามธรรมชาติแล้ว ฮอร์โมนก็มีส่วนเช่นกัน
“ถ้าหากมีความอ้วนเข้ามาเสริมด้วย ความอ้วนก็จะทำให้ความรุนแรงของโรคมีมากขึ้น ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น เมื่ออายุ 40 ปี  ขึ้นไป ก็จะพบว่า ทำไมถึงต้องมีการตรวจร่างกาย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด มะเร็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต จนถึงขั้นเสียชีวิต มีการวิจัยออกมาพบว่า ผู้ที่อายุ 50-60 ปี จะเป็นช่วงวัยที่น้ำหนักขึ้นได้ไวที่สุด โดยมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเฉลี่ย 0.5 ก.ก / ต่อปี ซึ่งหากไม่ได้รับการควบคุมก็จะมีการเพิ่มของน้ำหนัก ก็จะกลายเป็นโรคอ้วนในที่สุด” พญ.มยุรี กล่าว
เมื่อเปรียบเทียบกับในวัยอื่น ปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็จะขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหารเป็นหลัก ซึ่งจะต่างจากวัยหมดประจำเดือน ที่ถึงแม้ว่าจะมีการควบคุมอาหารแล้ว บางรายก็ยังไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุด จึงต้องควบคุมตั้งแต่ก่อนจะถึงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คนที่อ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดม ากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 3 เท่า เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลสำคัญในการรณรงค์เพื่อให้ควบคุมน้ำหนักก่อนถึงวัยหมดประจำเดือน เพราะถ้าเราควบคุมน้ำหนักได้ดี โรคเรื้อรังต่างๆ ที่จะต้องทำให้วิ่งเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ ก็จะเกิดน้อยลง โอกาสในการเสียชีวิตก็จะน้อยลงตามไปด้วย
“เราอาจจะเริ่มควบคุมน้ำหนักตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ซึ่งเดี๋ยวนี้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น ปัจจุบันจะเห็นว่าสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะตัวเลขล่าสุดที่ออกมาคนไทย 65 ล้านคน จะมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปประมาณ 8 ล้านคน เฉลี่ยอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าสังคมใดมีปริมาณผู้สูงอายุเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ นั้นหมายความว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องมีการเตรียมรับกับสังคมผู้สูงอายุด้วย”
ใส่ใจเรื่องอาหาร-ออกกำลังกาย
ปัญหาในการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร เป็นปัญหาที่สำคัญของคนในสังคมเมือง โดย พญ.มยุรี กล่าวว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ มักจะรับประทานอาหารที่เป็น Fast food ซึ่งเป็นอาหารที่อันตราย เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ดังนั้นหากไม่สามารถทำอาหารรับประทานเองได้ อย่างน้อยก็ควรเลือกประเภทอาหาร โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนสูง หวาน เค็ม เป็นต้น แต่ให้เน้นที่ผักและผลไม้มากขึ้น 
ส่วนการออกกำลังกาย พญ.มยุรี แนะนำว่า อย่างน้อยที่สุด หากได้ยืดเส้นยืดสายบ้างก็จะช่วยได้ เช่นการเดินออกไปจ่ายตลาด หรือเดินเล่นอย่างน้อยวันละ 30 -60 นาที ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งการเดินออกกำลังกาย ควรจะเดินในช่วงเช้า-เย็น ที่มีแดดอ่อนๆ เพื่อให้ได้รับแสงแดดที่มีวิตามินดี ที่ทำให้กระดูกแข็งแรง ทั้งนี้เคยมีการสำรวจพบว่า ในคนชนบทจะมีมวลกระดูกที่แข็งแรงกว่าคนในเมือง เนื่องจากได้รับแสงแดดที่มีวิตามินดี ขณะที่คนในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างไม่ได้รับแสงแดด เนื่องจากคนในเมืองมักทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก รวมถึงคนผิวขาวในประเทศซีกโลกเหนือ ที่มีแสงแดดน้อย เช่นในทวีปยุโรป ก็จะมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน
“ในปัจจุบันคนไทยเป็นโรคอ้วนแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องตระหนักถึงภาวะโรคอ้วนในวัยสูงอายุให้มากและควรมีการดูแลและควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ตั้งแต่ในวัยเด็ก วัยหนุ่มสาวและช่วงวัยกลางคนก่อนจะเข้าสู่วัยสูงอายุ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ” พญ.มยุรี กล่าวทิ้งท้าย
ปัจจุบันแม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก โดยมนุษย์ทุกวันนี้มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การวางแผนป้องกันโรคร้าย ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย ซึ่งวิธีง่ายๆ และเป็นพื้นฐานที่สุด คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อไม่ป่วยง่ายๆ ก็ไม่ต้องไปพบแพทย์หรือไปซื้อยามากินบ่อยๆ ให้เสียเวลาทำงาน และเสียรายได้ที่ควรจะสามารถเก็บออมไว้ยามจำเป็น



ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า


PG&P
น้ำมันรำข้าว  สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks