น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ

9 อุปนิสัยที่ทำให้เลิกเหล้าได้สำเร็จ | PG&P

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อุปนิสัย คือ แบบแผนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนเคยชิน อุปนิสัยที่ดีมีส่วนเสริมให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จ มีความสุข และมั่นคงทางจิตใจ อุปนิสัยเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ บ่มเพาะให้มากขึ้นได้ โดยการประพฤติปฏิบัติบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน อุปนิสัยที่พึงประสงค์และเอื้อต่อการประสบความสำเร็จในการเลิกสุรา มีดังนี้
อุปนิสัยยอมรับความจริง
การยอมรับความจริงว่าเรามีปัญหาชีวิต  จิตใจก็จะสงบลง เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้พิจารณาปัญหาอย่างที่มันเป็นจริง  ก็ทำให้เรามีโอกาสเห็นทางออกของการแก้ปัญหาได้มากขึ้น
อุปนิสัยสตินิยม
ชีวิตที่ผ่านมา เรามักปล่อยให้อารมณ์และความอยากครอบงำ ทำอะไรไปตามอารมณ์และความอยาก เราจะสุขได้ก็ต้องทุกข์ก่อน จึงเรียกได้ว่า มีชีวิตที่ติดลบ แต่หากชีวิตเรามีสตินำ อยู่กับปัจจุบัน  รู้เท่าทันอารมณ์และความอยาก จิตเป็นอิสระและสงบ มีความสุขที่เกิดขึ้น ก็เรียกได้ว่า มีชีวิตที่เป็นบวก ความคิดและการกระทำก็เป็นเหตุผล
อุปนิสัยซื่อสัตย์เปิดเผยความจริง
การกระทำความผิดทำให้คนเราปิดบังซ่อนเร้น พูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอด ส่วนลึกในจิตใจก็ไม่เคารพนับถือตนเองที่ได้ทำผิดไป และไม่ซื่อสัตย์ การที่คนเรามีความซื่อสัตย์ เปิดเผยความจริง กล้ายอมรับผิด โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิดที่จริงใจ และพร้อมที่จะช่วยเหลือเรา ก็จะเอื้อต่อการแก้ปัญหาต่อไป
อุปนิสัยกล้าคิดและกล้าทำ
ช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จ มีความรับผิดชอบในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจ และมีความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราอาจเริ่มต้นจากการใช้ปัญญาพิจารณาถึงเป้าหมายในชีวิตที่ดีงามก่อน มองหาหนทางปฏิบัติ และลงมือทำ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด  พร้อมกับให้กำลังใจตนเองเมื่อทำได้
อุปนิสัยเป็นคนมีอารมณ์ขัน
การมีอารมณ์ขันช่วยให้เรามีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะพฤติกรรมบางอย่างของตนเอง ทำให้เรายอมรับตนเองได้มากขึ้น ว่าเราเองก็ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ดีไปทุกๆ เรื่อง บางอย่างก็ดูตลกขบขัน อารมณ์ขันยังช่วยให้เราผ่อนคลายในสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ ช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
อุปนิสัยแห่งการให้อภัย
การสะสมความโกรธเครียดแค้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อจิตใจเลย การละวางจากอารมณ์โกรธ แล้วให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำไม่ดีกับคุณ แถมยังแผ่เมตตาให้อีก จิตใจของคุณก็จะกลับเป็นสุขอย่างมหัศจรรย์ ที่สุดของการให้อภัย ก็คือ การให้อภัยตนเอง เป็นการยอมรับตนเองได้ว่าเราก็ไม่ได้ดีสมบูรณ์ไปทุกๆอย่าง สามารถกระทำผิดได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
อุปนิสัยชอบเข้าหากัลยาณมิตร
ในการแก้ปัญหา บางครั้งเราไม่สามารถแก้มันได้เพียงลำพัง เราอาจต้องอาศัยปัญญาของผู้อื่นช่วยชี้นำทาง ที่สำคัญเราควรพิจารณาดูว่าผู้ใดสามารถเป็นกัลยาณมิตรในเรื่องต่างๆของเราได้
อุปนิสัยเป็นคนที่รับผิดชอบ
การโทษสิ่งอื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา เป็นอุปสรรคต่อการเลิกสุรา การที่เรารับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเราเอง โดยยอมรับว่าเราเป็นผู้กระทำมันเอง หากกระทำผิดก็ยอมรับว่าผิด และขอโทษผู้อื่นอย่างจริงใจ จิตใจเราก็จะสบายขึ้น เกิดความเคารพนับถือตนเอง มีความระมัดระวังในการกระทำของตนเองมากขึ้น อีกทั้งคนอื่นก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเราว่าเรามีความจริงใจในการแก้ปัญหา โอกาสประสบความสำเร็จก็มีมากกว่า
อุปนิสัยห่วงใยใส่ใจในสุขภาพของตนเอง
ร่างกายเป็นที่ตั้งของจิตใจ หากร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ก็ส่งผลให้จิตใจสมบูรณ์ การทำนุบำรุงสุขภาพตนเองสามารถกระทำได้โดยการหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การหลีกเลี่ยงสุรายาเสพติด
หากมีปัญหาหรือข้อสงสัย โทรมาคุยกับเราได้ที่ สายด่วน 1413 ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์



ที่มา : ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์ 1413

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เรื่องของน้ำตา | PG&P

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

น้ำตาธรรมชาติ ผลิตจากต่อมน้ำตาของคนเรา มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ 1.ให้ความชุ่มชื้นแก่ กระจกตาและเยื่อบุตา 2.ปรับสภาพของกระจกตาให้มีความเรียบ เพื่อให้แสงผ่านได้สะดวกการมองเห็นชัดเจน 3.ให้สารอาหารและออกซิเจน รวมทั้งขจัดของเสียออกจากกระจกตา 4.มีสารอย่างอ่อนป้องกันการติดเชื้อของกระจกตา

เรื่องของน้ำตา

น้ำตาธรรมชาติมีความสำคัญมาก เมื่อตาของคนเราเกิดจุดแห้งขึ้นจากการที่น้ำตาธรรมชาติบนกระจกตาหรือเยื่อบุตาระเหยไป ระบบอัตโนมัติในร่างกายเราจะสั่งการให้เกิดการกะพริบตา การกะพริบตาเป็นการกระจายน้ำตาธรรมชาติให้กระจายไปทั่วกระจกตาและเยื่อบุตา เราจึงรู้สึกสบายตา เมื่อร่างกายผลิตน้ำตาธรรมชาติที่ใช้ในการหล่อลื่นกระจกตาและเยื่อบุตาไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตาแดง ระคายเคืองตา แสบตา ตาพร่า ตาสู้แสงไม่ได้หากท่านมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

น้ำตาเทียมเป็นสารที่ผลิตขึ้นเพื่อทดแทนน้ำตาธรรมชาติในผู้ที่ผลิตน้ำตาได้น้อยกว่าปกติ หรือมี ภาวะตาแห้ง ใช้หล่อลื่นและให้ความชุ่มชื่นแก่กระจกตา ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการเคืองตา หรืออาการรู้สึกไม่สบายตา เนื่องจากตาโดนลมและแสง

น้ำตาเทียมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ น้ำตาเทียมชนิดที่มีสารกันเสีย สารกันเสีย ช่วยให้น้ำตาเทียมคงสภาพอยู่ได้นาน และป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนเข้าไปขณะหยอด หลังจากเปิดขวดใช้งานแล้ว สามารถเก็บได้นาน 1 เดือน และสามารถใช้ได้ไม่เกินวันละ 5 ครั้ง

น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสียน้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย มีลักษณะเป็นหลอดขนาดเล็กๆ ใช้หยอดในแต่ละวันแล้วทิ้งไปเลย มักให้ความรู้สึกสบายตากว่า เนื่องจากไม่มีสารกันเชื้อแบคทีเรียผสมอยู่จึงต้องใช้ภายใน 24 ชั่วโมง สามารถใช้ได้บ่อยทุก 2 ชั่วโมง ข้อดีคือผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพ้เลย แต่มักมีราคาสูงกว่าน้ำตาเทียมชนิดแรก

โดยทั่วๆ ไปน้ำตาเทียม มีทั้งรูปแบบสารละลาย เจล และขี้ผึ้ง, รูปแบบสารละลาย ให้ความสะดวกในการใช้, รูปแบบเจล หรือขี้ผึ้ง มีคุณสมบัติหล่อลื่นและรักษาความชุ่มชื้นที่ตาได้นานกว่าสารละลาย เมื่อใช้น้ำตาเทียมไม่ว่าจะเป็นชนิดหยอด เจล หรือ ขี้ผึ้ง น้ำตาเทียมจะทำหน้าที่เคลือบอยู่บนผิวกระจกตา และต้องใช้เวลาในการกระจายตัวไปทั่วผิวตา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตามัวได้ชั่วคราว การที่น้ำตาเทียมทำหน้าที่เคลือบผิวกระจกตาไว้นั้น ก็เพื่อทำให้เกิดการเก็บรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา ซึ่งจะทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ น้ำตาเทียม

ในคนสายตาปกติ จำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมหรือไม่?

ตอบ: น้ำตาเทียมเป็นยาหยอดตาประเภทหนึ่งซึ่งช่วยให้ความชุ่มชื่นกับดวงตาโดยปกติคนเราจะมีการกะพริบตาเฉลี่ยนาทีละ 10 -15 ครั้ง เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตามาฉาบดวงตา ดังนั้นในคนปกติทั่วๆ ไปที่รู้สึกเคืองตา หรือระคายเคืองตา อาจเกิดจากภาวะที่เรียกว่า ตาแห้ง หรือ Dry eye” การใช้น้ำตาเทียมก็จะช่วยให้รู้สึกสบายตา และลดอาการดังกล่าวได้

ใครบ้างควรใช้น้ำตาเทียม?

เรื่องของน้ำตาตอบ: สำหรับผู้ที่ควรใช้น้ำตาเทียมนอกจากผู้ที่ใช้ตามคำสั่งแพทย์แล้ว ยังมีผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับจอคอมพิวเตอร์ สำหรับผู้สูงอายุจะมีปัญหาเรื่องน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาแห้ง เนื่องจากปัญหาการทำงานของต่อมน้ำตาลดลงตามอายุ

ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนจะทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาลดลงกว่าคนปกติทั่วๆ ไป กลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กลุ่มนี้อาจเกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีการกะพริบตาน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้ ในผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ควรพักสายตาทุกครึ่งชั่วโมง หรือเมื่อรู้สึกแสบตา เคืองตา ควรหลับตาพักสัก 3 -5 วินาที เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว

น้ำตาเทียมใช้ได้บ่อยครั้งแค่ไหน ?

ตอบ: สำหรับผู้ใช้งานโดยทั่วไป ที่หยอดน้ำตาเทียมเพื่อให้ดวงตาชุ่มชื้น และรู้สึกสบายตา สามารถใช้งานได้โดยเฉลี่ยไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะตาแห้ง หรือช่วยในการรักษาตาผิดปกติอื่นๆ สามารถใช้ได้บ่อยตามคำสั่งแพทย์ สำหรับผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธี แพทย์จะสั่งให้หยอดน้ำตาเทียม เพื่อช่วยรักษาอาการตาแห้งในระยะแรกซึ่งอาการดังกล่าวจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงระยะเวลา 3 - 6 เดือน




ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้ | PG&P

แนะแม่กิน 'โฟเลต' วิตามินวิเศษ ป้องกันลูกน้อยพิการแต่กำเนิดได้

เตรียมพร้อมก่อนท้อง ปูทางสู่ความเป็น "แม่" ป้องลูกน้อยพิการ แพทย์แนะกิน "โฟเลต" วิตามินวิเศษก่อนตั้งครรภ์และฝากครรภ์ทันทีที่รู้ ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด พบ 3-5% ของเด็กเกิดใหม่มีโอกาสพิการตั้งแต่ในท้องหากขาดโฟเลต ระบุผักใบเขียว ผลไม้สดแหล่งโฟเลตชั้นดี และควรกินทุกวัน ห่วงหญิงชนบทและผู้ใช้แรงงานไม่รู้ เสี่ยงมีลูกพิการวอนทุกฝ่ายช่วยให้ความรู้

