น้ำมันรำข้าว PG&P

น้ำมันรำข้าว PG&P
น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว oryzanol

โบทานีก้า PG&P

โบทานีก้า PG&P
โบทานีก้า สูตรข้าวเหนืยวก่ำงอก

เอช พลัส H Plus PG&P

เอช พลัส H Plus PG&P
เอช พลัส กรดอะมิโนธรรมชาติ

ไฟรโตโปร Phyto-Pro

ไฟรโตโปร Phyto-Pro
ไฟรโตโปร คืนความแข็งแรงและความมั่นใจให้กับคุณสุภาพบุรุษ

คร.เร่งรณรงค์ป้องกันวัณโรค ลดอัตราเสียชีวิตไม่เกิน 5% ในปี59

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า  WHO จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง ซึ่งในปี 2554 สถานการณ์วัณโรคของประเทศไทย มีความชุก คือ 182/100,000 ประชากร หรือประมาณ 130,000 ราย
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง ซึ่งในปี 2554 WHOได้คาดประมาณสถานการณ์วัณโรคของประเทศไทย มีความชุก คือ 182/100,000 ประชากร หรือประมาณ 130,000 ราย มีอัตราอุบัติการณ์การเกิดวัณโรครายใหม่ คือ 137/100,000 ประชากร หรือประมาณ 94,000 ราย และอัตราตาย 16/100,000 ประชากร หรือประมาณ 11,000 ราย และรวมถึงผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานในแต่ละปีของประเทศไทย มีจำนวน 1,920 ราย
นพ.พรเทพ กล่าวอีกว่า การดำเนินงานควบคุมวัณโรคในประเทศไทยได้มีมานานแล้ว โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เห็นได้จากหลักฐานสำคัญที่ปรากฏมาจนทุกวันนี้คือ บทความเกี่ยวกับวัณโรคชื่อ “โรคทุเบอร์คุโลสิส” ที่ได้ทรงสนพระทัยและนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2463 และได้มีพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ถึงหลวงนิตย์ เวชช์วิศิษฐ์ มีพระราชปรารภตอนหนึ่งว่า “TB มีมากเต็มที และไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีโรงพยาบาลพิเศษหรือ Sanatorium สำหรับรักษารายที่ไม่หนักนัก การเรื่อง TB นั้นทำให้ฉันสนใจมาก อยากให้มี Anti TB Society” ด้วยสำนึกและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ เนื่องในโอกาสวันมหิดล วันที่ 24 กันยายน 2555 กรมควบคุมโรค จึงมีกิจกรรมและดำเนินการเพื่อเร่งรัดงานวัณโรคอย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังที่จะลดความรุนแรงและป้องกันการแพร่ระบาดของวัณโรคให้มากที่สุด
จากผลการดำเนินงานในปี 2553 พบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่เสมหะพบเชื้อ มีอัตราความสำเร็จในการรักษาร้อยละ 87 และพบปัญหาการเสียชีวิตร้อยละ 7 และขาดยาร้อยละ 3 ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีอัตราความสำเร็จในการรักษาร้อยละ 85 การเสียชีวิตร้อยละ 8 และขาดยาร้อยละ 5 เนื่องจากในปีดังกล่าว สธ.มีนโยบายเร่งรัดการดำเนินงานด้านวัณโรคอย่างเข้มข้น โดยมีกิจกรรมเพื่อเร่งรัดการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก วินิจฉัยและรักษาให้เร็ว มีการพัฒนาคุณภาพกลวิธีการรักษาด้วยระบบยาระยะสั้นแบบมีพี่เลี้ยง (DOT) โดยมีพี่เลี้ยงทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตขณะผู้ป่วยกลืนยา เพื่อให้ผู้ป่วยวัณโรครับประทานยาสม่ำเสมอและครบถ้วน เป็นการป้องกันเชื้อวัณโรคดื้อยาด้วย โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญ คือ ลดการเสียชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 5 ลดการขาดยาเป็นศูนย์ ภายในปี 2559 โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการตามกิจกรรมหลัก ดังนี้
 1. เร่งรัดคัดกรอง ค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่มเสี่ยง เช่น ในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ กลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง เบาหวาน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการโดยเร็ว ตัดวงจรการแพร่เชื้อ ลดความรุนแรงและการเสียชีวิต
2. ให้ผู้ป่วยวัณโรคมีโอกาสเข้าถึงการรักษาตามมาตรฐานทุกราย ให้การสนับสนุน ควบคุมกำกับ ติดตามเพื่อลดปัญหาการขาดยา
3. พัฒนาเทคโนโลยีการวินิจฉัยวัณโรคที่รวดเร็ว โดยเฉพาะการวินิจฉัยวัณโรคดื้อยา
4. สร้างเครือข่ายเสริมสร้างความรู้เรื่องวัณโรคสู่ภาคประชาชน
 “คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป ในการสังเกตอาการของวัณโรค โดยอาการจะเริ่มจากไอเรื้อรังเกินกว่า 2 อาทิตย์ มีไข้ต่ำๆ ในช่วงบ่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ซึ่งประชาชนมักเข้าใจผิดว่าป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา จึงมักซื้อยามากินเอง และอาการของโรคนี้จะไม่รุนแรง ยังทำงานได้ปกติ จึงทำให้เชื้อโรคแพร่ไปสู่คนอื่นได้ โดยเชื้อนี้จะอยู่ในเสมหะ ลอยไปในอากาศ หากพบผู้ที่มีอาการดังกล่าว ขอให้รีบพาไปโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาให้เร็วที่สุด หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทรศัพท์ 0 2590 3333” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว



ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สังคมไทยน่าห่วง ผู้หญิงนิยมเสพ “ไอซ์” หวัง ขาว ผอม สวย ยอดบำบัดปี 55พุ่งเป็น 1.7 หมื่นราย

กรมการแพทย์ เผยปัจจุบัน สังคมไทยเผชิญกับหายนะยาเสพติดตัวใหม่ “ไอซ์" ที่ผู้ขายใช้กลยุทธ์ชวนเชื่อว่า เป็นยาเสพติดชั้นสูง ผู้เสพไม่อันตรายไม่ติด แต่ช่วยให้ หุ่นดี ผอม ขาวสวย ซึ่งความจริง “ไอซ์” เป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์ร้ายแรงทำลายสมอง ยอดการบำบัดจาก 243 ราย ในปี 2551 พุ่งทะลุเป็น 17,100 ราย ในปี 2555
แพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังการมอบใบกิตติกรรมประกาศแก่จังหวัดที่มีผลงานดีเด่นด้านการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดีเด่นของประเทศ ภายในงานประชุมวิชาการยาเสพติดแห่งชาติ ครั้งที่ 13 “ร่วมแรง ร่วมใจ ฝ่าวิกฤติยาบ้า ไอซ์ ด้วยพลังแผ่นดิน” ว่าปัญหายาเสพติด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ต้องเร่งบำบัดโดยด่วน เพื่อให้ผู้เสพติดมีโอกาสหายและเลิกยาได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดด้านการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพ ของสถาบันธัญญารักษ์ ว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 ถึง 30 มิถุนายน 2555 มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษาทั่วประเทศ จำนวน 192,283 คน จากการคาดประมาณผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดทั่วประเทศมีมากกว่า 1 ล้านคน
ที่น่าเป็นห่วงคือสัดส่วนการเสพยาไอซ์ในผู้หญิงเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิม 2-3% เมื่อเทียบกับสัดส่วนการใช้ยาบ้า แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 25% หรือ 1 ใน 4 ของผู้หญิงที่ใช้ยาเสพติดทุกประเภท และ 15% ในผู้ชาย ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงที่เสพยาไอซ์เพิ่มขึ้นเพราะหลงเชื่อจากคำชักจูงว่าเสพยาไอซ์แล้วจะช่วยให้ผิวขาว หุ่นดี สวย จึงถือว่าถูกหลอก เพราะยาไอซ์ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว แต่เป็นยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้ผู้เสพเกิดอาการทางจิตประสาท หูแว่ว เห็นภาพหลอน อารมณ์รุนแรง ทำร้ายตัวเองและผู้อื่น บางรายถึงฆ่าตัวตาย
นายแพทย์จิโรจ สินธวานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาไอซ์ไม่ได้มีโครงสร้างหรือองค์ประกอบใด ที่จะช่วยให้ผู้เสพมีผิวขาวใส หุ่นดี ยาไอซ์เป็นเพียงยาบ้าชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกัน โดยยาบ้าเป็นสารเสพติดที่มีส่วนผสมของเมทแอมเฟตามีน คาเฟอีน แป้ง สารหนู ฯลฯ แต่ยาไอซ์สกัดจนได้เมทแอมเฟตามีน 100 % ทำให้เสพติดง่าย ออกฤทธิ์รุนแรงกว่ายาบ้า 10 เท่า ยาไอซ์มีลักษณะเป็นเกล็ดผลึกโปร่งใสคล้ายกระจก หรือน้ำแข็ง ผสมสีฟ้า ชมพู เขียว มีชื่อเรียกในกลุ่มผู้เสพว่า คริสตัลเมธ ชาบู แคร็งค์ ทวีค และทิน่า การเสพยาไอซ์อย่างต่อเนื่อง จะทำให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลง มีรายงานทางวิชาการซึ่งยืนยันโดยภาพภ่ายจาก MRI เปรียบเทียบให้เห็นผลก่อนและหลังได้รับยาไอซ์ ว่าการเสพยาไอซ์และยาบ้า สารเคมีในตัวยาเหล่านั้นจะทำลายเซลล์สมอง พบการติดสี ซึ่งแสดงว่าเส้นเลือดไปถึงบริเวณนั้นๆ แตกต่างกัน จึงยืนยันได้ว่าการเสพยาไอซ์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดหดตัวและตีบ ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงร่างกายและสมองทำให้เซลล์บางส่วนตาย ทำให้ผู้หญิงที่เสพยาไอซ์มีผิวซีด สมองสั่งงานช้า มีอาการเบลอ หลงๆลืมๆ และหากเป็นหญิงที่ตั้งครรภ์จะมีผลกระทบต่อสติปัญญาของทารกในครรภ์ เด็กเกิดมาไอคิวต่ำ หรือปัญญาอ่อนได้
จึงขอเตือนผู้หญิงหากต้องการสวย สุขภาพดี ควรดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนอย่างพอเพียง ทำจิตใจให้เบิกบาน ปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้ผู้หญิงสวยและสุขภาพผิวดีได้


ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

รวมเกร็ดน่ารู้ “ดูแลตัวเอง” ให้มีสุขภาพดี

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

การใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งปัจจัยหลักๆ มาจากการแข่งขันที่สูงขึ้น สภาพอากาศ รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคที่หลายคนมักจะฝากท้องไว้กับร้านอาหาร หรืออาหารถุงที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งอาหารกลุ่มนี้มักมีแคลอรีและไขมันสูง ทั้งยังขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้ใครหลายคนต้องพบกับปัญหาสุขภาพที่คาดไม่ถึงตามมา
ในโอกาสนี้ ทีมงาน Life & Family จึงมีเกร็ดน่ารู้ในการดูแลตัวเองง่าย ๆ จากงานสัมมนา และผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านมาฝากกัน ซึ่งสามารถสรุปเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่มีประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้จริง ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามอ่านกันได้เลยครับ
- ผู้หญิงทำงานออฟฟิศ ต้องการพลังงานเพียงวันละ 1,600 กิโลแคลอรี จึงควรลดอาหารที่ให้พลังงานสูงๆ เช่น อาหารทอด ผัดน้ำมัน หรือใช้กะทิ เป็นต้น
- ผู้ใหญ่ และผู้สูงวัยที่ไม่อ้วนและไม่มีปัญหาสุขภาพ กินไข่ได้สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง
- ไม่ควรใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำเกิน 2 ครั้ง และถ้าน้ำมันทอดอาหารมีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น มีสีดำ ฟองมาก เป็นควันง่าย และเหม็นไหม้ ควรทิ้งไป ไม่ควรนำมาใช้ซ้ำอีก
- การปรุงอาหารประเภทผักด้วยการใช้ไฟแรง หรือใช้เวลาสั้น สามารถช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการได้
- ไข่ปลา ปลาหมึก เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์ติดมันมากๆ เป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ควรจำกัดการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดี
- ไม่ควรเติมน้ำตาลในอาหาร หรือเครื่องดื่มเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม
- แคลเซียม เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการตลอดชีวิต ควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงเป็นประจำ เช่น นม และผลิตภัณฑ์ผม เต้าหู้แข็ง ปลาป่น กุ้งแห้ง ผักใบเขียวเข้ม อย่างไรก็ดี แคลเซียมจะถูกดูดซึมได้เพียงร้อยละ 20-30 ของปริมาณที่บริโภคเข้าไป ทางที่ดี ควรรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ
- หากรู้สึกกระหายน้ำ แสดงว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว ดังนั้น ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน อย่ารอให้รู้สึกกระหายน้ำแล้วจึงค่อยดื่ม โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอคือ รู้สึกกระหายน้ำ ริมฝีปากแห้ง ไม่ค่อยมีน้ำลาย ผิวหนังแห้ง และปัสสาวะมีสีเข้ม
- กินผักให้หลากสี เช่น ม่วง ขาว เหลือง ส้ม แดง มื้อละ 4-6 ช้อน ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร และพฤกษเคมีที่หลากหลาย
- สำหรับใครที่หิวบ่อย และไม่อยากกินเยอะเพราะกลัวอ้วน การเลือกรับประทานธัญพืชคือตัวช่วยที่ดี โดยเฉพาะธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย ข้าวสาลีเต็มเมล็ด หรือข้าวโพด ซึ่งธัญพืชเหล่านี้ มีใยอาหารช่วยให้อิ่มนาน และไม่หิวง่าย นอกจากนั้น การรับประทานซีเรียลโฮลเกรนไขมันต่ำแทนอาหารมื้อหลัก วันละ 2 มื้อ จะช่วยควบคุมปริมาณแคลอรีและไขมันเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากโฮลเกรนมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งจะถูกย่อยอย่างช้าๆ และค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานให้ร่างกายอย่างต่อเนื่องจึงทำให้อยู่ท้องมากกว่าข้าวขาว หรือธัญพืชที่ขัดสี
