หลายคนคงเคยผ่านตากับโฆษณาฮาร์ด
เซลส์ประเภทลงท้ายด้วย "8,000 เราไม่ขาย! 7,000 ไม่หรอก!
เราเสนอให้คุณเพียง 4,990 บาทเท่านั้น! แต่ช้าก่อน! หากคุณโทร.เข้ามาใน 10
นาทีนี้ รับทันที! มูลค่า 2,000 บาทขอย้ำ!"
ยิ่งทุกวันนี้ทีวีดาวเทียมเข้าถึงแทบจะทุก
หลังคาเรือน
ทำให้การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทนี้ดูจะฮาร์ดเซลส์มากขึ้น
และต่างก็แข่งขันกันเพิ่มความน่าเชื่อถือ
พร้อมทั้งสรรพคุณราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์
แม้จะมีการร้องเรียน มีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากมาย
สินค้าเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ มันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
หรือที่เรียกกันว่า อาหารเสริมพวกนี้ขายได้
และการโฆษณาแบบฮาร์ดเซลส์พวกนี้ยังมีคนหลงเชื่อ
หลงทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นออกจากปัญหาที่ตัวเองเจอ
อยู่
เท่านั้นยังไม่พอ การโฆษณาชวนเชื่อของผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์พวกนี้
ยังลุกลามไปถึงวิทยุ
หรือแม้ฟรีทีวีโดยที่กลไกการจัดการปัญหาไม่สามารถทำอะไรการโฆษณาที่รู้ๆ
กันว่าหลอกลวง เกินจริง และทำให้ผู้บริโภคที่หลงเป็นเหยื่อเสียหายได้เลย
หลากผลิตภัณฑ์อวดอ้างเกินจริง
ในท้องตลาดตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมายและต่างก็มีกลเม็ดโฆษณา
ทำการตลาดแตกต่างกันไป
สิ่งที่เป็นจุดเดียวกันคือการมีสรรพคุณที่ดูดีเกินจริง
โดยมักจะมีคำอธิบายในแบบของตัวเอง ซึ่งอาจสามารถแบ่งได้ 2ประเภทใหญ่ๆ
ด้วยกัน คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงามและเรื่องเพศ
กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงาม และเรื่องเพศ
มีตั้งแต่สรรพคุณประเภททำให้ผิวขาวได้ในสิบสี่วัน รูปร่างกระชับ
ผิวพันธ์มีน้ำมีนวลมากขึ้น
มีอาหารเสริมเรียกเป็นโปรแกรมโดยมีสรรพคุณในการลดความอ้วนซึ่งมักจะบอกว่า
ตัวเองไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่เป็นอาหารเสริมซึ่งอ้างว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย
แค่กินผลิตภัณฑ์ตัวนี้แล้วจะสามารถลดความอ้วนได้ บางตัวก็อ้างว่า
ช่วยกระชับช่องคลอด โดยมีสโลแกนที่สองแง่สามง่ามว่า สวยใสภายในกระชับ
อีกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างคือผลิตภัณฑ์เสริมความงามอย่างครีม
บำรุงผิวทรวงอก โดยมักจะอ้างสรรพคุณว่าสามารถทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้
ซึ่งส่วนมากมีส่วนผสมของกวาวเครือ ขณะที่สำหรับหนุ่มๆ
ก็มีสเปรย์ฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของ
เลือด ทำให้แข็งขันอดทน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้าน
สุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง มีสรรพคุณในการรักษาโรคที่หลากหลาย
บำรุงอวัยวะภายในลำไส้ ต่อมต่างๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิดอ้างว่า
รักษาโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่มะเร็งได้
และบ้างก็สามารถแก้ไขอาการทางสุขภาพเล็กๆ น้อยๆ อย่างอาการปวดหลัง
ปัสสาวะขัด
ในส่วนของการโฆษณาจะมีการใช้ดาราที่มีชื่อเสียงไม่มาก
แต่พอให้มีความน่าเชื่อถือออกมาการันตีถึงตัวผลิตภัณฑ์
พร้อมกันนั้นก็จะมีตัวอย่าง ผู้ใช้ที่ออกมาพูดขอบคุณผลิตภัณฑ์นั้น
พร้อมทั้งแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อตัวสินค้า
และแสดงให้เห็นว่าผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเป็นอย่างไรผ่านทางรูปร่างที่
ดูดี
จากนั้นอาจมีการอ้างอิงผลสำรวจ
หรือการวิจัยบางอย่างที่ดูน่าเชื่อถือถึงประสิทธิภาพของอาหารเสริมนั้นๆ
ต่อด้วยคำโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้สั่งซื้อ
แล้วท้ายสุดก็ปิดฉากโฆษณาด้วยโปรโมชั่นอย่างโทร.มาในสิบนาทีนี้จะลดพิเศษ
พร้อมของแถมจูงใจการซื้อ
ซึ่งผลของการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปได้ที่ผู้ใช้ส่วนหนึ่งอาจได้ผลลัพธ์
ที่พอใจ
แต่ก็พบกรณีร้องเรียนมากมายถึงการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด
กฎหมายไม่สามารถกระทำอวดอ้างได้
ทว่าปัญหาก็คือตอนนี้ยังไม่มีกลไกการลงโทษที่ทำให้โฆษณาเหล่านั้นหายไป
เสียที
อันตรายที่ต้องรู้เท่าทัน
คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนมากกว่า 100กรณีต่อ
1เดือนซึ่ง ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยาเผยว่า
จากข้อมูลที่แยกเป็นประเภทของลักษณะการทำผิดกฎของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพบว่า
การโฆษณาอวดอ้างถือเป็นกรณีที่มีการร้องเรียนมากที่สุด
"ประเด็นเรื่องโฆษณานี่เยอะที่สุด
สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะอาหารไม่ใช่ยา เราไม่ให้โฆษณาสรรพคุณทางยา
แต่ส่วนใหญ่แล้วทำขึ้นมาจะต้องโฆษณาสรรพคุณใช้ป้องกันรักษาได้
ซึ่งก็จะโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น"
นอกจากนี้ก็มีการร้องเรียนเรื่องแหล่งผลิตยาปลอม เลขใบอนุญาตปลอม
ซึ่งหลายครั้งก็ขยายผลไปสู่การดำเนินคดีและจับกุมปราบปราม
โดยผลิตภัณฑ์อาหารอ้างสรรพคุณประเภทยา อย่างเช่น
กาแฟลดความอ้วนหรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เธอเผยว่า หากใช้ได้ผล
เป็นไปได้ที่จะมีการลักลอบใส่ยาเข้าไปซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ทั้งนี้มาตรการในการดำเนินการลงโทษนั้นมีตั้งแต่ระงับโฆษณา
และดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ซึ่งหากไม่หยุดโฆษณาก็จะมีโทษที่หนักขึ้น
โดยโฆษณาเหล่านี้จะพบเห็นบ่อยตามช่องทีวีเคเบิลดาวเทียม
ในทางปฏิบัติก็มีการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในการควบคุม
ทว่ากลับไม่มีอำนาจมากนัก เพราะยังคงพบการผ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นการควบคุมลงโทษนั้น สารี อ่องสมหวัง
เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยว่า
แม้อย.ร่วมกับกสทช.สั่งห้ามโฆษณาเหล่านี้ในสื่อทุกประเภท
ทว่าในทางปฏิบัติอย่างการเผยแพร่สัญญาณนั้นจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือ
จากบริษัท ไทยคม จำกัดในการตัดสัญญาณเพื่อปิดสถานีที่ฝ่าฝืนกฎ
"มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยร่วมกับเครือข่ายที่ทำเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค
16จังหวัด สำรวจการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร
และเสริมอาหารทั้งหลายที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย ไม่ขออนุญาตโฆษณา ซึ่งพบว่า
มันมีปัญหาเยอะ
แล้วเราก็เร่งผลักดันให้คณะกรรมการอาหารและยาอย่างที่ทำแล้วสำเร็จ(กับกรณี
รังนกร้อยเปอร์เซ็นต์) และทาง กสทช.ได้เสนอให้ห้ามโฆษณาแล้ว
แต่ก็ยังพบว่ามันก็ยังมีการโฆษณากันอยู่ เขาได้ขอความร่วมมือไปที่ไทยคม"
ต่อประเด็นนี้เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเห็นว่า
ไทยคมมีความรับผิดชอบต่อกรณีนี้น้อยเกินไป โดยอ้างว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้
แต่ความจริงแล้วหากไทยคมพบว่า สถานีต่างๆ ยังมีการโฆษณาโดยไม่ขออนุญาต
หรือโฆษณาที่ไม่เป็นจริง ก็สามารถให้ปิดรายการหรือปิดสถานีได้เลย
"ไทยคมต้องดำเนินการตามนั้น
หากไทยคมจะอ้างว่าตัวเองได้สัมปทานจากไอซีทีไม่ต้องทำตามกฎหมาย มันไม่ได้
เพราะว่าไทยคมเป็นคนดูแลหรือควบคุมโฆษณาของพวกนี้ผ่านพวกช่องดาวเทียมโดยตรง
ขณะเดียวกัน กสทช.
ก็จะบอกว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีกติกาที่กำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆ
เขาได้มีความร่วมมือกับ อย. ดังนั้น เคเบิลทีวีที่เป็นเท็จหลอกลวง
มันทำไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็อยากให้ไทยคมร่วมมือ
รวมถึงรายการที่เป็นโฆษณาที่ทางเคเบิลทีวีทั้งหลายด้วย"
สิ่งที่สำคัญคือ อย.กับ กสทช.ต้องมีเครื่องมือในการบังคับลงโทษ
หากมีเพียงคำสั่งห้ามแต่ไม่มีกลไกที่ในการติดตาม การดำเนินการก็ไร้ผล
และโฆษณาที่ชวนเชื่อเกินจริงก็ยังคงอยู่
ในส่วนของทางออกต่อเรื่องนี้เธอเห็นว่าผู้บริโภคเองต้องมีสติและรู้เท่าทัน
ต่อการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้น
"ถ้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารแต่โฆษณาเป็นยา อันนี้หลอกลวงแน่นอน
เพราะถ้าได้ผลต้องขึ้นเป็นยา ผู้บริโภคต้องคิดว่า
เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องของเรา ถ้าสมมติ
คนส่วนหนึ่งเขาอยากรู้ว่าจริงไม่จริง ถ้าจริงก็อยากใช้ ไม่จริงก็ไม่ใช้
คนพวกนี้ก็อยากมีข้อมูล แต่พี่คิดว่า มันพิสูจน์มาเยอะ มันเริ่มตั้งแต่
น้ำลูกยอ คอลลาเจน มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เยอะแยะไปหมด
เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ พอถูกจับอันนี้ก็เปลี่ยนเป็นอันโน้น
พวกนี้ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ได้มันก็ไปเชื่อมโยงกับความโลภของคนที่ใช้กลไกส่ง
เสริมการขายที่ให้ค่าตอบแทนที่สูง มันอาจจะทำให้ตัวผลิตภัณฑ์หมดไปยาก
เราจะทำให้คนตื่นตัวเท่าทันเรื่องนี้ยังไง"
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับความเห็นของ
ดร.เกียรติอนันท์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ที่เผยว่ามูลค่าทางการตลาดของธุรกิจผลิตเสริมอาหารสูงถึงปีละหนึ่งหมื่นล้าน
บาท
โดยสามารถแบ่งได้ตามรายได้ของกลุ่มลูกค้าซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พบ
ปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย
ซึ่งมักจะมีการทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เป็นประเภทตีหัวเข้าบ้าน
ทำกำไรระยะสั้นแล้วเลิกกิจการหรือเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแบรนด์มาลงตลาดใหม่
"กลุ่มที่มีรายได้สูงเขาก็มีเงินซื้อผลิตภัณฑ์ดีๆใช้
แต่กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยเขาก็อยากจะมีสุขภาพดี อยากดูแลตัวเองเหมือนกัน
แต่เขามีรายได้น้อยดังนั้นเขาจึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ราคาไม่สูงนัก
และสามารถตอบโจทย์เขาได้"
ทั้งนี้หากมองในด้านกำไร ถ้าทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมาดี
ตอบโจทย์ได้ก็คงต้องใช้ต้นทุนที่สูง เขาจึงประเมินว่า
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน
โดยผลิตสินค้าในจำนวนมากแต่ต้นทุนต่ำแล้วขายเพื่อให้ได้กำไรต่อหน่วยสูงๆ
ทำกำไรในระยะสั้น ผลิตมา 100กล่อง ขายได้ 5-10กล่องก็ไม่ขาดทุนแล้ว
โดยกลยุทธ์นี้จะควบคู่ไปกับกลยุทธ์ด้านราคา
การจูงใจแบบฮาร์ดเซลส์ทั่วไปที่ใช้ได้กับกลุ่มคนที่ไม่ค่อยระมัดระวังในการ
ซื้อสินค้านัก
ในการเป็นผู้บริโภคนั้น เขาทิ้งท้ายถึงข้อแนะนำว่า
น่าจะเริ่มจากร้านที่น่าเชื่อถือได้ก่อน
โดยถ้าจะให้ดีที่สุดอาจคุยกับแพทย์ก่อน
หรือซื้อจากร้านยาที่ขายอาหารเสริมด้วย
"ถ้าปรึกษาหมอก่อนได้ก็ดี
เพราะอาหารเสริมพวกนี้ถ้ากระบวนการผลิตไม่ดีนิดนึง มีสารตะกั่วอยู่ข้างใน
แทนที่เราจะสุขภาพดีก็กลายเป็นมะเร็งได้ กลายเป็นโทษมากกว่า"
.....จากการที่กลไกการควบคุมโฆษณานั้นไม่มีประสิทธิภาพ
รวมถึงผู้ที่จ้องฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจ
ทำมาหากินบนการหลอกลวงหนทางที่เปิดกว้างให้เห็นกำไร
และความสำเร็จชนิดตีหัวเข้าบ้าน
ทำให้โศกนาฏกรรมอย่างการกินอาหารเสริมที่เชื่อว่าจะรักษาโรค
แต่กลับยิ่งทำให้โรครุมเร้าหนักขึ้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของสุขภาพ
และการเลือกบริโภคก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริโภคเองที่จำเป็นจะต้องรู้เท่าทัน
ต่อตัวสินค้า และต่อคำหลอกลวงโฆษณาเกินจริง
ที่มา:หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน
PG&P
สโนว์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI
คลิปตัวอย่าง PG&P
FEED PG&P