พญ.พรสวรรค์ วสันต์ พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการปฏิบัติการระดับชาติเพื่อวางแผนป้องกันและดูแลรักษาความพิการแต่กำเนิดในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าทารกเกิดใหม่ 100 คน พบทารกพิการแต่กำเนิดประมาณ 3-5 คน โดยความพิการแต่กำเนิดพบได้บ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ หลอดประสาทไม่ปิด ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ความพิการของแขนขา และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยความพิการแต่กำเนิดนั้นอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม

การเป็นแม่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงทุกคน และผู้เป็นแม่ต่างไม่อยากให้ลูกเกิดมามีภาวะผิดปกติ ดังที่ว่าแม่ดูแลลูกตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก เพราะคุณแม่หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตรสามารถป้องกันการพิการแต่กำเนิดได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีโฟเลต ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่วิเศษและในทางการแพทย์มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า ทารกที่เกิดจากแม่ที่ขาดสารโฟเลตในขณะตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้พิการทางสมองและประสาทสูง เพราะโฟเลตมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณโฟเลตที่ร่างกายควรได้รับแต่ละวันอยู่ที่ 400 ไมโครกรัม

หญิงมีครรภ์สามารถรับประทานโฟเลตในรูปของยาเม็ดเสริมได้ซึ่งมีราคาไม่แพง และควรฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าท้อง เพื่อแพทย์ได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ควรได้รับโฟเลตอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตั้งครรภ์เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิด ซึ่งในระยะดังกล่าวคุณแม่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะไม่มีการวางแผนมีบุตรล่วงหน้า การให้ความรู้เรื่องการวางแผนมีบุตร การฝากครรภ์ และความสำคัญของโฟเลตจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ เพราะการเกิดของเด็กพิการเพียง 1 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด จะมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมหาศาล โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อยู่ในชนบท หรือในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งขาดข้อมูลเรื่องดังกล่าว

นอกจากหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นต้องได้รับโฟเลตแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรรับประทานอาหารที่มีสารโฟเลตอย่างเพียงพอ เพราะโฟเลตยังไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งปากแหว่งเพดานโหว่  ซึ่งจากการศึกษาปริมาณโฟเลตในอาหารไทย ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าอาหารที่มีโฟเลตสูงสุด คือ  กลุ่มผัก ผลไม้ เช่น คะน้า ผักโขม ดอกกุยช่าย ผักกาด เป็นต้น

"โฟเลตไปช่วยลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของหัวใจและหลอดเลือด "




ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

เหล้า-บุหรี่ ตัวการภาระโรค | PG&P

คนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพเป็นอย่างมาก การศึกษาภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย เป็นการวิเคราะห์การสูญเสียด้านสุขภาพ โดยวัดความสูญเสียทางสุขภาพทีมีหน่วยเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียจากการตายก่อนวัยอันควรหรือจากการบาดเจ็บ ความพิการจากปัญหาสุขภาพต่างๆ

ในวงการแพทย์และวิจัยเป็นที่รู้จักกันดีกับหน่วยวัดนี้ที่ชื่อ “DALYs : Disability Adjusted Lift Years” ถ้าเรียกให้ง่ายๆ คือปีสุขภาพดีที่สูญเสียไปนั่นเอง

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการดำเนินการศึกษาพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย มีผลการสำรวจที่น่าสนใจ

ภาระโรคและสุขภาพของประชาชนไทยปี 52

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจกับคำว่า “ภาระโรค” ว่าหมายถึงอะไร