- ความสำเร็จในการลดน้ำหนัก และสามารถคงน้ำหนักตัวไว้ได้หลังการลดน้ำหนัก จะต้องใส่ใจใน 3 เรื่อง คือ การควบคุมอาหาร ได้แก่ กินอาหารพลังงานต่ำ เช่น สลัดผักต่างๆ น้ำพริกผักจิ้ม ปลานึ่ง ถ้าใส่เนื้อสัตว์ก็ควรใช้เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อไก่ไม่ติดมัน เต้าหู้ปลา เป็นต้น นอกจากนั้น ควรกินอาหารเช้าทุกวัน หลีกเลี่ยงอาหารทอด ลดอาหารว่าง ของขบเคี้ยว และของหวาน สอง ชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำ โดยชั่งทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สาม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับใครที่ตั้งใจจะลดน้ำหนัก ควรลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นการควบคุมปริมาณอาหารแทนการอดอาหาร ซึ่งอัตราการลดน้ำหนัก 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ถือว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมที่สุด เพราะการที่น้ำหนักลดลงอย่างช้าๆ จะเป็นการลดไขมันที่สะสมในร่างกายมากกว่ากล้ามเนื้อและน้ำจึงไม่ทำให้เกิดโยโย่
ไม่เพียงแต่อาหารการกินเพื่อการดูแลสุขภาพทางกายเท่านั้น การดูแลตัวเองให้มีความสุขในแต่ละวัน คือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน
- การนั่งอยู่กับโต๊ะทำงาน และเพ่งอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาจทำให้รู้สึกเพลีย และเมื่อยล้าทั้งกายและใจ ทางที่ดี ลองมองออกไปไกลๆ หรือออกไปสูดหายใจกับธรรมชาติ โดยเฉพาะที่ที่มีต้นไม้สีเขียวๆ นั่นจะช่วยเพิ่มความสดชื่นและผ่อนคลายสายตา และความเมื่อยล้าระหว่างวันได้เป็นอย่างดี
- พักสักนิด ช่วยลดความเมื่อยล้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดี
- การหัวเราะ และยิ้มบ่อย ๆ เป็นประจำ จะช่วยเพิ่มการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า
- ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงในกิจกรรมประจำวันบ้าง เช่น เดินเร็วๆ หรือขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เป็นต้น


ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

ภัยติดรสจัด ทำอ้วนไม่รู้ตัว

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

เมอริล ฮาร์วู้ด ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สังคม มหาวิทยาลัยเพนน์ สเตต สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า เด็กๆ ที่เลือกกิน 'ดาร์ก ช็อกโกแลต' จะชิมอาหารรสขมๆ ได้หลากหลายเมนูกว่า จะรู้ว่าจานไหนชอบ หรือไม่ชอบ ต่างจากเด็กๆ ที่หม่ำ 'ช็อกโกแลตนม' เมื่อชิมช็อกโกแลตรสเข้มกว่า จะรู้ทันทีว่าขมปี๋ หรือหวานเจี๊ยบเกินไป
นักวิจัยจึงเอามาสรุปว่า การรับประทานอาหารรสจัดมากๆ ทั้งรสเปรี้ยว หวาน ขม และเค็ม หากกินบ่อยๆ ต่อมรับรู้รสบนลิ้นก็จะเคยชินกับรสชาตินั้นๆเช่น เวลากินขนมหวานเสร็จแล้วดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมซึ่งมีรสหวานตาม จะรู้สึกว่าน้ำที่กำลังดื่มไม่มีรสชาติ ทำให้กระดกดื่มเข้าไปเรื่อยๆ แถมยังคิดติ๊ต่างนึกเอาเองอีกว่าไม่เป็นอันตราย เพราะไม่ได้กินของหวาน กลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไตโดยไม่รู้ตัว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

สมุนไพรหายหงอก เตือนเคมีก่อมะเร็ง

รพ.สต.ท่าคล้อ คิดค้นสูตรสมุนไพรเปลี่ยนสีผมปลอดภัยต่อร่างกาย เผยใช้ใบกาวหรือใบเทียนกิ่งผสมว่านหางจระเข้และดอกอัญชันเปลี่ยนสีผม เบื้องต้นได้สี “ส้มทอง” เตรียมคิดค้นเพิ่มเติม พร้อมถ่ายทอดภูมิปัญหาให้อาสาสมัครในพื้นที่ เตือนย้อมผมด้วยสารเคมีเสี่ยงเป็นมะเร็งสูง

สมุนไพรหายผมหงอก

ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นางอรทัย วงศ์ขันธ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าคล้อ อ.เบญจลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของ ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าการเปลี่ยนสีผมด้วยครีมเปลี่ยนสีผม สารเคมีนั้นมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครโมโซมของร่างกาย และการศึกษาของสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าการย้อมผมด้วยสารเคมีมีความสัมพันธ์ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และพบว่าคนที่ย้อมผมนานและย้อมบ่อยมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 

จากอันตรายของยาย้อมผมจากสารเคมีดังกล่าว นางอรทัยจึงได้คิดวิธีหาสมุนไพรพื้นบ้านมาใช้ในการเปลี่ยนสีผม โดยในระยะแรกได้นำใบกาวหรือใบเทียนกิ่ง ซึ่งจะให้สีส้มมาย้อม แต่พบว่ามีปัญหาเรื่องการไหลย้อยเลอะเสื้อผ้า จึงได้นำเอาว่านหางจระเข้และดอกอัญชันมาปั่นรวมกัน จะทำให้น้ำที่ได้มีลักษณะหนืด ไม่ยืดย้อย โดยวิธีการทำควรปั่นว่านหางจระเข้ให้ละเอียดก่อนค่อยผสมใบกาวและดอกอัญชัน ก่อนหมักให้สระผมด้วยยาสระผมตามปกติ แต่ไม่ควรใช้ครีมนวดผม เพราะจะทำให้ผมลื่นและย้อมสีผมไม่ติด

นางอรทัยกล่าวว่า การใช้พืชสมุนไพรดังกล่าวในการเปลี่ยนสีผมนั้น หากใช้กับผู้ที่มีผมสีดำอยู่แล้วจะเป็นการบำรุงให้ผมดำเงางาม เพราะว่านหางจระเข้จะมีสรรพคุณช่วยในการบำรุงอยู่แล้ว ขณะที่ดอกอัญชันจะมีสรรพคุณช่วยให้ผมดำ แต่หากใช้กับผู้สูงอายุที่ผมหงอกจะทำให้ผมเปลี่ยนเป็นสีทองแดงตามสีของใบกาว ซึ่งจะติดทนประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ ในกรณีผู้ที่แพ้ว่านหางจระเข้สามารถเปลี่ยนมาผสมกับไข่ขาวแทนได้ โดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญคือนอกจากช่วยในเรื่องการเปลี่ยนสีผมแล้ว ยังช่วยรักษารังแคและอาการคันหนังศีรษะด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองหาพืชชนิดอื่นมาใช้ในการเปลี่ยนสีผมเพิ่มเติม

“ใบกาวเป็นพืชที่ชาวนาจะนำมาบดพอกเล็บหลังจากทำนาเสร็จแล้ว เพื่อรักษาอาการปวดเล็บ และพี่ก็สังเกตเห็นว่ามันทำให้เล็บเราเป็นสีส้ม จึงศึกษาจากตำราเพิ่มเติม และทดลองนำมาหมักเปลี่ยนสีผม” นางอรทัยกล่าว และว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการถ่ายทอดสูตรเปลี่ยนสีผมให้กับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) นำไปใช้ในหมู่บ้านของแต่ละคน

         





ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
PG&P
สโนว์  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม พีจีแอนด์พี  pg&pthai พีจีแอนด์พีไทย pgpthai พีจีพี thaipgp เพรสซิเด็นท์ เกรน พรอดักท์ สกัดจากธัญพืช ธัญพืชสกัด
PGPTHAI คลิปตัวอย่าง PG&P FEED PG&P

บทความที่ได้รับความนิยม

Backlinks