การป่วยและการเสียชีวิต เป็นดัชนีบอกขนาดปัญหาสุขภาพที่คุ้นเคยมานาน ทั้งนี้ความสูญเสียทางสุขภาพยังมีความพิการระดับต่างๆ อยู่ด้วย โรคบางโรคทำให้เสียชีวิตโดยไม่มีระยะเวลาป่วยหรือพิการยาวนาน บางโรคไม่ทำให้เสียชีวิต และมีระยะเวลาป่วยหรือพิการหลายสิบปี ความสูญเสียทางสุขภาพนี้รวมเรียกว่าเป็นภาระโรค (Burden of disease)

ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคฯ ได้จัดสำรวจภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทยจะมีขึ้นทุกๆ 5 ปี โดยทีมวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   ซึ่งปี 2552 เป็นการสำรวจครั้งที่ 3 และจะมีการสำรวจครั้งที่ 4 ในปี 2557

ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เป็นสาเหตุของภาระโรคและการบาดเจ็บของปี 2552 พบว่าปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของการสูญเสียปีสุขภาวะ  เพศชายมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 15.7 จากยาสูบร้อยละ 11.3 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 6.2 การไม่สวมหมวกนิรภัยร้อยละ 5.9 และภาวะคลอเลสเตอรอลสูงร้อยละ 3.1 ส่วนเพศหญิงมาจากดัชนีมวลกายสูง (อ้วน) ร้อยละ 7.7 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 6 การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยร้อยละ 5.4 ภาวะโคเลสเตอรอลสูงร้อยละ 3.3 และ การสูบบุหรี่ร้อยละ 2.2 ทั้งนี้การศึกษาภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงเชื่อมโยงกับอันดับโรคนั้นมีความสำคัญมาก หากสามารถลดปัจจัยเสี่ยงก็จะสามารถลดภาระโรคที่จะตามมาได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับโรคต่างๆ ในอันดับต้นๆ หลายโรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น สำหรับอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยอยู่ที่ 70 กว่าปีขณะที่ค่าเฉลี่ยปีสุขภาพดีจะมีอัตราน้อยกว่านี้

“จากผลวิจัยที่ออกมาทำให้เห็นว่า เพศชายเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุรา สูญเสียปีสุขภาวะดีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอันดับต้นๆ ทำให้เห็นความเสี่ยงของผู้ชายในช่วงวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-29 ปี ที่มีการดื่มเหล้า ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะทำการศึกษาต่อถึงภาระที่หลีกเลี่ยงได้ เราจะป้องกันความสูญเสียได้จากการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เราลดความดันโลหิตของประชากรไทยเฉลี่ยไปได้ก็จะทำให้ลดภาระโรคได้เท่าไหร่ ซึ่งหากเราได้ในส่วนนี้ก็จะใช้ในการนำประชาสัมพันธ์ต่อประชากรต่อไปได้ว่าโอกาสการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคนั้นต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง”

จะเห็นว่าในผู้ชายน่าจะลดการตายก่อนวัยอันควรได้มากจากปัจจัยเสี่ยงที่จะสามารถป้องกันการดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการลดความสูญเสียของผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็ต้องเน้นเรื่องการทำให้น้ำหนักพอดี ทั้งการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร

หากเทียบกับปี 2547 ซึ่งเป็นการสำรวจในครั้งแรกกับปี 2552 นั้น ทพญ.กนิษฐาบอกว่า ความจริงแล้วจะสามารถเทียบได้ในบางส่วน เช่น การเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ นั้น มีอัตราลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีการใช้ยาต้านไวรัสขณะที่ก็ยังมีความสูญเสียทางด้านสุขภาพอยู่ที่ไม่ได้มาจากการเสียชีวิต สำหรับเรื่องการติดสุรานั้นมีผลใกล้เคียงกัน แต่การเกิดโรคเรื้อรังนั้นแน่นอนว่ามีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเพิ่มตามอายุของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป มีเครื่องทุ่นแรงมากขึ้น ทำให้ขาดออกกำลังกาย บริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามหากเทียบกับทั่วโลก สัดส่วนการเกิดโรคก็คล้ายคลึงกับทั่วโลกคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาใหญ่ แต่อุบัติเหตุก็ยังสูง ขณะที่ประเทศเจริญแล้วในส่วนนี้จะลดลง แต่ไปเพิ่มในส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เช่น การบริโภคอาหาร ไขมันและคอเลสเตอรอล เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ผลสำรวจจะออกมาในปีนี้ หรืออีก 5 ปีข้างหน้าจะมีทิศทางอย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะนำผลวิจัยที่ได้รับไปพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพ และการสร้างการตระหนักรู้ของประชากรไทยให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาวะที่ดีในทุกด้าน เพื่อให้อยู่ปีสุขภาพดีที่สูญเสียไปลดลง

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ระวัง! "สารหล่อลื่น" ทาถุงยาง เสี่ยงขาด "ติดโรค-ตั้งครรภ์" | PG&P

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนอย่าใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำมันทาถุงยางอนามัย เสี่ยงแตกง่ายใน 5 นาที แนะใช้สารประเภทน้ำแทน ปลอดภัยกว่า

ระวัง! "สารหล่อลื่น" ทาถุงยาง เสี่ยงขาด "ติดโรค-ตั้งครรภ์"

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.วันเพ็ญ ดวงสว่าง นักฟิสิกส์รังสีปฏิบัติการ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 20 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ว่า ที่ผ่านมาได้ทำการศึกษา เรื่อง "ผลกระทบของการทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นชนิดต่างๆ ที่มีผลต่อการเสื่อมคุณภาพและการแตกของถุงยางอนามัย" โดยพิจารณาความเหนียวและความยืดตัวของยางจากค่าความดัน และปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย โดยได้ทำการทดสอบด้วยวิธีทดสอบตาม มอก.625-2548 ซึ่งได้กำหนดชุดควบคุมเป็นถุงยางอนามัยที่ไม่ทาสารหล่อลื่นเพิ่ม และชุดทดลองเป็นถุงยางอนามัยที่ทาสารหล่อลื่นแต่ละชนิดเพิ่ม แยกเป็นสารหล่อลื่นประเภทน้ำ (water-based) ได้แก่ เค-วาย เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ และสารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน (oil-based) ได้แก่ เบบี้ออยล์ บอดี้โลชั่น วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่และน้ำมันพืช

น.ส.วันเพ็ญกล่าวอีกว่า ในการทดลองได้ทาเพิ่มสารหล่อลื่นบนถุงยางอนามัยทิ้งไว้เป็นเวลา 5 นาที 10 นาที 30 นาที และ 45 นาที ตามลำดับแล้วนำไปทดสอบด้วยเครื่องทดสอบความดันและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัย พบว่า ค่าเฉลี่ยความดันขณะแตกและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัยทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นประเภทน้ำ มีค่าใกล้เคียงกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม และไม่พบจำนวนชิ้นบกพร่องในทุกช่วงเวลา ไม่มีผลทำให้เกิดความเสื่อมของถุงยางอนามัย สำหรับถุงยางอนามัยที่ทาเพิ่มด้วยสารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน พบว่าค่าเฉลี่ยความดันขณะแตกและปริมาตรขณะแตกของถุงยางอนามัยมีค่าลดลง เห็นผลชัดเจนหลังทา 5 นาที โดยถุงยางอนามัยแตกเร็วขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับถุงยางอนามัยชุดควบคุม

"หากผู้ใช้ถุงยางอนามัยต้องการทาสารหล่อลื่นเพิ่ม จึงไม่ควรใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำมันกับถุงยางอนามัย แต่ควรเลือกใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำเท่านั้น เพราะการทาสารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน จะทำให้ถุงยางอนามันเสื่อมคุณภาพ ไม่สามารถใช้ป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ หากใช้จะยิ่งเสี่ยงต่อการติดโรคและการตั้งครรภ์"น.ส.วันเพ็ญกล่าว
         




ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks